ขุนศรีสุนทรและหลวงสรศักดิ์นั่งปรึกษาข้อราชการกันจนเย็นโดยมีพระวิสุทธิ์โหราช่วยออกความเห็นเป็ระยะ แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองหนุ่มจะไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไรเพราะสายตาคอยแต่จะลอบมองไปที่โถงกลางเรือนที่มีร่างบอบบางของสองฝาแฝดจับจองอยู่บ่อยครั้ง ต่างกันเพียงแต่มองคนละคนกันเท่านั้น
เหตุการณ์อีกด้านตรงโถงกลางเรือน จวงกำลังนำมาลัยที่ทิวาและราตรีกรองเสร็จแล้วไปให้คุณหญิงพวงทองดู โดยที่ของทิวา ออกมางดงามดูดีไม่มีที่ติแต่ของของราตรีกลับบูดเบี้ยวดูแทบไม่เป็ทรงกลีบดอกไม้ก็ช้ำไปหมด
“หึ..ดูมิได้เลยหนาเ้าค่ะคุณหญิง”
“นังแป้น!”
หลังจากสิ้นเสียงแม่แป้นบ่าวทุกคนก็หันมามองราตรีด้วยสายตาเย้ยหยันเพราะในใจทุกคนก็คิดไว้อยู่แล้วว่าคงจะออกมาได้ไม่ดี จนคุณหญิงพวงทองต้องปรามแม่แป้นเสียงดุ สายตาก็หันไปมองราตรีที่ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาไหววูบไปชั่วขณะ ร้อนถึงทิวาที่ต้องหันไปจับมือน้องสาวพร้อมทั้งกระซิบให้กำลังใจ
“มิเป็กระไรหนา..คราแรกได้ถึงเพียงนี้ก็ดีมากแล้ว”
“ขอบคุณพี่หญิงเ้าค่ะ”
ราตรีหันมายิ้มอ่อนให้ทิวา
“เอาล่ะ กรองมาลัยกันมาตั้งนาน คงจะเมื่อยกันบ้างแล้วพวกเ้าไปพักเถิด”
คุณหญิงพวงทองที่เห็นสีหน้าหลานสาวไม่สู้ดีจึงอนุญาตให้ไปพักได้ ในใจก็เริ่มอ่อนให้ราตรีเข้าไปทุกที
“เ้าค่ะคุณป้า/เ้าค่ะคุณป้า”
สองสาวจับจูงมือพากันมานั่งคุยเล่นที่ท่าน้ำ โดยที่ราตรีคนที่เคยมีแต่สีหน้าเ็ากลับปรากฏแววเศร้าหมองบนวงหน้างามอย่างเห็นได้ชัด ชดกับช้อยเห็นนายของตนเศร้าก็ได้แต่นั่งโมโหแม่แป้นและบ่าวคนอื่นที่มองเยาะเย้ยนายสาวของตน ทิวาจึงต้องเอ่ยปลอบใจราตรีอีกครั้ง
“ราตรีเ้าอย่าโศกเศร้าไปเลยหนา ตอนพี่หัดทำคราแรกแย่กว่านี้มากนัก เละเทะมิมีชิ้นดีเลยเชียว จริงรึไม่คำปอง คำหล้า”
ทิวาหันไปขยิบตากับบ่าวทั้งสองให้ช่วยพูด
“จะ จริงเ้าค่ะ”
ช้อยที่ยังโมโหไม่หายก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดโดยมีชดช่วยเสริมอีกแรง
“หึ..นังแป้นนี่ก็ช่างกระไร..ปากเสียนัก”
“มันน่าตบให้น้ำหมากกระจายนัก”
“ให้บ่าวไปตบมันหนาเ้าค่ะแม่นายใหญ่ แม่นายน้อย”
“ชด! ช้อย!”
