พิธีศพของนายท่านผู้เฒ่าและคุณชายรองถูกจัดขึ้นด้วยความเร่งรีบฮูหยินผู้เฒ่าเป็ลมครั้งแล้วครั้งเล่าทุกคนในจวนต่างวุ่นวายอยู่กับงานศพไม่มีใครสนใจสตรีที่เพิ่งคลอดหลานคนแรกของตระกูลเลยสักนิดพวกเขาทำเพียงให้สาวใช้คอยดูแลฮูหยินน้อยและให้หมอมาตรวจดูอาการตลอดหลายวันที่มีการจัดพิธีศพจางจิ่วเม่ยรอคอยอยู่ในเรือนด้วยความร้อนใจนับั้แ่วันที่นางคลอดลูกสามีก็ไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลยเขาเพียงสั่งความมากับพ่อบ้านว่าร่างกายนางยังอ่อนแอไม่จำเป็ต้องออกไปร่วมพิธีศพให้รักษาตัวให้ดี
นางเหยียดยิ้มหยันเมื่อได้ฟังถ้อยคำที่เขาฝากมานี่ต้องเป็ความคิดของท่านแม่สามีเป็แน่หลังจากให้สาวใช้คนสนิทไปสืบข่าวจึงได้รู้ว่าตลอด่จัดพิธีศพญาติผู้น้องของเขามาอยู่เคียงข้างแม่สามีเสมอ คอยปลอบขวัญ คอยเอาใจคอยปรนนิบัติพัดวีทุกอย่าง นั่นมันเป็หน้าที่ของนางมิใช่หรือถึงนางจะเพิ่งคลอดบุตรก็สามารถทำหน้าที่นั้นได้แต่พวกเขากลับกันนางออกห่างจางจิ่วเม่ยพยายามไม่คิดในแง่ร้ายและรักษาตัวให้กลับมาแข็งแรงเพื่อที่จะได้ตั้งครรภ์อีกครั้งทว่าเหมือน์จะไม่เข้าข้างสักเท่าใดเมื่อหมอบอกว่าร่างกายของนางอ่อนแอมาก ควรงดเว้นการมีบุตรไปสักปีถึงสองปีเพื่อให้ร่างกายพร้อมกว่านี้
ครั้นได้ฟังสิ่งที่หมอผู้นั้นเอื้อนเอ่ยออกมาถ้วยน้ำชาก็ลอยละลิ่วเฉียดหน้าชายชราไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนางมองเขาอย่างกราดเกรี้ยว “เ้าพูดอีกทีสิเ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าข้าอาจจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก”
หมอชราคุกเข่าลงโดยพลันตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว “คะ คือว่า...ฮูหยินคลอดก่อนกำหนดจึงทำให้เส้นชีพจรพร่องไปหากได้รับการดูแลและบำรุงร่างกายสักหนึ่งปีก็สามารถตั้งครรภ์ได้อีกหากแต่ท่านรั้นจะปล่อยให้ตนมีครรภ์่นี้ จะเป็อันตรายทั้งแม่และลูกขอรับ”
จางจิ่วเม่ยแค่นเสียงฮึในลำคออย่างเ็าหนึ่งปีเช่นนั้นหรือ เวลานานถึงเพียงนั้นใครจะไปรอได้ มิหนำซ้ำยังได้ยินข่าวแว่วๆว่าญาติผู้น้องนางนั้นจะแต่งเข้าจวนทันทีที่เสร็จสิ้นพิธีศพของท่านพ่อสามีนางก็ยิ่งร้อนใจ แม้ตนอยากจะคัดค้านให้พวกเขาไว้ทุกข์เป็เวลาสามปีตามธรรมเนียมก่อนจึงค่อยจัดงานมงคลในจวนแต่ท่านแม่สามีคงไม่ยอมรับฟังแน่นอนหลี่หลิงฟาง้าหลานชายถึงเพียงนั้นมีหรือจะนิ่งนอนใจยิ่งบัดนี้ตระกูลหม่าเหลือเพียงหม่าจิ้งซิ่นคนเดียวด้วยแล้วไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะฟังคำของลูกสะใภ้อย่างนางแน่นอน
