ฟ่านหนิงเหออยากตบปากตัวเองสักสิบครั้ง ด้วยเขาทั้งเป็ห่วงโจวจินเยว่ ทั้งกังวลกับเื่ที่ตนเองไปรับรู้มา ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เช้านี้ตั้งใจจะไปหาเหล่าพี่องครักษ์เพื่อสืบเื่ราวเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามถึงความสัมพันธ์ั้แ่เล็กจนโตระหว่างโจวจินเยว่ กับโจวเยี่ยนจื่อว่ามีความเป็มาอย่างไร
เขาจึงพยายามหาเื่คุยไปเรื่อย แต่ดันเผลอพูดถึงการไปท่องเที่ยวทะเลสาบที่ใสราวกระจกเงากับโจวเยี่ยนจื่อว่าสวยงามแค่ไหนให้พี่ชายในกองครักษ์ฟัง จนเื่ได้ยินถึงหูโจวจินเยว่
เขาจึงยังคงถูกสั่งให้อยู่แต่ในตำหนักไม่ให้ออกไปไหน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขารบเร้าจนท่านอ๋องยอมให้เขาออกไปทำงานด้วยได้แล้ว ตอนนี้เขาเบื่อจะตายอยู่แล้วเดิน ๆ นั่ง ๆ นอน ๆ
่สายของวันนี้ท่านอ๋องพาพี่ ๆ ในกองครักษ์ออกสืบหาความจริงเื่การสอบสังหารองค์รัชทายาท ซึ่งความผิดตกอยู่ที่โจวจินเยว่ผู้เป็ผู้บัญชาการกององครักษ์ที่จัดทหารดูแลไท่จื่อไม่ดีจนถูกคนปลิดชีพ จึงต้องเร่งหาความจริงและจับคนร้ายมาลงโทษให้เร็วที่สุด และเพื่อเป็การลบล้างมลทินตนเองที่ถูกกล่าวหาว่าเป็ผู้อยู่เื้ัเหตุการณ์ครั้งนี้ ทิ้งให้เขาอยู่เฝ้าตำหนักเหมือนทุกครั้ง เขาจึงได้แต่เดินวนไปวนมาในตำหนักจนถึงยามเย็น เมื่อย้อนคิดทบทวนคำสั่งฉินอ๋องก่อนออกไปเขาถึงกับเบะปากมองบน
"เ้าไปเที่ยวข้างนอกมาพอแล้ว งั้นเ้าอยู่นี่ก็แล้วกัน นี่เป็คำสั่ง"
ฟ่านหนิงเหอถึงกับเถียงไม่ออกสักคำ แต่พอมาคิดอีกทีก็ดีเหมือนกันเขาจะได้ไม่ต้องกระอักกระอ่วนใจยามเจอฉินอ๋อง ด้วยไม่กล้าเล่าเื่ที่เขาเห็นคุณหนูไป๋ลี่หรูคู่หมายท่านอ๋องไประเริงรักกับน้องชายของเขาเองให้ฟัง กลัวจะถูกหาว่าใส่ความทั้งคู่
ยามเย็นย่ำมาเยือนด้วยความเบื่อหน่ายเขาจึงตั้งใจไปหาเหล่าพี่ ๆ องครักษ์ที่ลานฝึกอย่างน้อยที่นั่นก็มีเหล่าพี่ชายที่ตามใจน้องคนเล็กอย่างเขาอยู่ เมื่อฟ่านหนิงเหอเดินมาถึงหน้าลานฝึก ข้าง ๆ ลานมีศาลาสำหรับนั่งพักอยู่ เขาเห็นโจวจินเยว่นั่งอยู่บนศาลาหันหลังมาทางเขา จึงเดินเข้าไปใกล้ ๆ
"ท่านอ๋องกลับมาแล้ว"
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ยังศาลาซึ่งมีผ้าม่านบังตาเขาอยู่ก่อนหน้านั้น มีหญิงงามนางหนึ่งนั่งหัวเราะและพูดคุยกับฉินอ๋องอยู่ ทำให้เขาหุบยิ้มทันที คุณหนูไป๋ลี่หรูก็อยู่ที่นี่ด้วย เมื่อคุณหนูที่นั่งหันหน้ามาทางเขาเห็นเขากำลังเดินมาก็รินน้ำชาส่งให้ฉินอ๋อง แล้วส่งยิ้มมาทางเขาคล้ายเย้ยหยัน
