หลังจากรับหมัดของเย่จื่อเฟิงแล้ว หวางหลินก็เดินกะโผลกกะเผลกคลุมหน้าคลุมตากลับเข้าบ้าน ช่วงเวลานี้ได้เลยมื้อค่ำไปแล้ว ขณะผ่านห้องโถงใหญ่มันรีบก้มหน้าก้มตาโดยไม่หันไปมองแม้แต่น้อย รีบเดินเลยไปที่ห้องทันที
"น้องหลิน วันนี้เจ้าออกไปท่องเที่ยวที่ใดมา ถึงได้กลับบ้านซะเย็นค่ำเพียงนี้? กินข้าวกินปลามารึยัง? " ชายหน้าตาหล่อเหลาดูองอาจมองหวางหลินแล้วถาม
คนผู้นี้หาใช่ใครอื่น เขาคือพี่ชายคนโตของหวางหลินนามว่าหวางเทียนจื้อ มีฝีมืออยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่เก้าขั้นสูงสุด ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้ว่าหวางหลินมีนิสัยใจคอเป็นเช่นไร
หวางหลินตอบกลับด้วยเสียงหดหู่ "ไม่ใช่เรื่องของท่าน"
หวางเทียนจื้ออึ้งไปชั่วครู่ ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่หวางเทียนจื้อรู้จักนิสัยใจคอของหวางหลินเป็นอย่างดี เลยรู้ว่ามันจะต้องไปมีเรื่องชกต่อยกับผู้ใดมาแน่ๆ เขาจึงไม่กล่าววันใดและเดินเข้าไปจับบ่าหวางหลิน
"น้องหลิน เอามือออก... ให้ข้าดูหน้าเจ้าหน่อย... "
หวางหลินขมวดคิ้ว "ข้าบอกท่านพี่แล้ว ว่ามันไม่ใช่ธุระกงการอันใดของท่าน! "
หวางเทียนจื้อรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดแปลก เขาใช้กําลังดึงแขนของหวางหลินออกแล้วมองไปที่ใบหน้า พอเห็นสภาพมันก็ต้องตกใจอย่างที่สุด เพราะว่าบัดนี้ใบหน้าของน้องชายนั้นบวมตุ่ย จนดูราวกับหัวสุกร!
"นี่มัน... " เมื่อหวางเทียนจื้อเห็นสารรูปของน้องชายตนเองก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เพราะว่าในปัจจุบันนี้ไม่มีผู้ใดหน้าไหนในเมืองเหลยโจวหาญกล้ามารังแกน้องเขาเช่นนี้
"น้องหลิน บอกความจริงแก่ข้ามาเดี๋ยวนี้ ไอ้สารเลวคนใดที่หาญกล้ามากระตุกหนวดเสือทำร้ายเจ้าเยี่ยงนี้? เดี๋ยวข้าจะไปจัดการให้เจ้าเอง! พี่ใหญ่ของเจ้ามีฝีมืออยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่เก้าขั้นสูงสุดแล้ว ฉะนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถสู้กับข้าได้! "
หวางหลินส่ายศีรษะไม่แสดงอาการใดๆ " ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือ ข้าไม่อยากจะยุ่งกับมันอีกต่อไป "
หวางเทียนจื้อจ้องไปที่หวางหลิน "น้องหลิน เจ้าไปกินยาผิดสําแดงอันใดมา? ปกติแล้วหากผู้ใดหาญกล้าร่างกายเจ้า เจ้าจะเอาคืนมันผู้นั้นร้อยเท่า! เจ้ากลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาวเฉกเช่นดั่งอิสตรีไปตั้งแต่เมื่อไหร่? "
"ท่านพี่ว่าผู้ใดขี้ขลาดตาขาว? คิดว่าข้าไม่อยากแก้แค้นมันงั้นรึ? "
หวางเทียนจื้อเริ่มครุ่นคิดแล้วคาดเดา " ข้าจําได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้เจ้าไปมีเรื่องกับไอ้หนูเย่จื่อเฟิงมานี่นา ผลการต่อสู้ครั้งล่าสุดเจ้าพ่ายแพ้จนแขนเขอหัก อย่าบอกนะว่า...เจ้าเอาพวกมันไปรุมมันแบบห้าต่อหนึ่งก็ยังพ่ายแพ้? "
ไม่ได้ยินการวิเคราะห์ที่จี้ใจดำแบบสุดๆ เยี่ยงนี้ หวางหลินถึงกลับหน้าเสียชนิดที่เรียกว่าเก็บอาการไม่อยู่
"เจ้าแพ้จริงๆ สินะ? ห้าต่อหนึ่งแล้วพวกเจ้ายังแพ้อีกรึ? เจ้าบอกเองนี่ว่ามันอยู่แค่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สาม? " หวางเทียนจื้อแสดงสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย
หวางหลินทอดถอนหายใจ "เปล่า มันอยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่แล้ว"
" ต่อให้มันอยู่ขั้นที่สี่แล้วอย่างไร พวกของเจ้าก็มีทั้งขั้นที่สี่ขั้นห้ามิใช่รึ? คิดดูอีกที ไม่ใช่ว่าเจ้าพาคนที่อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่ห้าไปด้วยหรอกหรือ? ถึงอย่างไรมันก็ไม่มีทางชนะลิ่วล้อของเจ้าได้..."
