ย้อนกลับไปสองชั่วโมงก่อนหน้านี้ ณ เมืองย่าง ปีพ.ศ.1824 หนึ่งวันก่อนสถาปนาขุนฟองขึ้นเป็เ้าครองเมืองปัว ส่วนขุนนุ่นผู้พี่ขึ้นเป็เ้าครองเมืองจันทบุรี ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ขุนฟองกำลังอยู่ห้องโถงในคุ้มตน ไอ้คำผลุนผลันเข้ามาทางประตูเรียก สีหน้าตื่น นั่งคุกเข้าต่อหน้าเสียงหายใจหอบหนักก่อนรีบพูด “อ้ายฟองอ้ายฟอง รีบหนีก่อนเต๊อะ มีตะหานหลายสิบนายคุมตัวพ่อท่านพญาอยู่โตย”พูดจบหอบตัวโยน สูดหายใจถี่
ขุนฟองลุกพรวดขึ้น แววตาแสดงความประหลาดใจ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ท่านพ่อเป็จะใดพ่อง ไอ้คำ! โตยเหตุอะหยังก่? อ้ายนุ่นถึงคุมตัวพ่อท่าน ยะจะอี้จะใด? ข้าบ่เข้าใจ?”
ไอ้คำหยุดหอบหายใจกลืนน้ำลายก่อนตอบ“ข้าเ้าก็บ่ฮู้แน่นัก ไอ้ทับมหาดเล็กท่านพ่อพญา วิ่งหนีมาอู้ว่า ตะหานพิทักษ์ท่านโดนฟันเจ็บสิ้น มันรอดมาได้ มันว่าอ้ายนุ่นฮื้อกองตะหานคุมตัวพ่อท่านไว้ที่ตำหนัก สั่งตะหานอีก 10 คนมาคุมตัวอ้ายๆ ต้องหนีเน้อ มีภัยถึงชีวิต!”
ขุนฟองยืดอกขึ้น“ข้าบ่กั๋ว...ข้าจักไปถามอ้ายนุ่น” ไอ้คำก้าวเข้าใกล้เขา สีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง “บ่ได้เน้ออ้ายฟองยะจะอี้เป็ภัยนัก ข้าเ้าสืบฮู้มาหลายวัน อ้ายนุ่นสั่งฮื้อกองตะหานฝั่งปู๊นข้ามมาฝั่งอี้ ทีแรกข้าเ้ากึ้ดว่าย้ายมาพิทักษ์ขุนนุ่นตอนเข้าเมือง กึ้ดบ่ถึงว่าเปิ้นจักแข็งเมือง”
ไม่ทันขาดคำห่าลูกธนูนับสิบพุ่งเข้าตำหนัก เสียงพุ่งเข้ามาทางประตูดัง ขวับ ขวับ ขวับ!! แทบไม่ขาดสาย บางส่วนยิงโดนฝาตำหนักดัง ตึง ตึง ตึง!! กระแทกฝาตำหนักจนฉีกขาด เปิดช่องให้ลูกธนูตามเข้ามาเป็สาย
ทั้งขุนฟองและไอ้คำเบี่ยงตัวหลบเป็พัลวัน ตามสัญชาตญาณ อาศัยทักษะการต่อสู้ที่ฝึกมาจนช่ำชอง เคลื่อนไหวพลิ้วหลบรอดจากคมศร ขุนฟองกลิ้งม้วนหน้าคว้าดาบที่แขวนบนฝา ลุกขึ้นกวัดแกว่งปัดลูกธนูพ้นออกไป เสียงคมดาบกระทบลูกธนูกังวานก้อง ‘แก๊งแก๊ง แก๊ง’!! แต่มันยังคงพุ่งเข้ามาไม่ขาดสาย ไอ้คำชักดาบออกกัดแกว่งปัดธนูเปิดทางให้ผู้เป็นายหนี ขุนฟองทยานพุ่งตัวออกทางหน้าต่างทิศตรงข้ามห่าธนู ไอ้คำพุ่งตามออกมาติดๆ
เมื่อตั้งกายได้ที่พื้น ทั้งสองออกวิ่งฝ่าความมืดเอาชีวิตรอด ขุนฟองวิ่งนำหน้าส่วนไอ้คำทำหน้าที่องครักษ์คอยระวังหลังห่างออกไปหนึ่ง่ตัว
“อ้ายขุน เฮาจักไปที่ใดพ่อง” ขุนฟองวิ่งพลางหายใจหอบพลางตอบว่า “ข้าจักหนีออกนอกเมือง” แววตามุ่งมั่นกล่าว “สบช่องจักปิ๊กมาช่วยท่านพ่อ”
ทั้งสองวิ่งฝ่าความมืด นำหน้ากองทหารถือคบไฟเป็แสงวูบวาบท่ามกลางแสงจันทร์ มีร้องอื้ออึงตามหลังมา เมื่อทิ้งระยะห่างพอควร ไอ้คำหยุดวิ่งหายใจหอบ ร้องเรียก“อ้ายๆ หยุดโตยเต๊อะ......อ้ายไยบ่หันไปสู้....กองตะหานสิบนายน้อยนัก....เฮาสู้ง่ายขนาด”
ขุนฟองหันมองไอ้คำน้ำเสียงจริงจัง“เฮาบ่ฮู้ที่แต๊ตะหานมีเท่าใดพ่อง ฤาจักตามมาสมทบแฮ๋ม อ้ายนุ่นบ่ปล่อยข้าบ่ฆ่าข้าก้อจักจับข้า ท่านพ่อถูกเปิ้นคุมตัวจักยะจะใดเฮาบ่ฮู้แต๊ ข้าจักหลบไปเสาะข่าวคอยก่อน”
พูดจบวิ่งนำแฝงกายหลบมุมตามเงามืด ไปยังคอกม้าที่นั่นมีทหารสองนายเฝ้าอยู่ ทั้งสองเข้าขวางขุนฟอง และไอ้คำ แววตาเปี่ยมด้วยความภักดีต่อขุนฟอง
“ขอสุมาเต๊อะ เพลานี้ขุนนุ่นเปิ้นคุมเมืองโตยทั่ว หากเปิ้นฮู้ว่าม้าบ่อยู่ ข้าจักต้องโทษ....ขุนฟองคือนายเหนือหัวของบ่าว”พลางทรุดลงคุกเข่าก้มหน้านิ่ง “บั่นหัวข้าเ้าเต๊อะ ชดใช้ที่ข้าเ้าบ่ซื่อต่อเหนือหัว”
ขุนฟองย่อลงแตะบ่าทหารทั้งสองกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “บ่เป็หยัง..อ้ายฮู้ ลุกขึ้นเต๊อะ เฮาขอม้าสองตัวเพื่อหนีออกนอกเมืองโตย” ทหารทั้งสองลุกขึ้นยืน ปลดเชือกม้าสองตัวให้ “ทางนี้ข้าเ้าจักประวิงฮื้อเอง” ทั้งสองสบตากันพร้อมพยักหน้า ต่างเอาดาบฟันที่แขนของอีกคน ชกหน้าต่อยตีจนล้มกลิ้งลงกับพื้น
ขุนฟองไอ้คำควบมาออกนอกเขตกำแพงเมือง มุ่งหน้าไปถ้ำผาฆ้อง ที่นั่นมีสำนักสงฆ์ที่ขุนฟองเคยบวชเป็พระภิกษุเพื่อเรียนรู้พระธรรม เมื่ออายุครบ 20 ปี