7
ไม่รู้เดียงสา
“ว่าแต่ไท่จื่อมีธุระใดกับหม่อมฉันหรือเพคะ เห็นท่านพ่อบอกว่าท่านมาหาครั้งหนึ่งตอนที่หม่อมฉันถูกกักบริเวณ”
หลี่จงเลื่อนสายตาจากใบหน้าของหญิงสาวมามองมือซึ่งกุมอยู่บนตัก “แผลของเ้า...”
“อ้อ” หวังกุ้ยฮวารับคำเบาๆ แบมือขาวให้อีกฝ่ายเห็น ยามนี้รอยแผลจางลงไปมากแล้วเพราะนางไม่ได้แตะพิณอีกเท่าระยะเวลากักบริเวณ “ขอบคุณยาที่ไท่จื่อฝากท่านพ่อมาให้ด้วยเพคะ เวลานี้หม่อมฉันน่าจะพอจับพู่กันวาดรูปได้แล้ว”
“ขออภัยด้วยที่กดดันเ้าในวันนั้น”
“ไม่เป็ไรเพคะ อย่างไรก็ผ่านมาแล้ว”
เมื่อทบทวนเื่ราวทั้งหมดหลี่จงค่อยเข้าใจว่าหวังกุ้ยฮวาตั้งใจซุกซ่อนตัวตนต่อหน้าคนหมู่มาก เขาอาจฝืนพยายามเพื่อให้ผู้อื่นยกยอเพราะฐานะรัชทายาทที่ค้ำอยู่ แต่หวังกุ้ยฮวาไม่ใช่ เขาในวันนั้นไม่ควรเรียกนางขึ้นมาจนเป็เื่ใหญ่
หลี่จงรู้สึกว่าการที่หวังกุ้ยฮวาได้รับแผลเป็ความผิดของตน เขาตั้งใจมาหานางเพื่อขอโทษ แต่กลับได้รู้ว่านางถูกลงโทษกักบริเวณ
“การลงโทษครั้งแรกให้ความรู้สึกเช่นไรบ้าง”
“เจียงหลิน! เสียมารยาท” รัชทายาทตบบ่าสหายที่แย้มยิ้มพรายราวกับไม่รู้สึกรู้สา หวังกุ้ยฮวาหลุบตาเพราะเกรงว่าหากสบแล้วเขาจะล่วงรู้ความนัย
เจียงหลินผู้นี้ไม่อาจดูเบา เขาเป็ผู้เดียวที่ดูจะเท่าทันเล่ห์กลของนาง
“ไม่รู้สึกเช่นไร ข้ากลับคิดว่าการถูกกักบริเวณสงบนัก ได้อ่านหนังสือ สนทนากับท่านแม่ ไม่มีอะไรน่าหวั่นใจเ้าค่ะ”
คุณชายเจียงเลิกคิ้ว ปลายนิ้วคลึงวนอยู่บนถ้วยชาราวกับไม่มีอะไรน่าสนใจไปมากกว่านี้ “แต่ข้าได้ยินชาวบ้านกล่าวว่าคุณหนูหวังถูกกักบริเวณเลยซ้อมพิณทั้งวันทั้งคืน”
หวังกุ้ยฮวาลอบมองไปทางหลี่เยียน เห็นเขาไม่บอกปัดแทนจึงกล่าว
“ชาวบ้านเ่าั้น่าจะเข้าใจผิด พิณนั่นเป็ของพี่รอง ยามเช้ามอบให้อันอ๋อง ยามค่ำฝึกฝนเพื่อความก้าวหน้า”
สีหน้าของผู้ถูกกล่าวถึงไม่ค่อยดีนัก หลี่จงคล้ายเห็นเส้นทางเดินของน้องชายชัดจึงเปรยเบาๆ
“จับปลาสองมือไม่ดีเท่าไรกระมัง”
หลี่เยียนยิ่งหน้าคล้ำแต่ก็โต้ตอบให้ความรุนแรงบรรเทาลง “เสด็จพี่ไท่จื่อกล่าวหนักไป ข้าเพียงติดใจเพลงพิณของคุณหนูใหญ่เลยแวะเวียนมาขอฟังเท่านั้น”
“หม่อมฉันกลับได้ยินมาว่ากองสังคีตของวังหลวงมีผู้เชี่ยวชาญมากนัก แต่อันอ๋องประทับใจในตัวพี่รองเช่นนี้ชวนให้หม่อมฉันรู้สึกยินดีแทนพี่สาวจริงๆ เพคะ”