หวางหลินศีรษะ " แพ้ก็คือแพ้… อีกอย่างครั้งนี้ข้าได้ให้ทำพันธะโลหิตกลับมาแล้ว ว่าจะไม่ไปตอแยกับเย่จื่อเฟิงอีก ท่านอย่าได้ขุดคุ้ยเรื่องนี้อีกเลย "
ในอดีตไม่ว่าหวางหลินจะพ่ายแพ้ผู้ใดมา มันจะรีบมาฟ้องหวางเทียนจื้อให้ช่วยแก้แค้นให้ แต่ครั้งนี้หวางหลินได้ไปมีเรื่องกับเย่จื่อเฟิงแล้วก็ถูกบังคับให้ทําพันธะโลหิต และยังถูกเย่จื่อเฟิงทำร้ายอย่างไม่มีเหตุผล เล่นเอาฟันฟางของมันหักไป สามซีก ตับไตไส้พุงบอบช้ำ บาดเจ็บภายในเป็นอย่างมาก
"เจ้าให้สัตย์พันธะโลหิต? นี่มันแค่ปัญหาเล็กน้อย ให้ข้าไปช่วยสั่งสอนมันแทนเจ้าเถอะ ในเมื่อมันกล้าทําให้เจ้าเจ็บถึงเพียงนี้..." หวางเทียนจื้อช่วยคิดแทน พยายามช่วยคลี่คลายปัญหา
หวางหลินมีสีหน้าสิ้นหวัง "พี่ใหญ่ พี่มีวิธีถอนสัตย์สาบานพันธะโลหิตนี้หรือไม่? ไม่เช่นนั้นข้าต้องทนกล้ำกลืนฝืนกับความอัปยศนี้ต่อไป! "
หวางหลินต้องสูญเสียเงินหนึ่งร้อยเหรียญทอง แหวนมิติและมีดสั้นที่เป็นสมบัติล้ำค่าแล้ว ทั้งยังถูกบังคับให้ทําพันธะโลหิตอีก มิหนำซ้ำยังถูกซ้อมจนน่วมกลับมาเช่นนี้ ในฐานะนายน้อยผู้ถูกเลี้ยงดูตามใจ มีหรือที่เขาจะทนรับความอัปยศครั้งนี้ได้!