"หญิงงามกับบุรุษรูปงามผู้สูงศักดิ์อยู่ด้วยกันย่อมเหมือนดาวเคียงเดือน"
เขาคิดในใจ และทำได้เพียงค้อมศีรษะลงคำนับให้ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปยังเรือนที่พักของเหล่าองครักษ์แทน ในใจรู้สึกแปลก ๆ ใจหนึ่งอยากจะเดินเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างเขาทั้งสองคน แต่อีกใจก็ทำไม่ได้ เขาไม่มีอะไรไปสู้คุณหนูคนงามได้เลยแม้แต่กระเบียดนิ้ว
เขาเดินไปเรื่อย ๆ จนเจอองค์ชายโจวเยี่ยนจื่อ ที่กำลังเดินกลับมาจากวังหลวงต้องเดินผ่านเส้นทางนี้เพื่อกลับตำหนักเจอเขาเข้า
"ฟ่านหนิงเทียน ไม่เจอเ้าหลายวัน เ้าเป็สบายดีหรือไม่"
"พอดีได้รับคำสั่งให้เฝ้าตำหนักฉินอ๋องเลยไม่ได้ออกไหนพ่ะย่ะค่ะ"
"ดีเลยตลอดหลายวันมานี้ข้าเหนื่อยมาก จิตใจก็ห่อเหี่ยว หลังจากผ่านพิธีไว้ทุกข์ให้พี่ใหญ่อยากหาสหายร่ำสุราเสียหน่อย กำลังจะให้องครักษ์ไป
ตามเ้า เจอเ้าที่นี่ถือว่า์เป็ใจ"
ฟ่านหนิงเหอที่ตอนนี้จิตใจห่อเหี่ยวเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาในวังหลวงงดงานเลี้ยงสังสรรค์ เพราะเพิ่งผ่านการความสูญเสียครั้งใหญ่ เขาจึงไม่มีสุราตกถึงท้องมาเป็เวลานาน และเมื่อนึกขึ้นได้ว่า เขามีโอกาสได้สืบเื่ราวที่เกิดขึ้นต่อ ว่าองค์ชายสี่ผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่ จึงตอบตกลงไป
ตำหนักองค์ชายสี่มีอุทยานหิน ขุดสระปลูกดอกบัวไว้กำลังแข่งกันออกดอกบานสะพรั่ง เขากับโจวเยี่ยนจื่อนั่งดื่มสุรากันตรงลานหินในอุทยาน นางกำนัลยกสำรับกับแกล้มและสุรามาจัดวางไว้บนโต๊ะอย่างพร้อมพรั่ง เขานั่งดื่มสุราั้แ่เย็นจนบัดนี้ดวงจันทร์สว่างไสวลอยอยู่เหนือศีรษะ เขาดื่มสุราอย่างเดียวแทบจะไม่แตะต้องอาหารอย่างอื่น จนรู้สึกมึนหัวไปหมด
ดื่มไปก็พยายามตะล่อมถามเื่วัยเยาว์ของทั้งสี่โอรส จนโจวเยี่ยนจื่ออดแปลกใจไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร เล่าเื่ราวสมัยเป็องค์ชายน้อยให้เขาฟังว่า เขามีพี่ชายสามคน ทุกคนล้วนแต่ตามใจเขาั้แ่เด็ก อยากได้อะไรฮองเฮาก็หามาให้ พี่ชายก็ไม่เคยขัดใจ และเล่าวีรกรรมของเขาตอนเด็ก ๆ ให้ฟ่านหนิงเหอฟังว่าแสบสันแค่ไหน จนฮ่องเต้ผู้เป็บิดาเห็นว่าเขาจะเสียนิสัยเลยส่งเขาไปคุมทหารที่ชายแดน จะได้โตเป็ผู้ใหญ่เสียที ฟ่านหนิงเหอนั่งฟังไปก็ดื่มสุราไป เมื่อโจวเยี่ยนจื่อเล่าเื่ราวของเขาจบจึงเอ่ยถามขึ้น