เป็ทิวาที่เอ่ยปรามสองบ่าวเสียงสูง
“ตบเลยเดี๋ยวข้าสองคนช่วย”
คำหล้าถกแขนเสื้อพร้อมมีเื่เต็มที่ ส่วนคำปองก็ช่วยเสริมอีกแรงไม่ต่างกัน
“ใช่ กล้าดีอย่างไรมาว่าเ้านางน้อยของพวกเรา”
“คำปอง! คำหล้า! นี่เ้าก็เป็ไปกับเขาด้วยรึ”
เมื่อเื่ดูเหมือนจะลุกลามไปใหญ่โต ราตรีจึงพูดแก้สถานการณ์ให้ทุกคนใจเย็นลง
“เอาเถิดข้ามิถือสาดอก ทุกสิ่งเป็เพราะข้าทำตัวเองทั้งสิ้น”
“เอ๋..เ้าเคยทำกระไรงั้นรึ!”
ทิวาถามด้วยความสงสัยเพราะที่ผ่านมานางเข้าใจว่าน้องสาวตัวเองเป็ฝ่ายถูกผู้อื่นกระทำมาโดยตลอด
หลังจากนั้นราตรีจึงเล่าวีรกรรมของตนที่ทำกับบ่าวไพร่ให้พี่สาวฟังด้วยใบหน้าเศร้าหมอง เล่าไปก็ละอายใจไปถึงแม้นางจะรู้อยู่แก่ใจว่าบาปเ่าั้ได้ชดใช้ไปหมดสิ้นแล้วแต่ผู้อื่นไม่ได้รับรู้กับนางด้วย จึงต้องกลับมาเจอสายตาท่าทางทั้งหวาดกลัวทั้งรังเกียจของคนรอบข้างแบบนั้นอีก แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้วแต่ก็ยังอดรู้สึกเสียใจไม่ได้อยู่ดี
“น้องเคยตบแม่แป้นจนเืกลบปาก”
ทิวาถามทวนด้วยความใ
“เ้าค่ะ”
ราตรีก้มหน้าตอบเสียงแ่
“หลายคราด้วย”
“เ้าค่ะ”
“เคยอาละวาดใส่คุณหญิงป้าด้วย”
“เ้าค่ะ”
ราตรีนั่งก้มหน้าบีบมือตนเอง ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งแ่ลงทุกทีด้วยความละอาย
“บ่าวไพร่คนอื่นก็โดนด้วยเหมือนกัน”
“เ้าค่ะ
“ป๊าดร้ายแต้ ร้ายว่า ร้ายยยยยขนาด”
ทิวาที่พอได้ฟังเื่ของราตรี นางใเอามือทาบอกจนเผลอพูดภาษาภาคเหนือเสียงสูงออกมาทีเดียว แต่พอหันไปเห็นหน้าน้องสาวก็ต้องรีบเอามือปิดปากที่เผลอว่าน้องสุดที่รักออกไป
“อุ๊บ อะเอ่อ แหะๆ ขออภัยหนาน้องพี่ พี่มิได้เจตนา”
“มิเป็ไรดอกเ้าค่ะ ข้าก็เป็เช่นนั้นจริงๆ”
ราตรีตอบรับด้วยน้ำเสียงเศร้า วงหน้างามก้มต่ำมองมือตนไม่เงยหน้ามองใครเพื่อซ่อนแววตาเจ็บช้ำ สองบ่าวที่แสนจงรักภักดีถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา
“โถ่แม่นายน้อย..ฮึก..ฮือ อย่าโทษตัวเองเ้าค่ะ ผู้อื่นล้วนมิดีก่อนต่างหาก..ฮึก..ฮือ”
ทิวามองหน้าราตรีที มองชดและช้อยทีอย่างปลงๆ
“เอิ่ม เฮ้อ..กระไรจะเศร้าปานนั้น เอาเถิดราตรีฟังคำพี่หนาเ้า เื่ราวในวันวานมันผ่านพ้นไปแล้วมิอาจย้อนกลับมาได้แล้ว ตอนนี้เ้ารู้ตัวว่าเ้าเป็เช่นไร เ้าพยายามแก้ไขปรับปรุงตัวมิได้นิ่งเฉย แค่นั้นก็เพียงพอแล้วพี่เชื่อว่าสักวันทุกคนจะมองเห็นตัวตนของเ้าเหมือนอย่างที่พี่เห็น..มา!..มากอดกัน..”
“พี่หญิง..ฮึก..”
