เฮือก!
เฮือก!
เลือดสีแดงสดเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งลานประลอง
เย่เฉินที่ถอยหลังไปถูกตามไล่ฆ่าอย่างน่าสลดใจ เขาเกือบจะถูกกระบี่ของจื่อซานฟันอยู่หลายครั้ง
“อัคคีเที่ยงแท้ช่วยข้ากลั่นพลังปราณที่รุนแรงนี้ด้วย” ในขณะที่ถอยออกไป เย่เฉินก็นึกขึ้นมาและเรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมาปกป้องชีพจรของเขา
ทันใดนั้นอัคคีเที่ยงแท้ของทะเลลมปราณก็พวยพุ่งออกมาและถ่ายเทเข้าสู่เส้นลมปราณหลักทั่วทั้งร่างของเขา และห่อหุ้มกระดูกเอาไว้จากนั้นก็แบ่งออกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนห่อหุ้มพลังปราณที่รุนแรงนั้นเอาไว้
ในที่สุดอัคคีเที่ยงแท้ก็ทำตามภารกิจของตนอย่างเคร่งครัดในขณะที่พลังปราณที่รุนแรงกำลังจะเข้าสู่ชีพจรของเย่เฉินก็ได้ถูกมันหยุดเอาไว้
ทันใดนั้นอัคคีเที่ยงแท้ก็เผยให้เห็นด้านที่รุนแรงออกมา มันห่อหุ้มพลังปราณนั้นเอาไว้จากนั้นก็กลั่นอย่างบ้าคลั่งแก่นแท้ที่ได้รับมานั้นถูกมันถ่ายเทเข้าสู่ทะเลลมปราณที่กว้างใหญ่ของเย่เฉิน
แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ร่างกายของเย่เฉินก็แย่มากเช่นกัน
ก่อนหน้านี้เขาได้ใช้กระบวนท่ามากมายโจมตีจื่อซานอย่างดุเดือดและต่อมาก็ยังได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องบวกกับพลังปราณนั้นที่ทะลุเข้าไปยังเส้นลมปราณและกระดูกของเขาเป็นจำนวนมากทำให้เขาไม่สามารถจะแสดงพลังการต่อสู้ของตนเองออกมาได้
เฮือก!
เฮือก!
จื่อซานยังคงโจมตีต่อไปอย่างบ้าคลั่งกระบี่วิญญาณในมือของเขาเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสดของเย่เฉิน
เขาไม่ต้องการจะรอให้เย่เฉินได้ตอบโต้กลับแม้แต่น้อยการต่อสู้ระหว่างเย่เฉินและเจียงเฮ่าก่อนหน้านี้ถือเป็นบทเรียนที่ดีการให้เย่เฉินผู้เป็นเหมือนสัตว์ร้ายมีเวลาจะฟื้นตัวนั้น สำหรับเขาแล้วมันคือข่าวร้ายอย่างแน่นอน
“ศิษย์พี่ฉีสรุปว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเย่เฉิน” ด้านล่างลานประลองเจ้าหมีสองและถังหรูซวนต่างมองไปยังฉีเยว่
“เขากินเม็ดยาเบิกกระดูกเข้าไป”ฉีเยว่พูดอย่างเคร่งขรึม ในฐานะที่เป็นศิษย์ของสวีฝูแห่งหอโอสถวิญญาณนางจะต้องมีความรู้สึกที่ไวมากต่อเม็ดยาต่างๆและจะต้องดูออกว่าสาเหตุใดที่ทำให้ร่างกายของเย่เฉินต้องกลายมาเป็นเช่นนี้
“ยาเบิกกระดูกหรือ?” เจ้าหมีสองตกใจ “มันคือยาอะไรกัน”
“เม็ดยาเบิกกระดูกคือเม็ดยารักษาอาการบาดเจ็บชนิดหนึ่ง”ฉีเยว่อธิบาย “และมันยังจัดอยู่ในกลุ่มยาชั้นยอดเยี่ยมในการรักษาอาการบาดเจ็บการที่เย่เฉินฟื้นจากอาการบาดเจ็บในครั้งก่อนได้รวดเร็วเช่นนี้ก็เป็นไปได้ว่ามาจากการได้รับเม็ดยาเบิกกระดูก เพียงแต่แม้ว่าเม็ดยาชนิดนี้จะเป็นโอสถวิญญาณที่ใช้ในการรักษาการบาดเจ็บแต่กลับมีข้อเสียอยู่มาก”
“ข้อเสียหรือ?”