"เ้ามีเื่ไม่สบายใจหรือเปล่า"
"ข้าแค่รู้สึกว่าท่านเกิดมามีคนที่ดูแลเอาใจใส่ อยากได้สิ่งใดก็สมปรารถนา แต่สิ่งที่ข้าอยากได้ทำไมถึงอยู่ไกลแสนไกลเสียจนเกินเอื้อม"
เขาพูดอ้อแอ้ด้วยตอนนี้เมาจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
"ทำไมเ้าถึงไม่ลองเอื้อมมือของเ้าออกไปไขว่คว้ามันดูล่ะ ถ้าเป็ข้าั้แ่เล็กจนโตไม่ว่าข้า้าสิ่งใดข้าก็จะทำทุกวิถีทางไขว่คว้ามันมาเป็ของข้าให้ได้"
โจวเยี่ยนจื่อพูดและมองคนที่ตัวโงนเงนไปมาสายตานิ่งขึง
"มือข้า..มันช่างสั้นนัก" ฟ่านหนิงเหอพูดพลางยกมือตัวเองหมุนไปมา
"ท่านดูสิมันสั้นจริง ๆ ข้าจะเอื้อมถึงได้อย่างไร"
"แล้วเ้าอยากได้สิ่งใดกันเล่า" โจวเยี่ยนจื่อจ้องมองคนเมาตรงหน้าแล้วถามอย่างจริงจัง
"ข้าอยากได้ความรัก" เขาพูดคิ้วสองข้างย่นเข้าหากันจนคล้ายคนกำลังอยากจะร้องไห้แต่ร้องไม่ออก
"ถ้าเ้า้าความรักทำไมเ้าไม่บอกคนที่เ้ารักไปตรง ๆ ล่ะว่าเ้ารักเขา บางทีความรักของคนนั้นอาจเป็ของเ้าอยู่แล้วก็ได้"
"จริงด้วย! องค์ชายสี่..ท่านพูดถูกต้องแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน"
"เดี๋ยวก่อน..เ้าจะไปแล้วเหรอ"
ฟ่านหนิงเหอรีบลุกขึ้นลาองค์ชายสี่แล้วเดินออกมาจากตำหนักทันที โดยมีโจวเยี่ยนจื่อแอบเดินตามหลังมาเงียบ ๆ ปล่อยให้เขาเดินไปตามใจ ถึงจะเซจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ไปหลายครั้ง จนโจวเยี่ยนจื่อต้องเอี้อมมือเพื่อรอรับอยู่ด้านหลัง แต่ฟ่านหนิงเหอก็ยังสามารถเดินจนมาถึงตำหนักฉินอ๋องได้อย่างสวัสดิภาพ
"ข้ารู้แล้วว่าเ้ารักใคร"
โจวเยี่ยนจื่อที่เดินตามหลังคอยระวังว่าฟ่านหนิงเหอจะล้มมาตลอดทางเมื่อเห็นฟ่านหนิงเหอรีบเดินเข้าตำหนักฉินอ๋องจึงรู้ได้ทันทีว่าคนที่อยู่ในใจฟ่านหนิงเหอคือผู้ใด
ฟ่านหนิงเหอเข้ามาในตำหนักพยายามเดินตรงไปยังห้องโจวจินเยว่ ขณะที่เขากำลังจะเดินผ่านห้องโถงกลับได้ยินเสียงชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งกำลังคุยกันเื่ปรัชญา ยุทธศาสตร์การเมืองอย่างถูกคอ เท้าเขาจึงหยุดอยู่แค่ตรงหน้าประตูห้องโถง เสียงโจวจินเยว่ กับคุณหนูไป๋ลี่หรูกำลังคุยกันจนถึงดึกดื่น แถมคุยเื่ที่เขาทั้งคู่เข้าใจกัน ช่างเหมาะสมกันดียิ่ง