ราตรีที่วงหน้างามมีน้ำตาคลอ รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนักที่ได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่จนได้กลับมาใช้ชีวิตเคียงข้างพี่สาวที่แสนดีเช่นนี้ ทันทีที่ทิวาอ้าแขนให้ ราตรีก็รีบถลาตัวเข้าไปกอดพี่สาวด้วยรอยยิ้มอย่างไม่คิดจะสงวนท่าทีอีกแล้ว ทิวาเองก็รู้สึกได้ว่าน้องสาวของตนเปิดใจให้ตนมากขึ้นแล้วจึงเผื่อแผ่อ้อมกอดไปยังชดและช้อยด้วย
“โอ๋ๆ..เ้าสองคนด้วย..มากอดกัน..เร็ว..โอ๋ๆๆ..นิ่งซะน้าาา”
“แม่นายใหญ่..ฮือๆๆ”
คำปอง คำหล้า ก็นั่งจับมือกันสองตามีน้ำใสรื้นขึ้นมาลอบมองสองพี่น้องที่รักใคร่ปรองดองกันอย่างมีความสุข
บทสนทนาและภาพที่ทั้งสี่คนกอดปลอบใจกันนั้นอยู่ในสายตาของ หลวงสรศักดิ์ที่กำลังจะกลับเรือนพอดี ในจิตใจของออกหลวงหนุ่มนั้นก็บังเกิดความสับสนในใจยิ่งนัก
...นี่เ้าเป็คนเช่นไรกันแน่ แม่ราตรี เ้าเสแสร้งมารยา..หรือนี่เป็เื่จริงกันแน่
…
อาหารมื้อเย็นวันนี้แม้จะมีขุนศรีสุนทรที่กลับมานอนที่เรือนแล้วร่วมวงด้วย แต่บรรยากาศกลับอึดอัดแปลกๆ ทั้งๆที่ทุกคนก็พูดคุยกันเป็ปกติแต่เมื่อคุณหญิงพวงทองพยายามชวนทิวาให้คุยกับบุตรชายของตน นางกลับทำเป็มองเมินเปลี่ยนเื่ทุกครั้งจนคุณหญิงพวงทองเหนื่อยใจ อาจเป็เพราะทิวายังเคืองเื่ที่ท่าน้ำไม่หายจึงไม่ยอมคุยกับลูกชายเ้าของเรือนสักคำ ราตรีเองที่เมื่อก่อนเคยยิ้มแย้มให้แม้ว่าจะถูกเมินเฉยเพียงใดก็ยังคอยเอาอกเอาใจเสมอ แต่วันนี้กลับนิ่งเฉยแทบไม่เอ่ยคำหากไม่จำเป็ อดทำให้ในใจของบุรุษหนุ่มที่เคยเป็คนสำคัญรู้สึกหน่วงแปลกๆไม่ได้
หลังจากเสร็จสิ้นมื้ออาหารทุกคนก็แยกย้ายไปตามอัธยาศัย พระยาวิสุทธิ์โหราแยกไปอ่านหนังสือราชการกับขุนศรีสุนทรที่ห้องหนังสือ ราตรีไปสวดมนต์นั่งสมาธิที่ห้องพระกับทิวาซึ่งนี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วคนที่เคยพนันว่าราตรีจะทำไม่ได้มีอันต้องเสียเบี้ยเสียอัฐกันไปหมด วันแรกๆคุณหญิงพวงทองและบ่าวหลายคนรวมทั้งแม่แป้นล้วนไม่เชื่อว่าราตรีเข้าไปสวดมนต์นั่งสมาธิตามที่บอกจริง จึงทำทีเป็ตามเข้าไปด้วย เจตนาแรกเริ่มคือ้าจับผิดแต่พอนานวันเข้ากลับเป็ความเคยชินที่ต้องตามไปด้วยเพราะเห็นราตรีทำมาได้หลายวันแล้วก็อยากจะได้บุญบ้าง กลายเป็ราตรีคือผู้นำกลุ่มผู้แสวงบุญย่อมๆของเรือนนี้เลยทีเดียว
ครั้นเมื่อเสร็จภารกิจทิวาที่แยกกับราตรีแล้วกำลังเดินกลับห้องนอนพร้อมบ่าวของตนแต่ด้านหลังกลับมีขุนศรีสุนทรเดินตามมาไม่ห่างจึงทำให้ทิวาแปลกใจยิ่งนัก
“ท่านออกขุน ตามข้ามามีกระไรรึเ้าค่ะ”
“ข้ามิได้ตาม”
ขุนศรีสุนทรยืนตีหน้านิ่ง
“มีกระไรจะเอ่ยก็เอ่ยมา ข้าง่วงจะไปนอนแล้ว”
“งั้นก็เชิญเ้านางน้อยไปนอนเถิด ข้าก็จะไปนอนแล้วเช่นกัน"
ว่าจบก็ทำท่าเดินต่อไป
“นั่นท่านจะไปที่ใด ทางนี้เป็ทางไปห้องนอนข้า ไม่มีที่ใดอีกแล้ว”
“ห้องนอนข้าก็อยู่ทางนี้เช่นกัน”
ทิวามองหน้าขุนศรีสุนทรแล้วก็กระจ่างแจ้งเพราะเรือนปีกฝั่งตะวันตกนอกจากห้องนอนของนางแล้วยังมีอีกห้องหนึ่งที่ปิดไว้หลายวันแล้ว
“หา! อย่าบอกนะว่า..”