และแล้วก็เป็ดังคาดสามวันหลังจากเสร็จสิ้นพิธีศพหม่าจิ้งซิ่นก็รับเซี่ยเจียเฟยเข้ามาเป็อนุงานแต่งถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายฮูหยินผู้เฒ่ามีสีหน้าพอใจที่บุตรชายยอมทำตามคำขอร้องของตนแม้จะมีงานมงคลแต่บรรยากาศในจวนยังคงอึมครึมอยู่เช่นเดิมความเศร้าโศกยังแผ่กระจายไปทั่วจวน
จางจิ่วเม่ยมองเรือนหอหลังงามของเซี่ยอี๋เหนียง(อี๋เหนียงคือคำเรียกอนุภรรยา)ด้วยประกายตาวาวโรจน์นางถูกทุกคนในจวนปิดหูปิดตาโดยอ้างว่าร่างกายยังอ่อนแอและต้องดูแลบุตรีจึงสมควรอยู่แต่ในเรือนนั่นเป็เื่โกหกทั้งเพ พวกเขาแค่ไม่้าให้นางไปพังการแต่งงานในครั้งนี้ต่างหากนางรู้ดีว่าการรับอนุในครั้งนี้เป็เื่ฝืนใจของผู้เป็สามีเพียงใดบ่าวไพร่ในจวนต่างซุบซิบกันอย่างสนุกปากถึงเหตุผลในการรับเซี่ยเจียเฟยเข้าจวนหลี่หลิงฟางลงทุนแสดงละครฉากใหญ่ด้วยการขู่ว่าจะเอาหัวชนเสาให้ตายตามสามีไป หากบุตรชายไม่ยอมแต่งอนุนางก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไปตระกูลหม่ายังไร้ทายาทสืบสกุลมีหรือที่หม่าจิ้งซิ่นจะปฏิเสธความ้าของมารดาได้
หญิงสาวกลืนก้อนสะอื้นลงคอเก็บความเจ็บแค้นไว้ในอกแล้วกลับเรือนของตนไปถึงแม้หม่าจิ้งซิ่นจะรับอนุแต่ก็ไม่แน่ว่าสตรีผู้นั้นจะตั้งครรภ์เพราะบุรุษตระกูลหม่าขึ้นชื่อว่ามีลูกยากอยู่แล้ว เมื่อคิดตกก็กลับมาสงบใจได้ทว่าฉับพลันที่กลับมาถึงเรือนอารมณ์เกรี้ยวโกรธที่เคยสงบลงพลันปะทุขึ้นมาอีกครั้งยามได้ยินเสียงร้องไห้จ้าของทารกน้อยนางตวัดสายตามองตัวต้นเหตุที่ทำให้ตนต้องเสียสามีไปให้ผู้อื่น
“หุปปาก! จะแหกปากร้องอะไรกันนักกันหนา เพราะเ้าคนเดียวนางตัวซวยเอามันออกไปให้พ้นหน้าข้า”