" สำหรับเรื่องนี้... มีแต่ท่านปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้นถึงจะถอนคําสาบานโลหิตได้ ไม่เช่นนั้นเจ้าต้องทําตามคําสาบานที่ให้ไว้ แต่... " หวางเทียนจื้อกล่าวยังจริงจังแบบคำต่อคำ
หวางหลินได้ยินเช่นนั้นก็แสดงท่าทางหดหู่ออกมาอย่างเห็นได้ชัด ต้นมาได้ยินคำสุดท้ายของพี่ชายก็ทำให้มันมีความหวังขึ้น
"แต่อันใด? "
" แต่ตราบใดที่เราไม่ได้ลงมือทำเอง ส่วนข้าก็ไม่ได้ตั้งใจเอาชนะมัน ข้าคิดว่าพันธะโลหิตน่าจะมีข้อจำกัดบางประการ" หวางเทียนจื้อยิ้ม
หวางหลินมองพี่ชายอย่างสงสัย แล้วถามว่า "ท่านพี่หมายความว่าอย่างไร? "
หวางเทียนจื้อหัวเราะ "เจ้าลืมงานชุมนุมบันไดสวรรค์ของเมืองเหลยโจวที่กําลังจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้าแล้วหรือไร? ถ้าในวันนั้นเจ้าเย่จื่อเฟิงนั่นกล้าเข้าร่วม ข้าผู้นี้ก็จะทำให้มันนอนหยอดน้ำข้าวต้มกินเดินไม่ได้เลยคอยดู! "
หวางหลินเข้าใจความหมายในสิ่งที่พี่ชายของตนเองกล่าว ในงานชุมนุมรุ่นเยาว์ทุกคนต่างต้องต่อสู้เพื่อเกียรติยศของวงศ์ตระกูล หากพี่ชายของเขาจัดการเย่จื่อเฟิงได้ มันก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าตนเองทําเพื่อเกียรติแห่งวงศ์ตระกูล นี่ถือเป็นโอกาสอันดีที่หวางหลินจะได้แก้แค้น
"พี่ใหญ่ แต่ละตระกูลจะต้องส่งคนเข้าร่วมงานสามคน แต่ว่าระดับการฝึกยุทธ์ของข้านั้นต่ำต้อยเกินไป เลยไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ ข้าคงต้องฝากเรื่องนี้ไว้กับพี่ใหญ่ , พี่รอง ,พี่หญิงสามให้ช่วยเป็นธุระแล้ว พวกท่านอย่าปล่อยให้เย่จื่อเฟิงลอยนวลได้อีกเด็ดขาด! "
หวังเทียนจื่อหัวเราะเสียงดัง " ฮ่าๆๆ ดีๆ อย่าว่าแต่เย่จื่อเฟิงเลย ยังไงข้าก็ต้องสั่งสอนคนตระกูลเย่ให้ได้รับบทเรียนจดจำไปจนวันตาย พวกเราต้องกดหัวพวกมันไม่ให้มันมีโอกาสโงหัวขึ้นมาในฐานะหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ได้อีก"
.....
อีกด้านหนึ่ง เย่จื่อเฟิงกําลังปรุงโอสถอยู่เพียงลำพังในพื้นที่อันรกร้าง กําลังตระเตรียมตัวสําหรับงานชุมนุมบันไดสวรรค์
เขาใช้โสมมายา , หญ้าหมอกปีศาจ ,และส่วนผสมอื่นๆ เพื่อสร้างโอสถที่สามารถป้องกันการโจมตีทางวิญญาณ มันเป็นโอสถทิพย์ที่ปรุงยากกว่าโอสถวิญญาณอัสนีและโอสถแก่นทองคํามาก ยิ่งเย่จื่อเฟิงไม่มีความช่วยเหลือจากเพลิงวิญญาณจึง ทําให้เขาต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งราตรีในการปรุงโอสถให้สําเร็จ
เมื่อใดที่เขาปรุงโอสถสําเร็จ รับรองว่าจะในเมืองเหลยโจวจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถต่อต้านเขาได้ อานุภาพของโอสถนี้สามารถเจาะทะลุการป้องกันวิญญาณได้ อีกทั้งมีไม่กี่คนในโลกที่รู้จักโอสถดังกล่าว ต่อให้เป็นแม่นางปิงเชี่ยนก็ยังไม่รู้จัก!
ในงานชุมนุมการใช้โอสถและของต่างๆ ถือเป็นสิ่งต้องห้าม แต่การกินโอสถทิพย์ก่อนงานจะเริ่มก็ไม่ได้ผิดกฎอัน ต่อให้ทางงานชุมนุมเขี้ยวลากดินมากขนาดไหน ก็ยากต่อการถูกค้นพบอยู่ดี ด้วยเหตุนี้เขาจึงตั้งหน้าตั้งตาปรุงโอสถดังกล่าวขึ้นมา
"ล้มเหลวอีกแล้วรึ เห็นทีวันนี้จะไม่ใช่วันของข้า คงต้องลองดวงใหม่ในวันรุ่งขึ้น... " ด้วยเพราะปัจจุบันเขาอยู่แค่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่ จึงไม่สามารถใช้ลมปราณปรุงโอสถได้ ส่งผลให้เขาค่อนข้างเหนื่อยล้า เมื่อต้องปรุงยาในแต่ละครั้ง
....