“เป็เช่นนั้น”
ขุนศรีสุนทรพยักหน้าช้าๆ จากนั้นก็เดินต่อไปไม่สนใจทิวาที่ยืนแข็งทื่อตาโตอ้าปากค้างอีก มุมปากหนายกยิ้มสมใจ
...
ปึก ปึก ปึก
“พี่หญิงมีกระไรเ้าค่ะ”
ทิวาที่เพิ่งรู้ว่าตนต้องอยู่ใกล้กับขุนศรีสุนทร งอแงหอบผ้าผ่อนมาหาราตรีถึงห้องนอนด้วยความเคืองขุ่นใบหน้าบึ้งตึง
“ราตรีเหตุใดมิบอกพี่ว่าออกขุนกระไรนั่น ห้องนอนอยู่ฝั่งเดียวกับพี่”
“ข้ามิเห็นเป็เื่สำคัญนี่เ้าค่ะ”
“ราตรี!”
“ข้าง่วงแล้วเ้าค่ะ พี่หญิงกลับห้องตัวเองได้แล้วเ้าค่ะ”
“ราตรี พี่นอนด้วยได้รึไม่ พี่มิอยากอยู่ใกล้คนเช่นนั้น”
ทิวาที่ใช้ไม้แข็งกับน้องสาวไม่ได้ผลจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการออดอ้อนกอดแขนน้องสาวแทน
“พี่หญิงเ้าค่ะ โตแล้วหนา งอแงเป็เด็กได้กระไรกันเ้าค่ะ”
“ได้สิทำไมจะมิได้ น่านะ ให้พี่นอนด้วยนะ”
“ก็ได้เ้าค่ะ แค่คืนเดียวหนาเ้าค่ะ”
“อื้ม”
ทิวาที่สมปรารถนายิ้มกว้างสุขใจ จูงมือน้องสาวเข้านอน แต่ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่หลับ พลิกซ้ายพลิกขวาอยู่หลายรอบ
“ราตรีพี่นอนมิหลับ”
“เช่นนั้นเราออกไปนั่งเล่นข้างนอกดีรึไม่เ้าค่ะ”
“ดีๆๆ”
สองสาวจูงมือกันมานั่งดูท้องฟ้าที่ชานเรือนหน้าห้องนอน ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ลมพัดเอื่อยๆเย็นสบาย พระจันทร์สีเหลืองนวลดวงกลมโตสวยสาดแสงสว่างเรืองรองไปทั่วทั้งท้องนภา
“ที่นี่พระจันทร์สวยยิ่งนัก ดวงใหญ่มากกกก”
ทิวาบอกน้องสาวด้วยความตื่นเต้น
“เ้าค่ะสวยมาก ข้ามิเคยเงยหน้ามองพระจันทร์เต็มตาแบบนี้สักครา”
ราตรีเอ่ยพร้อมเงยหน้ามองดวงจันทร์ มุมปากบางประดับรอยยิ้มน้อยๆอย่างรื่นรมย์
“ราตรี คนที่นี่เวลาว่างเขาทำกระไรกันบ้างรึ”
ทิวาถามน้องสาวอย่างสงสัย
“เวลาว่างก็คงจะ กรองมาลัย เย็บผ้ากระมังเ้าค่ะ พี่หญิง”
“มิมีกระไรที่มันสนุกๆบ้างเลยรึ”
“อืม ก็คงจะเป็การละเล่นแต่งโครงกลอน แต่งเพลงยาว กระมังเ้าค่ะ ข้าก็มิค่อยรู้”
ราตรีเอ่ยเท่าที่นึกออก
“แล้วเวลาว่างของเ้าเล่า เมื่อก่อนน้องทำกระไร”
ทิวาถามอย่างอยากรู้
“ก็..นอนเ้าค่ะ..พี่หญิงก็รู้ ว่าข้าร่างกายมิค่อยแข็งแรงมาั้แ่เด็กนี่เ้าค่ะ ข้าเลยเหนื่อยง่าย ทำกระไรนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้ว”
ราตรีตอบอย่างอ้อมแอ้มจึงได้รับสายตาคาดคั้นมาจากแฝดผู้พี่
“มิใช่ว่าเ้าขี้คร้านรึ”
“นั่นก็..ส่วนหนึ่งเ้าค่ะ..คิกๆๆ”
สองพี่น้องพากันหัวเราะอย่างมีความสุข หลังจากนั้นก็คุยเื่สับเพเหระไปทั่ว จนหางตาของราตรีสังเกตเห็นร่างสูงของขุนศรีสุนทรมายืนด้อมๆมองๆ จึงคิดเปิดโอกาสให้คนทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน
“ข้าว่า...ข้าเข้านอนแล้วดีกว่า พี่หญิงก็นั่งเล่นไปก่อนเถิดเ้าค่ะ หากยังมิง่วงก็ยังมิต้องตามข้าไปดอก”
“เอางั้นรึ..ก็ได้..ขอพี่นั่งก่อนสักครู่ แล้วประเดี๋ยวพี่จะตามเข้าไป”
“เ้าค่ะ”
ราตรีเอ่ยเสร็จก็เดินออกไป หากแต่ไม่ได้เดินเข้าห้องนอนอย่างที่ว่า กลับเดินไปที่ห้องสมุดที่พระยาวิสุทธิ์โหรายังคงนั่งคัดหนังสืออยู่กับบ่าวคนสนิทแทน
“อ้าว หลาน แม่ราตรีใช่หรือไม่ ยังมินอนอีกรึ”
เ้าของเรือนเพ่งมองหน้าผู้มาใหม่จนแน่ใจว่าเป็ผู้ใดจึงร้องทักออกไป
“เ้าค่ะหลานเอง หลานมีเื่จะเรียนคุณลุงเ้าค่ะ”
“เื่กระไรรึ”
พระยาวิสุทธิ์โหราเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เื่...”
...
ค่ำคืนนี้อีกฟากฝั่งหนึ่งของเมือง ยังคงมีคนผู้หนึ่งที่ข่มตาหลับทีไรก็เป็อันต้องมีหน้าของแม่หญิงผู้แสนร้ายกาจลอยเข้ามาในห้วงคำนึงอยู่เรื่อย จนต้องลุกขึ้นมาอาศัยน้ำจันฑ์ดับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก ใบหน้าคมเข้มเหม่อลอยมองดวงจันทร์ สมองก็ขบคิดถึงเื่เมื่อตอนบ่าย
เช้าวันนี้หลวงสรศักดิ์ที่บังเอิญได้ข่าวว่าแม่หญิงดวงแขฟื้นแล้ว จึงชวนขุนศรีสุนทรไปเยี่ยมเยียนใจก็หมายจะสอบถามให้กระจ่างถึงเื่ที่เกิดขึ้นกับนางว่าผู้ใดเป็คนทำร้ายนางกันแน่ จะใช่แม่หญิงผู้นั้นอย่างที่ใครคาดคิดหรือไม่ แต่เมื่อไปถึงพวกเขากลับต้องแปลกใจกับท่าทางของแม่ดวงแข
“ข้าล้มเองเ้าค่ะ เป็ข้าทำตัวเอง ห้ามว่าร้ายแม่ราตรีเด็ดขาด”
เสียงหวานอ่อนแรงบอกกล่าวจากนั้นก็หันหลังหนีไม่ต้อนรับใครอีก