“ตราบใดที่ได้รับเม็ดยาเบิกกระดูกก็จะต้องงดการใช้พลังปราณไม่เช่นนั้นเม็ดยาเบิกกระดูกก็จะนำพาให้เกิดพลังปราณที่รุนแรงขึ้นและอาจจะมุ่งเข้าเส้นลมปราณและกระดูกในร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และอาจจะทำให้ร่างระเบิดจนถึงแก่ความตายได้”
“บ้าไปแล้ว!” เมื่อได้ยินคำพูดของฉีเยว่เจ้าหมีสองก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงราวกับหมาหอน “เจ้าหนุ่มนี่บ้าไปแล้วหรือ! กล้าจะกินเม็ดยาแบบนี้เข้าไป กินเข้าไปแล้วก็ยังจะกล้าใช้พลังปราณอีกนี่มันรนหาที่ตายใช่ไหม?”
“เรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”อีกด้านหนึ่ง ลู่ซวนเอ๋อร์แห่งหอคัมภีร์ก็เอ่ยขึ้นอย่างเคร่งขรึมและบอกให้ทุกคนมองไปยังเย่เฉิน “ดูท่าทางของเย่เฉินสิเห็นได้ชัดว่าเขายังไม่รู้ถึงข้อเสียที่แอบแฝงอยู่ในเม็ดยาเบิกกระดูกเลยสักนิด”
“บางทีอาจจะกล่าวได้ว่าเย่เฉินไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองกินเข้าไปคือเม็ดยาเบิกกระดูก”หวังหลินผู้นำศิษย์ของสวนผลไม้วิญญาณได้ให้แนวคิดเช่นนี้ออกมา
“หรือเย่เฉินจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตนเองได้กินเม็ดยาเบิกกระดูกเข้าไปแล้ว”เซียวจิ้งผู้นำศิษย์ของตำหนักบังคับคดีได้คาดเดาขึ้นมาทำให้ทุกคนต่างหรี่ตาลง
คำพูดของเขานั้นดูจะมีความหมายคนในที่นี้คงไม่มีใครเป็นคนโง่ นี่เป็นการลอบทำร้ายเย่เฉินแน่นอน! หากเป็นเช่นนี้ ก็ดูจะสมเหตุสมผลไม่เช่นนั้นใครกันที่จะโง่ถึงขนาดกินเม็ดยาเบิกกระดูกเข้าไป
“ศิษย์พี่ฉีแล้วแบบนี้เย่เฉินจะตกอยู่ในอันตรายหรือเปล่า” ถังหรูซวนเอ่ยปากสายตาของทุกคนก็จ้องไปยังฉีเยว่อีกครั้ง
ฉีเยว่ส่ายหน้าเบาๆ“มันก็ยากที่จะพูด เขาน่าจะกินเม็ดยาเบิกกระดูกระดับต่ำเข้าไป หากเป็นระดับสูงละก็ในขณะที่เขากำลังใช้พลังปราณ ร่างกายของเขาคงจะระเบิดจนตายไปแล้วแต่ดูจากตอนนี้แล้ว ร่างกายของเขาในตอนนี้ดูจะแย่มาก”
“แล้วยังจะสู้ทำไมอีกถ้าขืนสู้ต่อไป มีหวังเอาชีวิตไม่รอดแน่นอน!” เจ้าหมีสองกระโดดขึ้นลงอย่างร้อนใจ
พูดจบชายผู้นี้ก็กระโดดออกมา และทำความเคารพต่อนักพรตเต้าเสวียนที่อยู่บนก้อนเมฆ“ผู้อาวุโส เย่เฉินถูกลอบทำร้าย ข้าอยากจะขอเสนอให้ชะลอการประลองนี้ไปก่อนช่วยคนก่อนค่อยว่ากันใหม่”
“ศิษย์ก็คิดเช่นนั้น”ไม่นาน พวกของฉีเยว่ทุกคนก็ล้วนแต่ทยอยเดินออกมาทีละคน
แต่ก่อนที่นักพรตเต้าเสวียนจะพูดคำใดๆด้านล่างก็มีเสียงเย็นชายากจะคาดเดาดังขึ้น
“ถูกคนลอบทำร้ายอย่างนั้นหรือน่าขำยิ่งนัก” เจ้าของคำพูดคือศิษย์คนหนึ่งของยอดเขาตี้หยาง“ผู้อาวุโสจำนวนมากมายก็เฝ้าดูอยู่ที่นี่ทั้งสิ้นใครจะกล้าลอบทำร้ายคนให้ได้รับบาดเจ็บได้เล่าหรือศิษย์พี่ศิษย์น้องหญิงเหล่านี้กำลังจะบอกว่าท่านผู้อาวุโสตาบอดอย่างนั้นหรือ?”