สองวันผ่านไป สามวันผ่านไป... เวลาช่างผันผ่านผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดราตรีสุดท้ายก่อนงานชุมนุมก็มาถึง
"เสวี่ยอี๋ ทําไมจื่อเฟิงถึงยังไม่กลับมาอีก? " เย่ฉงเทียนเดินไปเดินมาอย่างร้อนใจ จนป่านนี้ก็เย็นค่ำมากแล้วเขาก็ยังไม่เห็นร่องรอยของเย่จื่อเฟิง
เย่เสวี่ยอี๋ครุ่นคิดแล้วพยักหน้า "จริงสิ! ตอนอยู่ที่สํานัก ท่านพี่จื่อเฟิงบอกกับข้าว่าเขาจะไม่กลับบ้าน จนกว่าจะถึงวันงานชุมนุม"
"หืม∼ เจ้าเด็กไม่เอาถ่าน คงจะกดดันจากการเข้าร่วมชุมนุมมากสินะ เลยอยากออกไปเที่ยวเล่นคลายเครียด หวังว่าครั้งนี้มันจะไม่หลอกข้าอีก! " เย่ฉงเทียนสบถออกมา ถึงแม้เขาจะเป็นคนปากร้ายแต่ก็ใจดี ภายในใจที่ลูกของเขาห่วงเย่จื่อเฟิงเป็นอย่างมาก กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับบุตรชาย
"ท่านพ่อ ท่านไม่สังเกตเห็นบ้างหรือไรว่ายามนี้ ท่านพี่จื่อเฟิงแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก? ไม่มีทางที่เขาจะออกไปเที่ยวเล่นอย่างไร้ประโยคเด็ดขาด! " เย่เสวี่ยอี๋เชื่อมั่นในตัวพี่ชายของนาง
"เรื่องนี้... ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มันควรกลับมาบ้านในคืนนี้ เพราะวันพรุ่งนี้งานชุมนุมก็เริ่มแล้ว! "
เย่ฉงเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าเย่จื่อเฟิงเปลี่ยนไปมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับลูกชาย ทำให้จิตใจอันแห้งเหี่ยวของเขาก็รู้สึกชุ่มชื่นขึ้นมาบ้าง ความรู้สึกที่เหมือนกับตายทั้งเป็นก่อนหน้านี้มันย่ำแย่มากจริงๆ ซึ่งมันทำให้เขาอดจินตนาการไม่ได้ว่าหากตระกูลกลับมายิ่งใหญ่รุ่งเรืองอีกครั้งจะเป็นเช่นไร
ในเวลานั้นเอง เสียงของเย่จื่อเฟิงก็ดังออกมาจากนอกประตู
" ท่านพ่อ ได้ยินหรือไม่? ท่านพี่จื่อเฟิงกลับมาแล้ว! " ดวงตาของเย่เสวี่ยอี๋เป็นประกายสดใสขึ้นทันที นางรีบร้องตะโกนหาพี่ชายด้วยความดีใจ
ได้ยินว่าลูกชายกลับมาแล้ว ความกังวลอันหนักอึ้งของเย่ฉงเทียนก็เริ่มผ่อนคลายลง
"เจ้ากลับมาได้เสียที" เย่ฉงเทียนหายใจไม่ทั่วท้องมาเป็นเวลานานตั้งแต่เขาหายไป ทว่าเมื่อเย่จื่อเฟิงกลับมาเขารู้สึกใจชื้นมากขึ้น ในวันพรุ่งนี้ตระกูลเย่จะกลับมาขนาดรุ่งเรืองอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นเขาต้องใช้ชายหนุ่มจากต่างถิ่นต่างแดน 3 คนมาร่วมชุมนุมแทนคนในตระกูลเย่แล้วล่ะก็ ผู้คนทั้งเมืองคงจะหัวเราะเยาะตระกูลจนฟันแทบร่วงกันเลยทีเดียว?