เดิมทีเขาตั้งใจจะมาสารภาพความในใจกับโจวจินเยว่ เพราะคิดว่าไม่กี่วันเขาจะหาทางสลับตัวกับหนิงเทียน ป่านนี้หนิงเทียนคงจะหายดีแล้ว เขาซึ่งไม่ใช่คนของที่นี่ั้แ่แรกก็คงต้องจากไป ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาควรอยู่ตรงไหน ที่ยืนข้าง ๆ โจวจินเยว่ไม่ใช่ที่ของเขาจริง ๆ เขายืนนิ่งไม่สามารถขยับเท้าต่อได้แม้เพียงก้าวเดียว จนมีคนเดินออกมาทางประตูที่เขายืนอยู่ ทำให้เขาถอยหลังออกจากประตูทันที
คุณหนูไป๋ลี่หรูเห็นเขายืนอยู่หน้าประตูจึงกล่าวทักทาย
"องครักษ์ฟ่านหนิงเทียน ท่านก็อยู่ที่นี่ด้วย"
"คำนับคุณหนูไป๋ขอรับ" ฟ่านหนิงเหอพยายามทรงตัวให้นิ่งที่สุด แม้ตาจะพร่าเลือนไปสักหน่อย
"วันนี้ข้าคงรบกวนองครักษ์อย่างท่านต้องมายืนรอรับใช้ท่านอ๋องจนดึกดื่นข้าขออภัยอย่างยิ่ง พอดีข้าคุยกับท่านอ๋องเพลินไปหน่อย ท่านอ๋องคุยสนุกมากจนข้าถึงกับหลงลืมเวลา ข้าคงไม่รบกวนเ้าแล้ว"
"น้อมส่งคุณหนูขอรับ"
ฟ่านหนิงเหอมองตามหลังคุณหนูไป๋ลี่หรูจนคุณหนูคนงามและบ่าวรับใช้เดินจากไปจนลับสายตาเขา
"เฮอะ! ท่านอ๋องนี่นะคุยสนุก" เขาบ่นพึมพำอยู่คนเดียว
"เ้าไปไหนมา"
โจวจินเยว่ซึ่งบัดนี้มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา เอ่ยถามขึ้นเสียงดัง
"ก็แค่ไปดื่มสุรากับองค์ชายสี่"
"ใครอนุญาตให้เ้าออกไป"
"ทำไมต้องมีใครอนุญาตด้วยในเมื่อข้ากับองค์ชายสี่คุยกับถูกคอ ชอบร่ำสุราเช่นเดียวกันก็ย่อมต้องพบปะพูดคุยดื่มกินกันเป็เื่ธรรมดา และอีกอย่างนี่มันก็นอกเวลางานด้วย ข้าคงต้องขอตัว"
ฟ่านหนิงเหอเดินเซไปมาเล็กน้อยเมื่อเดินผ่านหน้าโจวจินเยว่ไป เขาพยายามลากขาตัวเองให้ถึงห้องนอน แต่ขาเข้ากรรมกลับพันกัน จนเขาล้มไปนอนกองกับพื้น
"โอ๊ย! ไอ้ขาบ้าเดินดี ๆ ไม่ได้หรือไง"
เขาบ่นและชี้ขาตัวเองที่ไม่ทำหน้าที่ให้ดี พยายามลุกขึ้น แต่ขากลับไม่มีแรงล้มลงไปบนพื้นอีกครั้ง โจวจินเยว่ที่เดินตามมาด้านหลังมาช่วยพยุงตัวเขาให้ลุกขึ้น
"เ้าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า"
"ท่านอ๋อง..ท่านไม่ต้องมาพูดกับข้า ไปพูดกับคุณหนูคนงามโน่นไป"
ฟ่านหนิงเหอสะบัดมือออก เมื่อโจวจินเยว่ปล่อยมือเขาจึงล้มลงไปบนพื้นอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับล้มลงไปนอนราบกับพื้น ลุกเท่าไหร่ก็ลุกไม่ขึ้น จึงตัดสินใจนอนมันเสียตรงนี้เลย เขาปิดเปลือกตาลงแล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา