แก้วมณีจักรพรรดิ

    บทนำ - ตอนที่ 3

            ย้อนกลับไปสองชั่วโมงก่อนหน้านี้  ณ เมืองย่าง ปีพ.ศ.1824 หนึ่งวันก่อนสถาปนาขุนฟองขึ้นเป็๲เ๽้าครองเมืองปัว ส่วนขุนนุ่นผู้พี่ขึ้นเป็๲เ๽้าครองเมืองจันทบุรี ฝั่งขวาแม่น้ำโขง  ขุนฟองกำลังอยู่ห้องโถงในคุ้มตน  ไอ้คำผลุนผลันเข้ามาทางประตูเรียก  สีหน้าตื่น นั่งคุกเข้าต่อหน้าเสียงหายใจหอบหนักก่อนรีบพูด  “อ้ายฟองอ้ายฟอง  รีบหนีก่อนเต๊อะ มีตะหานหลายสิบนายคุมตัวพ่อท่านพญาอยู่โตย”พูดจบหอบตัวโยน  สูดหายใจถี่  

            ขุนฟองลุกพรวดขึ้น  แววตาแสดงความประหลาดใจ  ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “ท่านพ่อเป็๞จะใดพ่อง ไอ้คำ!  โตยเหตุอะหยังก่?  อ้ายนุ่นถึงคุมตัวพ่อท่าน ยะจะอี้จะใด?  ข้าบ่เข้าใจ?”

            ไอ้คำหยุดหอบหายใจกลืนน้ำลายก่อนตอบ“ข้าเ๽้าก็บ่ฮู้แน่นัก ไอ้ทับมหาดเล็กท่านพ่อพญา วิ่งหนีมาอู้ว่า ตะหานพิทักษ์ท่านโดนฟันเจ็บสิ้น  มันรอดมาได้ มันว่าอ้ายนุ่นฮื้อกองตะหานคุมตัวพ่อท่านไว้ที่ตำหนัก  สั่งตะหานอีก 10 คนมาคุมตัวอ้ายๆ  ต้องหนีเน้อ   มีภัยถึงชีวิต!” 

            ขุนฟองยืดอกขึ้น“ข้าบ่กั๋ว...ข้าจักไปถามอ้ายนุ่น” ไอ้คำก้าวเข้าใกล้เขา สีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง “บ่ได้เน้ออ้ายฟองยะจะอี้เป็๞ภัยนัก ข้าเ๯้าสืบฮู้มาหลายวัน อ้ายนุ่นสั่งฮื้อกองตะหานฝั่งปู๊นข้ามมาฝั่งอี้  ทีแรกข้าเ๯้ากึ้ดว่าย้ายมาพิทักษ์ขุนนุ่นตอนเข้าเมือง กึ้ดบ่ถึงว่าเปิ้นจักแข็งเมือง”

            ไม่ทันขาดคำห่าลูกธนูนับสิบพุ่งเข้าตำหนัก  เสียงพุ่งเข้ามาทางประตูดัง ขวับ ขวับ ขวับ!! แทบไม่ขาดสาย บางส่วนยิงโดนฝาตำหนักดัง ตึง ตึง ตึง!! กระแทกฝาตำหนักจนฉีกขาด เปิดช่องให้ลูกธนูตามเข้ามาเป็๲สาย 

            ทั้งขุนฟองและไอ้คำเบี่ยงตัวหลบเป็๞พัลวัน ตามสัญชาตญาณ อาศัยทักษะการต่อสู้ที่ฝึกมาจนช่ำชอง เคลื่อนไหวพลิ้วหลบรอดจากคมศร  ขุนฟองกลิ้งม้วนหน้าคว้าดาบที่แขวนบนฝา ลุกขึ้นกวัดแกว่งปัดลูกธนูพ้นออกไป เสียงคมดาบกระทบลูกธนูกังวานก้อง ‘แก๊งแก๊ง แก๊ง’!! แต่มันยังคงพุ่งเข้ามาไม่ขาดสาย ไอ้คำชักดาบออกกัดแกว่งปัดธนูเปิดทางให้ผู้เป็๞นายหนี ขุนฟองทยานพุ่งตัวออกทางหน้าต่างทิศตรงข้ามห่าธนู  ไอ้คำพุ่งตามออกมาติดๆ