“แค่กๆ” เจียงหลินเผลอสำลักชาที่เพิ่งจิบ หลี่จงปรายตามองเขาอย่างปรามๆ ทว่าคุณชายอันดับหนึ่งของเมืองหลวงก็ใช้ผ้าซับปากด้วยท่าทางงดงามน่าชื่นชม
“มิได้ กองสังคีตก็ส่วนหนึ่ง พิณของคุณหนูใหญ่ก็อีกอย่าง ไม่อาจเปรียบเทียบ ต่างก็มีรูปแบบเฉพาะที่แตกต่างกัน” หลี่เยียนรู้ตัวว่าพลาดจึงพยายามวกกลับมาสู่การเกี้ยวพาหวังกุ้ยฮวา “แต่ข้ากลับอยากฟังเสียงพิณของคุณหนูรองมากกว่า ไม่ทราบว่าจะมีโอกาสนั้นหรือไม่”
แทบทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่หญิงสาวซึ่งถูกท้าทายอย่างซึ่งๆ หน้า แต่หวังกุ้ยฮวาเตรียมตัวมาก่อนแล้วจึงไม่ได้รู้สึกประหม่าเท่าไร
“พิณของหม่อมฉันมิอาจสู้พี่รองได้ เกรงว่าจะทำให้ทุกท่านระคายหู”
พร้อมกันนั้นเสียงพิณอันอ่อนช้อนพลันดังขึ้น ราวกับ้าชักนำผู้คนให้ผันเปลี่ยนไปอีกทาง หลี่เยียนเป็คนแรกที่ผินหน้าไปทางตะวันตกซึ่งเป็ที่ตั้งของเรือนสาม
หวังกุ้ยฮวาเพียงหรี่ตาเล็กน้อยขณะรินน้ำชาเติมให้กับชายหนุ่มอีกสองคนที่ดูไม่ค่อยใส่ใจเสียงพิณของหวังกุ้ยผิงเท่าไรนัก
“ในเมื่อพี่รองเริ่มบรรเลงพิณแล้ว เหตุใดเราถึงไม่ไปเยี่ยมหาสักเที่ยวเล่า”
“เช่นนั้นจะดีหรือ คุณหนูรองคงไม่ได้ฝึกซ้อมอยู่กระมัง ถ้าหากพรวดพราดเข้าไปจะรบกวนเสียเปล่าๆ” หลี่จงไม่ได้สนใจพิณของหวังกุ้ยผิงนัก เขาพอจะมองออกว่าสองแม่ลูก้าอะไร แต่พอเห็นสายตาของน้องชายก็รู้สึกอยากแกล้งขึ้นมา “แต่หากคุณหนูรองยืนยันเช่นนั้น ข้าจะตามไปด้วยก็ได้”
“คุณหนูรอง ส่งบ่าวไปแจ้งกับคุณหนูใหญ่ก่อนจะดีกว่ากระมัง”
ความเป็ห่วงเป็ใยของหลี่เยียนทำให้หวังกุ้ยฮวาหัวเราะในลำคอ คิดการใหญ่แต่ลังเลเช่นนี้ใช้ได้หรือ
“ชิงชิง เ้าไปบอกพี่รองว่าข้า ไท่จื่อ อันอ๋องและคุณชายเจียงจะเข้าไปฟังเพลง” สาวใช้รับคำเบาๆ แล้วรีบผละจากไปยังจุดหมายที่คุณหนูและคุณชายทั้งหลายกำลังจะเดินทางไป
“คุณหนูรอง กล่าวเช่นนี้ไม่ดีกระมัง” หลี่เยียนไม่ได้ชมชอบหวังกุ้ยฮวาเป็พิเศษ ยิ่งฟังนางพูดเหมือนหวังกุ้ยผิงเป็นางโลมบรรเลงพิณเพื่อความรื่นรมย์ให้กับผู้อื่นก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจมากขึ้น
“อันอ๋อง... ไม่ทราบว่าหม่อมฉันพูดผิดที่ใดหรือ ยามนี้เราก็กำลังจะไปฟังพี่รองบรรเลงพิณจริงๆ นี่เพคะ”
