“โห...แถวอย่างยาว”ขนาดว่าพวกนางมากันช้าสุดๆแล้วและยังเป็นวันสุดท้ายก็ยังคงมีคนมาต่อแถวสมัครสอบกันยาวเหยียด
พวกนางอยู่ปลายแถวที่โคตรไกลเลยเถอะทุกคนต้องเข้าใจนะว่ามันเป็นเพียงการสมัครเท่านั้นยังไม่พูดถึงการทดสอบคุณสมบัติก่อนที่จะเข้าร่วมการสอบจริงได้
แค่สมัครก็เก็บคนล่ะหนึ่งตำลึงทองแค่ตอนนี้ที่นางเห็นก็มากกว่าร้อยกว่าคนได้นางก็ไม่รู้หรอกว่ามีคนมาสมัครทั้งหมดกี่คน แต่คนที่มาสมัครนั้นมาจากทุกที่ทุกแคว้นคนจะน้อยหรือ?เฉพาะค่าสมัครก็กวาดไปหลายแล้ว
หากทดสอบแล้วไม่ผ่านก็เสียเงินเปล่าหากผ่านแล้วก็ยังต้องผ่านการสอบให้ได้พอผ่านการสอบแล้วก็ยังต้องเสียเงินอีกคนละยี่สิบตำลึงทองก่อนจะเดินทางไปยังสำนักศึกษาเสมือนเป็นค่าแลกเข้า สำนักนี่ช่างหน้าเงินจริงๆ
ซูเจินมองซิ่นทงกับซิ่นจงไม่รู้ว่าพวกเขาจะรู้หรือไม่ว่าหากสอบผ่านยังต้องจ่ายอีกสี่สิบตำลึงทอง
หากให้เดา นางว่าคงไม่รู้หากรู้ก็คงไม่มาโดยที่มีเงินติดตัวมาน้อยนิดเท่านั้น
ระหว่างที่ยืนต่อแถวรอและขยับไปได้เท่ามดเดินนางก็สังเกตเห็นมานานแล้วว่าพวกหัวแถวทำท่าทางซุบซิบกันแม้นางจะอยู่ไกลโขจึงไม่ได้ยินว่าพวกนางซุบซิบเรื่องอะไรกันแต่ท่าทางมันก็มองออกเถอะ
“นี่ๆ เจ้าน่ะรู้หรือไม่ว่าพวกหัวแถวเขาชี้อะไรกัน?” ซูเจินสะกิดชายคนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าชายผู้นั้นกำลังจะหันมาว่าด้วยความหงุดหงิดที่ยืนรอนานแล้วแต่พอเห็นใบหน้าของนางก็ชะงักกลืนคำพูดที่กำลังจะออกมาแทบไม่ทัน
“ขะ...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”เขาพูดไปหน้าก็เริ่มขึ้นสี “เจ้าก็มาสมัครสอบหรือ? ข้ามะ...”
“ขอบใจนะ” ซูเจินเอ่ยตัดบทชายผู้นั้นก่อนที่เขาจะแนะนำตัวกับนาง เพราะเข้าเมืองหลวงแล้วและนางก็ไม่ชอบใส่ผ้าปิดหน้าเป็นทุนเดิมดังนั้นนางจึงไม่สวมมันอีก
ตอนนี้ใบหน้าของนางจึงเปิดเปลือยให้ผู้คนเห็นมีหลายคนที่อยู่ด้านหลังที่เห็นใบหน้านางแล้วก็เอาแต่จ้องมองมาทางนางหากเป็นบุรุษก็มองอย่างหลงใหล ทำท่าทางอยากจะเข้ามาทำความรู้จักแต่เพราะว่านางอยู่กับคนอื่นๆหลายคนและพวกเขาก็แสดงออกว่าไม่อยากให้ผู้ใดเข้าใกล้นาง
โดยเฉพาะหนิงจู แม่สาวใช้ปากจัดของนางทำท่าทางขู่ฟ่อใส่พวกเขาอยู่ตลอดเวลาและเพราะกลิ่นอายรอบๆตัวคนกลุ่มนี้มีพลังอันเข้มข้นแข็งแกร่ง น่าเกรงขามพวกเขาจึงได้แค่มองชื่นชมความงามของสตรีในกลุ่ม ไม่กล้าเข้าไปชวนคุยด้วย