หากนางมิได้ทำก็แล้วไปเถิดแต่แววตาที่แสนสับสนรวมกับท่าทางปกป้องระคนหวาดเกรงของคนป่วยนี่คืออะไรกัน หากจะบอกว่าแม่หญิงดวงแขกลัวแม่หญิงราตรีก็ไม่น่าจะเป็ไปได้เพราะฐานะของแม่หญิงดวงแขในสังคมก็ไม่ได้ต่ำต้อยจนต้องเกรงกลัวใคร หากเกิดกลัวขึ้นมาจริงๆก็ไม่น่าจะอยากปกป้องเพราะขอแค่แม่หญิงดวงแขกล่าวโทษ นางก็ไม่มีวันหนีพ้นต้องถูกลงโทษสถานหนักแน่นอน
แล้วไหนจะท่าทางของนางที่เปลี่ยนไปในหลายวันนี้อีก แต่ที่ทำให้เขาสงสัยที่สุดคือสายตาเวลาที่นางมองเขา มันไม่เหมือนเดิมเมื่อก่อนนางมักมองเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว รังเกียจ ไม่ชอบใจ ถึงแม้จะไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีแต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าตอนนี้ที่แววตาของนางมีแต่ความเฉยชา สับสน แปลกหน้าเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
“เ้าเป็คนเช่นไรกันแน่ แม่ราตรี”
…
วันรุ่งขึ้น วันนี้เรือนพระยาพิชิตมหาเสนานั้นดูจะวุ่นวายกว่าทุกวันเพราะหลวงสรศักดิ์ที่แต่งตัวเสร็จแล้วออกมาเสียงดังเอะอะโวยวายั้แ่เช้า ร้อนถึงผู้เป็พ่อต้องเดินออกมาดูด้วยความสงสัย
“ไอ้ไม้ ไอ้ไม้ เตรียมเรือกูจะออกไปข้างนอก”
“เอะอะกระไรั้แ่เช้าพ่อพาฬ แล้วนี่จะไปที่ใดวันนี้มิมีกิจมิใช่รึ”
“เข้าวังขอรับ”
“ขุนหลวงท่านมีเื่กระไรเรียกใช้เอ็งรึ”
ผู้เป็พ่อถามด้วยความสงสัยเหตุเพราะวันนี้ไม่ใช่วันที่ให้ขุนนางเข้าเฝ้า
“ข้ามิได้จะไปเข้าเฝ้า เพียงแต่มีกิจส่วนตัวเล็กน้อยมิได้สำคัญกระไรขอรับ ไอ้ไม้ ไอ้ไม้โว้ย!”
ผู้เป็พ่องุนงงในท่าทางของลูกชาย ปากว่าไม่รีบแต่ร้องเรียกบ่าวคนสนิทดังลั่นเรือน
“ขอรับ มาแล้วขอรับ เตรียมเรือเสร็จแล้วขอรับ อะอ้าว ออกหลวงท่านขอรับ รอด้วยขอรับ”
“รีบมา ชักช้ากูจะให้มึงว่ายน้ำตามไป”
หลวงสรศักดิ์รีบเดินลงเรือนไปั้แ่ไม้โผล่หน้ามาถึงแล้ว ร้อนถึงไม้ต้องรีบวิ่งตามไป หาไม่อาจต้องว่ายน้ำตามเ้านายหนุ่มจริงๆ พระยาพิชิตมหาเสนามองตามพลางส่ายหน้าอย่างละอาในความใจร้อนของลูกชายตน
“เฮ้อ กระไรของมันว่ะ”
…
บ่ายนี้ราตรีที่ไม่มีเครื่องดนตรีใดให้เล่นก็ยังคงมานั่งตามลำพังที่ศาลาราตรีเช่นเดิม ข้างๆยังคงได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของลีลาชวนคุยเล่าเื่โน่นนี่ไม่มีหยุด แต่ราตรีก็ทำเพียงอมยิ้มไม่ตอบโต้ มือบางที่มีรอยเข็มทิ่มทั้งสิบนิ้วก็ยังขยับไม่หยุดเช่นกัน