“นั่นสิอันอ๋อง ข้าไม่เห็นว่าคุณหนูรองจะพูดอะไรผิด” รัชทายาทเองก็สนับสนุนหวังกุ้ยฮวา แต่มาตรวัดของหลี่เยียนยามนี้เอนไปทางฝั่งของหวังกุ้ยผิงเสียมาก เมื่อถูกยั่วเย้าเช่นนี้ย่อมยากจะทานทน
“จริงสิ ข้าเห็นว่ามีแม่สื่อแวะเวียนมาพบหวังฮูหยินหลายเที่ยว เป็คุณหนูใหญ่หรือคุณหนูรองจะออกเรือนเล่า”
ยังไม่ทันที่หลี่เยียนจะอ้าปากเจียงหลินกลับชวนเปลี่ยนเื่ เป็หัวข้อสนทนาที่แม้แต่คนอยู่ในจวนก็ยังไม่เคยรู้มาก่อน
หวังกุ้ยฮวากลืนความแปลกใจลงท้อง ตอบคล้ายไม่เกี่ยวข้องกับตน “ข้าในยามนี้ยังไม่ถึงวัยออกเรือน คงจะเป็แม่สื่อที่คุณชายท่านไหนส่งมาทาบทามพี่รองกระมัง”
“เหตุใดถึงคิดเช่นนั้นเล่า ชื่อเสียงของคุณหนูรองโด่งดังทั้งเมืองหลวง อาจจะมีแม่สื่อที่ทาบทามบ้างก็ได้”
“อาจจะเป็เช่นนั้นถ้าพี่รองไม่ได้ดีดพิณโดดเด่นเพียงนี้ ท่านทั้งหลายก็ได้เห็นและได้ยินกับตา ยามนี้คงมีหลายจวนที่อยากแต่งนางเข้าไปเป็ฮูหยิน ข้ายังได้ยินท่านแม่เปรยอยู่บ่อยๆ เพราะอายุของพี่รองก็ไม่น้อยแล้ว”
ปีนี้หวังกุ้ยผิงอายุสิบหก อายุสิบห้าก็ควรออกเรือนแล้วแต่เพราะจีซือเจียง้าให้บุตรสาวแต่งงานพร้อมกับหวังกุ้ยฮวาเพื่อจะได้ยกฐานะไปยังจวนขุนนางใหญ่ วาดฝันถึงวังองค์ชาย ยามนี้ความฝันนั้นก็ดูคล้ายจะใกล้มากขึ้นแล้ว
แต่ถ้าหวังกุ้ยฮวาไม่ตกลง ไม่รู้ว่าสองแม่ลูกจะมีแผนการอย่างไร
“ถูกของคุณหนูรอง อายุของคุณหนูใหญ่กล่าวว่ากำลังเหมาะสมยิ่ง ถ้าหากชักช้า...น่ากลัวว่าจะมีคนมาสู่ขอจนท่านเสนาบดีตอบตกลงไปเสียก่อน”
หลี่จงมองคนนู้นทีคนนี้ที ตัดสินใจยืนอยู่ฝั่งหวังกุ้ยฮวาที่เขาเห็นว่าน่าสนุกกว่า อาการร้อนรนของหลี่เยียนก็ชวนให้ขบขันยิ่งนัก ไม่รู้ว่าน้องชายเขาทราบหรือยังว่าสตรีที่หมายตาใช้ประโยชน์รู้ตัวแล้ว
“งานชมบุปผาช่างพอเหมาะพอเจาะ ถ้ามีคุณชายท่านใดที่เหมาะสม จวนสกุลหวังคงจะได้มีงานมงคลเร็วๆ นี้แล้วเพคะ”
แม้จะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเจียงหลินกับหลี่จงถึงเข้าข้างตน แต่หวังกุ้ยฮวาก็ยินดีรับกิ่งไม้ที่ทั้งสองยื่นให้ สาวเชือกต่อสะพานพร้อมรอยยิ้ม ไม่สนใจใบหน้าทะมึนทึมของคนฟังอย่างหลี่เยียนซึ่งพยายามข่มใจไม่ให้ผรุสวาทเพราะสดับวาจาไม่เข้าหู
แต่ยามนี้คนที่มีฐานะสูงสุดคือรัชทายาท ต่อให้อันอ๋อง้าระบายโทสะเพียงใดก็ยังต้องข่มเอาไว้
หวังกุ้ยฮวาชมมองแล้วรู้สึกดียิ่ง การสนิทสนมกับรัชทายาทมีข้อดีเช่นนี้นี่เอง