เย่จื่อเฟิงรีบวิ่งมายังห้องโถงหลักด้วยสีหน้าตื่นเต้นที่สุด แล้วก็ร้องตะโกนขึ้น "สําเร็จ! ข้าทําสําเร็จแล้ว! "
เมื่อเย่เสวี่ยอี๋กับเย่ฉงเทียนเห็นท่าทีของเย่จื่อเฟิง รู้สึกฉงนสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าเกิดอันใดขึ้นอะไรขึ้นกันแน่ เพราะพวกเขาทั้งสองไม่เคยเห็นเย่จื่อเฟิงตื่นเต้นมากมายเช่นนี้มาก่อน
"ท่านพี่จื่อเฟิง เหตุใดท่านถึงดีใจมากมายเช่นนี้? นี่มันเรื่องอะไรกัน? " เย่เสวี่ยอี๋ซักถาม
เมื่อเย่จื่อเฟิงเห็นเย่ฉงเทียนอยู่ด้วย เขาจึงพยายามระงับสติอารมณ์ของตนเอง พยายามสะกดข่มความตื่นเต้นเอาไว้ เขาจึงรีบดึงมือของเย่เสวี่ยอี๋แล้วพูดว่า "เสวี่ยอี๋ มากับข้า ข้ามีของบางอย่างจะมอบให้เจ้า! "
เย่เสวี่ยอี๋มองไปที่บิดาของตัวเอง หลังจากได้รับอนุญาตจากเย่ฉงเทียนนางก็วิ่งตามเย่จื่อเฟิงออกไปทันที
"ท่านพี่จื่อเฟิง ท่านจะมอบอันใดให้ข้า? " เย่เสวี่ยอี๋มองพี่ชายความคาดหวัง
เย่จื่อเฟิงพูดอย่างรีบร้อนว่า "มาสิเสวี่ยอี๋ กินโอสถนี่ มันจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าในงานชุมนุมในวันพรุ่ง! "
"โอสถ? ท่านพี่จื่อเฟิง หลายวันมานี้ท่านหายไป เพราะไปปรุงโอสถเช่นนั้นหรือ? "
"ใช่" เย่จื่อเฟิงพยักหน้าแล้วหยิบกล่องเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อ ภายในกล่องคือโอสถเม็ดสีแดง หากมองอย่างผิวเผินมันอาจจะเหมือนโอสถทั่วไป แต่เมื่อมองด้วยตาเปล่าเหมือนมันกำลังละลายอยู่ตลอดเวลา
"นี่มันโอสถอันใดกัน... มันดูไม่น่ากินเอาเสียเลย" เมื่อเย่เสวี่ยอี๋เห็นรูปลักษณ์ของโอสถ นางก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา
"น้องหญิงต่อให้หน้าตาของมันไม่น่ากิน แต่นี่คือโอสถทิพย์ผูกวิญญาณเลยเชียวนะ ข้าต้องใช้ความบากบั่นอุตสาหะกว่าจะปรุงสำเร็จ ล้มเหลวถึงสองสามครั้งอดหลับอดนอนเพื่อสิ่งนี้ โอสถตรงหน้าของเจ้ามันจะช่วยต้านทานการโจมตีทางจิตวิญญาณ ทั้งหมดข้าทำเพื่อตระกูลเย่ เตรียมพร้อมสำหรับงานชุมนุมบันไดสวรรค์ในวันพรุ่งนี้!
หากไม่ใช่เพราะเขาปรุงโอสถเผื่อนาง เย่จื่อเฟิงคงกลับบ้านเสียตั้งแต่เมื่อวานนั้น
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ นางก็เริ่มหวาดกลัวเล็กน้อย "ท่านพี่จื่อเฟิง ท่านอยากให้ข้ากินเจ้านี่จริงๆ หรือ? " เย่เสวี่ยอี๋ไม่เคยกินโอสถเช่นนี้มาก่อนในชีวิต นางสามารถปีนขึ้นมาระดับกำเนิดปราณขั้นที่แปดได้ เพราะพรสวรรค์และความพยายามของนางเองล้วนๆ
"เร็วเข้า! ถ้าเจ้าไม่กินเดียวนี้ โอสถทิพย์ผูกวิญญาณจะละลายหมด! "
"ก็ได้! " นางไม่พูดอันใดอีก แล้วนางก็ฝืนใจกลืนกินโอสถโดยไม่ต้องซักไซ้ไล่เลียงอีกกันอีกต่อไป ชั่วเสี้ยวลมหายใจต่อมา นางก็สัมผัสได้ถึงสิ่งที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน พลังดังกล่าวแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ร่างของนาง
จบตอน