ทารกน้อยเหมือนจะรับรู้ได้ถึงโทสะของมารดานางแผดเสียงร้องลั่น ถางรั่วเหวยรีบอุ้มเด็กน้อยออกไปอย่างรวดเร็วปากก็ปลอบประโลมคุณหนูไม่หยุดตลอดเวลาสิบกว่าวันนี้ั้แ่คุณหนูคลอดออกมายังไม่มีผู้ใดมาถามไถ่เลยสักนิดนางเข้าใจว่าใต้เท้าหม่าอาจจะยุ่งอยู่กับพิธีศพของบิดาและน้องชายจึงไม่มีเวลามาดูคุณหนูแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็เช่นนั้นถึงจะเสร็จสิ้นพิธีศพก็ยังไม่มีผู้ใดคิดจะมาดูคุณหนูอยู่ดีแม้แต่ผู้เป็มารดายังไม่ยอมให้เด็กน้อยดื่มนมของตนสักหยด บัดนี้คุณหนูน้อยของนางยังไม่มีชื่อและยังไม่ได้ถูกนำเข้าทำเนียบของตระกูลหม่าเลยด้วยซ้ำหากนางไม่มีน้ำนมเลี้ยงคุณหนูก็ไม่รู้ว่าเด็กน้อยที่น่าสงสารผู้นี้จะต้องทนหิวเพียงใดฮูหยินไม่ให้นางนำคุณหนูเข้ามาใกล้จึงให้เลี้ยงดูทารกน้อยอยู่ที่ห้องรับรองห้องหนึ่งของเรือน ซึ่งอยู่ห่างจากห้องนอนมากโขไม่ให้นำลูกไปใกล้ก็แล้วไปเถิดแต่เหตุใดจึงไม่จัดเตรียมเครื่องใช้ที่เหมาะกับเด็กทารกมาให้นางด้วย
ไม่เพียงผู้เป็มารดาเท่านั้นที่มองเด็กน้อยด้วยความรังเกียจแม้แต่บ่าวไพร่ในจวนก็ไม่มีผู้ใดอยากจะเข้าใกล้คุณหนูของนาง นางเพิ่งรู้มาว่าฮูหยินผู้เฒ่านั้นแท้จริงแล้วเป็พวกงมงายมากเพียงใดหลังสิ้นพิธีศพก็ตามนักพรตเข้ามาปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายในจวนตามคำยั่วยุของเซี่ยเจียเฟยนักพรตผู้นั้นพูดพร่ำสิ่งใดออกมาหลี่หลิงฟางก็ดูจะเชื่อไปเสียทุกอย่างเพียงหนึ่งประโยคที่นักพรตกล่าวออกมาคุณหนูของนางก็กลายเป็ที่รังเกียจของผู้คนทันใด
‘นางมีชะตาเป็ดาวหายนะ ดวงกาลกิณีโดยแท้เกิดมาเพื่อทำให้ผู้อื่นเจอแต่เื่เลวร้าย ผู้ใดเข้าใกล้ก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วยฮูหยินผู้เฒ่า ท่านต้องรีบหาสตรีที่มีพลังหยินบริสุทธิ์มาแต่งให้ใต้เท้าหม่าเพื่อปัดเป่าความโชคร้ายนี้ออกไปและหากสตรีผู้นั้นให้กำเนิดทายาทด้วยก็ยิ่งเป็การดีหลานผู้นั้นของท่านจะส่งเสริมให้ตระกูลหม่าเจริญรุ่งเรือง เื่ร้ายใดๆก็จะไม่เกิดกับตระกูลหม่าอีก หากเป็หญิงนางจะมีชะตาหงส์ หากเป็ชายเขาจะต้องยิ่งใหญ่ชื่อเสียงเกรียงไกล’
นี่เป็วาจาผายลมที่นักพรตผู้นั้นเอ่ยยามเจอนางและคุณหนูสิ้นคำกล่าวนั้นสายตาที่ฮูหยินผู้เฒ่ามองมามีเพียงความเกลียดชังส่วนใต้เท้าหม่านั้นมีเพียงความเฉยเมยยามมองบุตรสาวของตนทุกคนต่างกล่าวโทษว่าการที่พายุฝนโหมกระหน่ำราวกับเกิดอาเพศนั้นเกิดจากคุณหนูน้อยฟังแล้วนางอยากจะหัวเราะดังๆผู้ที่ไม่มีความรู้เช่นนางยังมองออกเลยว่านี่เป็เพียงแผนการร้ายของเซี่ยเจียเฟยทารกตัวเล็กๆ เช่นนี้ไหนเลยจะมีอิทธิฤทธิ์เรียกลมเรียกฝนได้กันเล่า ทว่าทุกคนในจวนสกุลหม่ากลับเชื่อน้ำคำของนักพรตเสียอย่างนั้นราวกับจะหาผู้รับผิดชอบต่อการตายของนายท่านผู้เฒ่าและคุณชายรองนางเห็นแล้วให้ปวดใจแทนคุณหนูยิ่งนัก