“ราตรีจะกรองมาลัยไปทำไมตั้งหลายพวง เอาไปให้ใครรึ แล้วช้ำแบบนี้จะมีคนเอารึ”
“พอ ข้าไม่ได้เอาไปให้ผู้ใด ข้าแค่ฝึกหัดฝีมือเพียงเท่านั้น”
ราตรีที่หน้าเริ่มงอมองลีลาด้วยดวงตาขุ่นเคืองเล็กน้อย
“โอ้ะ รู้สึกรึไม่ ข้าไปดีกว่า โชคดีนะราตรี”
สิ้นเสียงร่างเล็กก็หายวับไปกับตา แทนที่ด้วยบรรยากาศอึมครึมมืดมัวและรังสีที่คุ้นเคยนั้นอีกแล้ว
...ใช่จริงๆด้วย
สายตาหวานเหลือบมองไปที่ทางเข้าสวนแห่งนี้ บุรุษหน้าดุท่วงท่าองอาจเดินตรงมาทางนี้ในมือยังคงมีไม้ตะพดคู่ใจอันเดิม ด้านหลังยังมีบ่าวชายคนสนิทที่ในมือหอบของสิ่งหนึ่งมาด้วย
“อยู่ที่นี่จริงๆ”
“หลวงสรศักดิ์ ข้าไหว้เ้าค่ะ”
ราตรียกมือไหว้คนตรงหน้าที่ยังไม่ชินกับท่าทางของนาง คิ้วเข้มขมวดมุ่นแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรกลับหันไปพยักหน้าให้คนด้านหลังนำของสิ่งนั้นมาวางตรงหน้านาง
“กระไรเ้าค่ะ”
“เปิดดูสิ”
ตรงหน้าของนางคือห่อผ้าไหมสีเขียวแมลงทับที่คลุมทับกล่องไม้ยาวประมาณสองศอกบนกล่องสลักลวดลายคล้ายนกยูง เมื่อเปิดออก ของข้างในคือเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งคล้ายจะเข้ของไทยแต่สิ่งที่ทำให้ราตรีตกตะลึงคือเครื่องดนตรีชนิดนี้ทำจากหยกสีขาวล้วนตรงกลางยังสลักลวดลายนกยูงเหมือนบนกล่องไม้แต่แตกต่างกันตรงที่นกยูงตัวนี้ประดับด้วยอัญมณีสีแดงเม็ดใหญ่ตรงกลางลำตัวและยังมีอัญมณีเม็ดเล็กประดับที่ขนนกและดวงตาอีกมากมาย
“นี่มันกระไรกันเ้าค่ะ”
“จะเข้จีน เรียกอีกอย่างว่า พิณ”
“แล้วออกหลวงท่านเอามาให้ข้าดูด้วยเหตุใดเ้าค่ะ”
“เมื่อวานเ้าคุยโวว่าเ้าเล่นเครื่องดนตรีได้ทุกชนิด บังเอิญข้าได้ของชิ้นนี้มาแต่มิมีผู้ใดเล่นเป็ข้าเลยเอามาให้เ้าลองเล่นดู”
ว่าแล้วก็พาเรือนร่างสูงของตนเข้ามานั่งด้านในศาลาตรงข้ามกับร่างบอบบาง มือหนายกขึ้นกำหัวไม้ตะพดในมือสายตาจับจ้องที่นางอย่างรอคอย
...อ๋อ อยากลองภูมินี่เอง
ราตรีที่เข้าใจเช่นนั้นก็ไม่สนใจบุรุษตรงหน้าอีกเพราะนางถูกดึงดูดด้วยของตรงหน้า
ตึ้ง..
มือบางลูบไล้ที่พิณอย่างหลงใหลนางรู้สึกคุ้นเคยกับของสิ่งนี้อย่างประหลาด นิ้วเรียวลองกดที่สายของมันเกิดเสียงดังกังวานชวนหลงไหลดูก็รู้ว่าเป็เครื่องดนตรีชั้นยอด ริมฝีปากบางยกยิ้มเต็มหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นพร้อมกับที่เปลือกตาบางปิดลง นิ้วเรียวงามก็เริ่มบรรเลงท่วงทำนองที่แสนไพเราะ
ทันทีที่เริ่มบรรเลงราตรีก็รู้สึกได้ว่าพิณนี้ไม่ใช่แค่เครื่องดนตรีธรรมดา ร่างกายที่สมควรอ่อนล้าจากการใช้พลังกลับมีกำลังมากขึ้นดวงิญญาที่คอยตามติดด้านหลังหลวงสรศักดิ์หลายดวงที่แต่งชุดโบราณแปลกตาบนใบหน้าที่เคยเคียดแค้นกลับยกยิ้มพึงพอใจ ม่านหมอกสีหม่นที่เคยปกคลุมตัวก็จางหายไป
ไม่นานดวงิญญาเ่าั้ก็หายลับไปตามแสงสีขาวที่สาดส่องนำทางไปยังอีกภพภูมิหนึ่งอย่างยินดี
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรที่ออกหลวงหนุ่มนั่งจดจ้องนางอยู่เช่นนี้ สายตาคมไม่ละไปจากดวงหน้างามแม้สักเสี้ยววินาที คงั้แ่ที่นางยกยิ้มอย่างมีความสุข อยู่ๆกายแกร่งก็รู้สึกเหมือนจะเป็โรคประหลาดก้อนเนื้อในอกที่เคยเต้นอย่างมั่นคงตอนนี้มันกลับเต้นรัวเร็วเสียงดังดั่งกลองศึก จนเ้าของที่กลัวว่านางจะได้ยินต้องยกมือขึ้นมากอบกุมปลอบให้มันสงบลง
“พอใช้ได้รึไม่เ้าค่ะ”
ไม่ถามเปล่ายังยกยิ้มยั่วเย้า ทำเอาคนที่แอบลอบมองมาตลอดทำตัวไม่ถูกไม่รู้ว่าจะตอบโต้เช่นไร
“ออกหลวงท่านเ้าค่ะ!”
“อืม”
ราตรีเห็นร่างสูงตรงหน้านั่งหน้าดุจดจ้องตนอยู่เช่นเดิม คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ และยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่เมื่อคนตรงหน้ากลับลุกพรวดขึ้นแล้วเดินออกจากศาลาแห่งนี้ไปทันที
“ออกหลวงท่านเ้าค่ะ ลืมของเ้าค่ะ”
“ให้เ้า”
“ให้ข้ารึเ้าค่ะ ได้อย่างไรของชิ้นนี้ท่าทางจะแพงโข มิเหมาะเ้าค่ะ”
“แค่ของไร้ราคา”
ว่าจบร่างสูงก็เดินจากไปทิ้งให้ราตรีมองตามอย่างงุนงง เมื่อหันไปหาบ่าวของออกหลวงหนุ่มที่ยืนรอด้านหน้า ไม้ก็ทำเพียงยิ้มแหยๆส่งให้นางแล้ววิ่งตามนายไปเท่านั้น
...แค่ของไร้ราคางั้นรึ
พิณหยกขาวโบราณ เห็นว่ามูลค่าของมันแม้เอาบ้านเมืองมากองก็ซื้อมิได้
ไอ้ไม้คันปากเหลือเกินขอรับอยากบอกแม่หญิงว่า พิณนี่เป็ของที่ราชทูตจีนนำมาถวายขุนหลวง ออกหลวงท่านใช้ความเป็หลานรักคนโปรดไปชิงมาจากท้องพระคลังอย่างหน้าด้านๆเลยแหละขอรับ เล่นเอามหาดเล็กเฝ้าท้องพระคลังหน้าซีดเจียนจะเป็ลมอยู่รอมร่อ
“ไอ้ไม้ มึงอยากว่ายน้ำตามมารึ!”
“มาแล้วขอรับ”
หนึ่งนายหนึ่งบ่าวพากันลงเรือไปแล้ว ผู้เป็นายแม้จะมีสีหน้าบึ้งตึงแต่ไม้ที่อยู่ข้างหลังกลับเห็นใบหูของผู้เป็นายขึ้นเห่อแดงอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“ออกหลวงท่าน มิสบายหรือขอรับหูแดงไปหมด แพ้กระไรรึไม่ขอรับ”
“หุบปาก!.”
เสียงเข้มดุทำเอาไม้คอหดด้วยความกลัว พยายามคิดหาเหตุผลว่านายของตนไปโกรธอะไรใครตอนไหนแต่ก็นึกไม่ออก
...ไอ้ไม้เอ๋ย คนเช่นข้าจะแพ้กระไรได้ นอกจากนางเท่านั้น
...