สตรีชุดม่วงงดงามและสง่าที่สุดก็จริงแต่สตรีนางอื่นก็น่ารักและงดงามอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
ในการสมัครสอบของสำนักศึกษาสวรรค์มีรุ่นเยาว์มากันมากมายคนเก่งคนไม่เก่ง คนกล้าคนขี้ขลาดปะปนกันไปหมด พวกเขามองกันและกันคล้ายท้าทายว่าผู้ใดจะกล้าเข้าไปคุยกับสาวงามก่อน
หากเป็นสตรีแน่นอนว่าสายตาที่ได้กลับมามากที่สุดคือความอิจฉาริษยาและไม่พอใจกลุ่มของพวกนางประกายไฟในดวงตาพวกนางแทบจะแผดเผาพวกนางจนเป็นจุณ
เหล่าบุรุษทั้งหลายของนางก็เป็นพวกไม่เคยเจอสตรีข้างนอกเป็นส่วนมากกล้าส่งสายตาดุดันใส่บุรุษอื่นแต่ไม่กล้าสบตาสตรีเหล่านั้น
สำนักศึกษาสวรรค์ไม่สนใจว่าพวกเจ้าจะเป็นคนรวยหรือมีอำนาจมากน้อยเพียงใดเพราะพวกเขาเป็นสำนักใหญ่และมีอำนาจมากไม่ขึ้นตรงกับฝ่ายใดพวกเขาจึงยุติธรรมอย่างยิ่ง
หากอยากจะสมัครก็ต้องเข้าแถวและรอเหมือนคนอื่นๆทั่วไปแม้เป็นองค์ชายจากแคว้นใดก็ต้องทำตาม หากฝ่าฝืนและสร้างความวุ่นวายคนของสำนักจะออกมาจัดการตัดสิทธิ์คนผู้นั้นไม่ให้มาสมัครสอบอีกเลยตลอดชีวิต
เมื่อก่อนก็เคยมีตัวอย่างอยู่บ้างหลังจากนั้นมาก็ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายกฎข้อนี้อีก ในแถวจึงมีทั้งคุณชายลูกผู้ดีบุตรชายบุตรีขุนนางหรืออาจจะมีองค์ชายสักพระองค์ปนอยู่ด้วยซ้ำพวกเขายืนปะปนอยู่กับคนธรรมดาอยู่ตลอดแถว
ได้ยินว่าปีนี้หากสามารถสอบผ่านเข้าไปได้ต่อให้ไม่มีเงินก็จะได้รับทุนจากทางสำนักออกให้เป็นค่ายกเว้นนางเห็นตรงกระดานที่ติดประกาศตรงทางเข้าเพราะเหตุนี้จึงมีบุคคลธรรมดาเข้าร่วมด้วยเยอะ
ช่างเข้าใจคิด เพราะเหตุนี้จึงเป็นสำนักอันดับหนึ่งมาได้เป็นร้อยเป็นพันปีก็เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับผู้มีพรสวรรค์มากกว่าผู้มีอำนาจเงินทอง
เสียงซุบซิบเงียบลงเดาว่าคงเพราะสาเหตุที่เป็นหัวข้อหายไปแล้วกระมัง
เสียงซุบซิบด้านหน้าหายไปไม่นานเสียงพูดคุยด้านหลังก็ดังขึ้นมาแทน แน่นอนว่าซูเจินก็ยังให้ความสนใจเช่นเดิม
“คราวนี้มีเรื่องอะไรกันอีกหรือ?”ซูเจินเลือกที่จะถามสตรีแทนที่จะเป็นบุรุษเพราะไม่อยากให้พวกเขามีโอกาสแนะนำตัวเองกับนางได้
สตรีนางนั้นมองซูเจินหนึ่งครั้งแล้วตอบกลับอย่างไม่ค่อยเต็มใจ“ปีนี้มีคนของแคว้นโจวมาสมัครสอบด้วยน่ะสิ”
“แคว้นโจว?”