“นี่คือเรื่องจริง”มีศิษย์คนหนึ่งของยอดเขาเหรินหยางเดินออกมา “เห็นอยู่ชัดๆว่าเย่เฉินกินเม็ดยาที่ช่วยเสริมกำลังการฝึกตนเข้าไปนี่มันเป็นการเข้าสู่หนทางปีศาจ จะมาบอกว่าโดนลอบทำร้ายศิษย์พี่ศิษย์พี่หญิงไม่กลัวว่ามันจะเป็นการโป้ปดหรอกหรือ”
“สู้ไม่ชนะแล้วจะมาหยุดการประลองมีเหตุผลที่ไหนกัน” ศิษย์แท้จริงคนหนึ่งของวิหารประกาศิตเอ่ยขึ้นมาอย่างเยือกเย็น“หากเป็นเช่นนี้ จะไปหาความยุติธรรมได้จากไหนอีกแต่แน่นอนถ้าเย่เฉินยอมรับความพ่ายแพ้ และจะหยุดการประลองชั่วคราวข้าก็จะไม่คัดค้าน”
“อย่ามาพูดจาใส่ร้ายเย่เฉินแบบนี้นะพละกำลังของเขาจำเป็นจะต้องใช้ยาในการบำรุงฐานการฝึกตนหรือ?” เจ้าหมีสองด่าสวนออกไป
“ใครจะไปรู้ว่าเขากำลังมีแผนชั่วร้ายอะไร”
“แผนชั่วร้าย? ข้าว่าพวกเจ้าคงเป็นวัวสันหลังหวะสินะ!”ฮั่วเถิงเอ่ยอย่างเย็นชา
“ฮั่วเถิงเจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้ากำลังกล่าวหาว่าพวกข้าลอบทำร้ายเย่เฉินหรือ?”
“ใครเป็นคนทำผู้นั้นก็คงรู้อยู่แก่ใจทำไม ไม่พอใจก็เข้ามาสิ!”
“เจ้า...”
“พอได้แล้ว”ในขณะที่ศิษย์แท้จริงหลายคนกำลังจะพับแขนเสื้อเริ่มการทะเลาะวิวาท เสียงอันเยือกเย็นของนักพรตเต้าเสวียนก็ดังมาจากบนก้อนเมฆแรงกดดันอันมหาศาล ก็ปกคลุมไปทั่วทั้งหอฟ้าดิน “ยังวุ่นวายกันไม่พอใช่ไหม? อยากจะสู้กันก็ไปลานเมฆวายุ แล้วข้าจะไม่เข้าไปยุ่ง”
ฮึ!
ฮึ!
เมื่อถูกนักพรตเต้าเสวียนเข้าขัดขวางเอาไว้ศิษย์แท้จริงทั้งสองฝ่ายต่างส่งเสียงไม่พอใจออกมา และหุบปากไม่พูดจา
นักพรตเต้าเสวียนกวาดสายตาไปมองบนลานประลองจากนั้นก็ลูบเคราตนเอง เมื่อได้ยินพวกฉีเยว่พูดเช่นนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ที่อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องของเม็ดยาเบิกกระดูกขึ้นมา
เขาเป็นคนมองอะไรได้อย่างแม่นยำแม้ว่าเขาจะไม่เคยพบเย่เฉินมาเลยก่อนจะมีการประลองแต่หลังจากการต่อสู้ผ่านมาหลายรอบ เขาก็มีความเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเย่เฉินศิษย์ที่มีกระดูกเหล็กผู้หนึ่งจะไปใช้เม็ดยาเบิกกระดูกได้อย่างไรและด้วยพละกำลังการฝึกตนของเขา มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องใช้เม็ดยาเบิกกระดูก?