หลังจากนักพรตผู้นั้นกลับไปฮูหยินผู้เฒ่าก็นำชะตาเกิดของเซี่ยเจียเฟยไปตรวจดูปรากฏว่าดวงของนางตรงตามที่นักพรตผู้นั้นกล่าวไว้ไม่มีผิดเพี้ยนไปสักนิดดังนั้นหม่าจิ้งซิ่นจึงรับอนุเข้าเรือนหลังตามคำขอร้องของมารดาถึงแม้ทุกคนจะกล่าวหาว่าคุณหนูของนางเป็ตัวซวยก็เถอะแต่นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแม้แต่ผู้เป็บิดามารดาของเด็กน้อยก็คิดแบบนั้นด้วยจะดีจะร้ายอย่างไรนี่ก็คือบุตรีของพวกเขามิใช่หรือนอกจากจะไม่ปกป้องแล้วยังผลักไสอีกต่างหาก
“เรากลับห้องกันนะเ้าคะคุณหนูได้เวลานอนแล้ว” ถางรั่วเหวยอุ้มทารกน้อยกลับไปยังห้องนอนจากนั้นก็กล่อมเด็กน้อยให้หลับปุ๋ย
กลางดึกความโกลาหลวุ่นวายก็เกิดขึ้นเมื่ออยู่ๆจางจิ่วเม่ยเกิดล้มป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุ นางนอนซมไข้ขึ้นสูงปากก็เพ้อเรียกหาสามีไม่หยุดหม่าจิ้งซิ่นเร่งรุดมาหานางทันทีที่ทราบข่าวทิ้งอนุคนงามไว้ที่เรือนหลังจากเข้าหอไปได้เพียงไม่นานเขาปราดเข้ามานั่งข้างเตียงภรรยา เอื้อมมือไปแตะหน้าผากมนก่อนจะต้องชักมือกลับมาเมื่อพบว่าตัวนางร้อนราวกับไฟ
“มีใครไปตามหมอมารึยัง”เสียงถามเจือประกายโทสะบางเบา
ถึงแม้จะผิดหวังที่นางไม่สามารถคลอดบุตรชายให้ตนได้แต่ก็มิอาจเมินเฉยต่อภรรยายามเจ็บป่วยเช่นนี้ได้เหมือนกันอย่างไรเสียนางก็เป็สตรีที่เขาแต่งเข้าเรือนมาด้วยความรักตลอดหลายวันมานี้เขามัวแต่ยุ่งอยู่กับงานศพของบิดาและน้องชายไหนจะงานราชการที่ต้องเร่งสะสางอีกจึงได้ละเลยนางไปบ้างเื่รับอนุเขาก็ไม่ได้เห็นด้วยกับมารดาทว่าเมื่ออีกฝ่ายร่ำไห้ปานจะขาดใจขอให้ตนคิดถึงวงศ์ตระกูลให้มากๆเขาผู้ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็บุตรอกตัญญูจึงต้องแต่งญาติผู้น้องเข้ามา รู้ดีว่าเื่นี้ทำให้เม่ยเอ๋อร์ของเขาเสียใจมากแต่ก็ทำได้เพียงนิ่งเฉยไว้หากตนเผลอแสดงออกว่าไม่ปรารถนาเซี่ยเจียเฟยมากเพียงใดมารดาจะยิ่งเกลียดชังเม่ยเอ๋อร์มากขึ้นเท่านั้นกับบุตรสาวผู้นั้นเขาเห็นนางแค่ผิวเผิน แม้จะผิดหวังทว่าอย่างไรนางก็เป็ลูกแต่เพราะคำพูดของมารดาเขาจึงต้องเมินเฉยต่อบุตรีไปด้วย