            เมื่อตั้งกายได้ที่พื้น  ทั้งสองออกวิ่งฝ่าความมืดเอาชีวิตรอด  ขุนฟองวิ่งนำหน้าส่วนไอ้คำทำหน้าที่องครักษ์คอยระวังหลังห่างออกไปหนึ่ง๰่๥๹ตัว

            “อ้ายขุน เฮาจักไปที่ใดพ่อง”   ขุนฟองวิ่งพลางหายใจหอบพลางตอบว่า  “ข้าจักหนีออกนอกเมือง”  แววตามุ่งมั่นกล่าว  “สบช่องจักปิ๊กมาช่วยท่านพ่อ”  

            ทั้งสองวิ่งฝ่าความมืด  นำหน้ากองทหารถือคบไฟเป็๲แสงวูบวาบท่ามกลางแสงจันทร์ มีร้องอื้ออึงตามหลังมา เมื่อทิ้งระยะห่างพอควร ไอ้คำหยุดวิ่งหายใจหอบ  ร้องเรียก“อ้ายๆ หยุดโตยเต๊อะ......อ้ายไยบ่หันไปสู้....กองตะหานสิบนายน้อยนัก....เฮาสู้ง่ายขนาด” 

            ขุนฟองหันมองไอ้คำน้ำเสียงจริงจัง“เฮาบ่ฮู้ที่แต๊ตะหานมีเท่าใดพ่อง ฤาจักตามมาสมทบแฮ๋ม   อ้ายนุ่นบ่ปล่อยข้าบ่ฆ่าข้าก้อจักจับข้า  ท่านพ่อถูกเปิ้นคุมตัวจักยะจะใดเฮาบ่ฮู้แต๊  ข้าจักหลบไปเสาะข่าวคอยก่อน”

            พูดจบวิ่งนำแฝงกายหลบมุมตามเงามืด  ไปยังคอกม้าที่นั่นมีทหารสองนายเฝ้าอยู่ ทั้งสองเข้าขวางขุนฟอง และไอ้คำ แววตาเปี่ยมด้วยความภักดีต่อขุนฟอง

            “ขอสุมาเต๊อะ  เพลานี้ขุนนุ่นเปิ้นคุมเมืองโตยทั่ว  หากเปิ้นฮู้ว่าม้าบ่อยู่  ข้าจักต้องโทษ....ขุนฟองคือนายเหนือหัวของบ่าว”พลางทรุดลงคุกเข่าก้มหน้านิ่ง “บั่นหัวข้าเ๯้าเต๊อะ ชดใช้ที่ข้าเ๯้าบ่ซื่อต่อเหนือหัว” 

            ขุนฟองย่อลงแตะบ่าทหารทั้งสองกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “บ่เป็๲หยัง..อ้ายฮู้ ลุกขึ้นเต๊อะ เฮาขอม้าสองตัวเพื่อหนีออกนอกเมืองโตย”   ทหารทั้งสองลุกขึ้นยืน ปลดเชือกม้าสองตัวให้  “ทางนี้ข้าเ๽้าจักประวิงฮื้อเอง”   ทั้งสองสบตากันพร้อมพยักหน้า  ต่างเอาดาบฟันที่แขนของอีกคน  ชกหน้าต่อยตีจนล้มกลิ้งลงกับพื้น 

            ขุนฟองไอ้คำควบมาออกนอกเขตกำแพงเมือง มุ่งหน้าไปถ้ำผาฆ้อง  ที่นั่นมีสำนักสงฆ์ที่ขุนฟองเคยบวชเป็๲พระภิกษุเพื่อเรียนรู้พระธรรม เมื่ออายุครบ 20 ปี