“ศิษย์น้องฉู่ศิษย์น้องเฟิง พวกเจ้าเห็นว่าอย่างไร”นักพรตเต้าเสวียนก็มองไปยังฉู่ซวนเอ๋อร์และเฟิงอู๋เฮิ่นที่อยู่ด้านข้างของตน
“เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าแปลกจริงๆข้าขอเสนอให้มีการยุติการแข่งขันชั่วคราว” เฟิงอู๋เฮิ่นกล่าวเบาๆ
“ข้าก็เห็นด้วยที่จะยุติการแข่งขันชั่วคราว”ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดเบาๆ นางค่อนข้างจะใช้ความรู้สึกส่วนตัวเล็กน้อยแม้ว่าเย่เฉินจะกินเม็ดยาเบิกกระดูกเข้าไปแต่พรสวรรค์ของเขาก็ยังทำให้นางต้องประหลาดใจ นางไม่ต้องการให้ลูกศิษย์ที่เป็นเหมือนสมบัติล้ำค่านี้ต้องถูกปลดทิ้งเช่นนี้
“ถ้าอย่างนั้นก็ยุติการประลองชั่วคราว...”
หลังจากรับฟังข้อแนะนำของเฟิงอู๋เฮิ่นและฉู่ซวนเอ๋อร์นักพรตเต้าเสวียนก็ออกคำสั่งให้ยุติการประลองแต่กลับมีคำพูดที่ยียวนขัดจังหวะขึ้นมา
“ศิษย์พี่เต้าเสวียนท่านทำแบบนี้ ดูจะเป็นการเข้าข้างเย่เฉินเกินไปหน่อยนะ”คนที่พูดขึ้นมาคือเก๋อหงแห่งยอดเขาตี้หยาง เขาพูดออกมาด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงและแฝงไปด้วยความขี้เล่น
“เก๋อหงเจ้าหมายถึงอะไร” เมื่อถูกเก๋อหงสั่งสอน นักพรตเต้าเสวียนก็มองไปยังเก๋อหงสีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นทันที
“ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรสักหน่อย”เก๋อหงนั่งลงบนเมฆและตอบนักพรตเต้าเสวียนกลับไปอย่างเยือกเย็น“ข้าเพียงอยากจะบอกว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายเป็นถึงผู้นำคอยกำกับดูแลการประลองของสำนักนอกจะมาทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้”
“ศิษย์พี่เก๋อพูดถูก”นักพรตชิงหยางที่อยู่ด้านข้างได้พูดขึ้นเช่นกัน “ศิษย์จำนวนมากมายกำลังเฝ้ามองอยู่การจะมาสั่งยุติการประลองชั่วคราวจากเหตุผลเล็กน้อย มันจะไม่ตลกไปหน่อยหรือ”
ทันทีที่นักพรตชิงหยางพูดจบจ้าวจื้อจิ้งก็เหลือบมองไปยังนักพรตเต้าเสวียน และกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูแปลก“จะยุติการประลองชั่วคราว ข้าก็ไม่ขัดข้องแต่จะต้องแสดงให้เห็นก่อนว่าเย่เฉินยอมแพ้แล้ว”
ผู้อาวุโสทั้งสามต่างสมรู้ร่วมคิดกันท่าทางดูค่อนข้างก้าวร้าว พวกเขาล้วนแต่เคียดแค้นเย่เฉินหากไม่เล่นงานเย่เฉินให้ถึงตายก็คงจะแปลก
ทางด้านนี้สีหน้าของนักพรตเต้าเสวียนกลับเคร่งขรึมขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่าเขาจะเป็นผู้อาวุโสที่กำกับดูแลการประลองของสำนักนอกแต่การตัดสินใจก็ไม่ได้เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว การแอบคิดในใจที่ไม่มีหลักฐานก็ไม่สามารถทำให้เขาตัดสินอะไรตามอำเภอใจได้และย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำความเข้าใจกับบรรดาประมุขต่างๆ
“เย่เฉินยอมรับความพ่ายแพ้เสียเถอะ” ฉู่ซวนเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างได้พูดออกมาโดยไม่รอให้นักพรตเต้าเสวียนได้ทันตั้งตัว “แม้ว่าวันนี้เจ้าจะพ่ายแพ้เจ้าก็ยังเป็นศิษย์ของข้า ฉู่ซวนเอ๋อร์”