“ใช่ ตรงนู้นน่ะไม่ไกลจากตรงนี้เท่าไหร่มองไปก็เห็น กลุ่มคนที่อยู่ตรงนู้นแหละ” นางชี้ให้ซูเจินดูตอนแรกก็ไม่ค่อยพอใจ แต่คันปากอยากจะนินทาจึงหันมาพูดกับซูเจินอย่างออกรส
“ข่าวลือที่ว่าแคว้นโจวพ้นคำสาปแล้วเห็นท่าจะเป็นเรื่องจริงปีนี้ถึงได้ส่งรุ่นเยาว์มาเข้าร่วมด้วยได้”
“อ่อ ข่าวลือนั่นน่ะหรือ ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกันดูเหมือนว่าแคว้นอื่นๆจะตื่นตัวกันใหญ่เลยนะ” ซูเจินทำทีเออออไปกับนางด้วย
“ก็แน่สิขนาดต้องสาปอยู่ก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้คราวนี้พ้นคำสาปแล้วพวกเขาก็น่ากลัวเชียวล่ะ” สตรีนางนั้นป้องปากพูดเสียงเบา“ข้าเองก็ต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกทางบ้านบ้างแล้ว”
นางเป็นบุตรีของพ่อค้าใหญ่คนหนึ่งหากข่าวลือเป็นเรื่องจริงนางก็ต้องรายงานให้ท่านพ่อทราบคงได้เปิดเส้นทางการค้าสายใหม่ ตลาดการค้าคงวุ่นวายทีเดียว
พวกเขาเริ่มลงมือแล้วเพราะนางสั่งให้คนของนางปล่อยข่าวลือว่าแคว้นโจวพ้นคำสาปแล้วทันทีที่ออกจากแคว้นโจวแม้พวกเขาจะพยายามปกปิดและกลบเกลื่อนเรื่องนี้เอาไว้อย่างสุดความสามารถเพราะต้องการรอให้ตนเองพร้อมและเตรียมการมากกว่านี้
แต่ซูเจินก็ทำทุกวิถีทางให้ข่าวลือกระจายออกไปให้เร็วที่สุดนางไม่ต้องการให้แคว้นโจวมีเวลาเตรียมตัวมากไปกว่านี้จะปล่อยให้แคว้นโจวเป็นเช่นเสือติดปีกเงียบๆโดยที่ไม่มีใครรู้ไม่ได้
พอเรื่องถึงหูแคว้นต่างๆพวกเขาก็ให้คนสืบข่าวเรื่องนี้ทันทีกิจการของนางก็สามารถดำเนินการเปิดตัวได้ด้วยวิธีนี้เช่นกันเมื่อเริ่มมั่นใจว่าข่าวลือจะเป็นความจริงมากขึ้น ก็เริ่มขัดขวางและวางแผนรับมือเงียบๆ
และเพราะว่าไม่สามารถปกปิดเรื่องเอาไว้ได้อีกจึงได้เปลี่ยนแผนใหม่ เริ่มลงมือรุกก่อนเช่นกันให้รุ่นเยาว์ออกมาเข้าร่วมสอบในสำนักต่างๆเพื่อเปิดเผยไปเลยว่าแคว้นของตนพ้นคำสาปแล้วอีกประการคือต้องการให้พวกเขาแสดงฝีมือให้แคว้นอื่นดูพวกเขาจะได้ไม่กล้าลงมือทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า เป็นการกดดันและซื้อเวลาอีกทางหนึ่ง
ที่ผ่านมาแคว้นโจวไม่เคยเข้าร่วมการสอบของสำนักใดเลยทุกคนต่างก็รู้กันว่าพวกสายเลือดต้องสาปแคว้นโจวไม่สามารถออกนอกแคว้นเป็นเวลานานๆได้พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าร่วมกับสำนักศึกษาที่ต้องไปไกลๆบ้านเมืองได้
คิดในทางกลับกันแคว้นอื่นๆก็ไม่รู้ความสามารถของคนแคว้นโจวมากนักเหมือนกันหลายร้อยปีที่ผ่านมาพวกเขาเก็บตัวอยู่ภายในแคว้นไม่รู้ว่าตอนนี้ความแข็งแกร่งของผู้คนอยู่ในขั้นใดกันแน่
ซูเจินมองกลุ่มของคนแคว้นโจวพวกเขาสวมใส่ชุดแบบคนแคว้นโจวสวมใส่จึงทำให้รู้ได้ง่ายนางเห็นมีหลายคนทั้งสตรีและบุรุษเพราะพวกเขาต้องคำสาปมานานจึงต้องล่าสัตว์อสูรเอาชิ้นส่วนพวกมันมาเป็นอาหารและสินค้าของแคว้นเป็นหลักพวกเขาจะต้องเชี่ยวชาญการต่อสู้
ภายนอกเหมือนคลื่นลมสงบดีแต่ตอนนี้นางได้หยดน้ำลงไปในน้ำที่สงบนิ่งให้เกิดระลอกคลื่นบ้างแล้วอย่าหาว่านางใจร้ายเลย นางได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ก็จริงแต่นางก็ทำเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่าเกิดขึ้น