“หลิน พี่รองานมาสองสามวันแล้วปกติเราไม่เคยเลทเลยนะ” น้ำเสียงของพี่เคฟังดูแข็งกระด้าง และดุมากกว่าปกติ ฉันเคยได้ยินน้ำเสียงโทนนี้ตอนเขากำลังอารมณ์ฉุนเฉียวไม่ได้ดั่งใจ ทั้งกับพนักงานหรือแม้แต่ลูกค้าที่เรียกร้องมากจนเกินขอบเขต แต่เขาไม่เคยต่อว่าฉันเลยสักครั้ง ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่เขาดูหัวเสียระคนผิดหวังเพราะฉัน “เราลืมไปแล้วเหรอว่าต้องเผื่อเวลาให้พี่แอพพรูฟ แต่นี่มันกระชั้นชิดจนแทบจะแตะเดธไลน์เข้าไปทุกที”
งานที่มีกำหนดส่งล่าช้าไป 2 วัน หนำซ้ำงานยังผิดพลาดหลายจุด เพราะเร่งรัดทำตลอดทั้งคืนแทบไม่ได้หลับสักงีบเดียว มันควรเสร็จก่อนหน้านี้ ฉันมีความรับผิดชอบเสมอมามันจึงเป็จุดแข็งที่พี่เคมอบหมายงานจากบริษัทใหญ่ให้รับผิดชอบเสมอ ด้วยความเชื่อมั่นในฝีมือและตรงต่อเวลา แต่ด้วยอาการป่วยทำฉันนอนซมสองวันเต็ม แม้หยิบงานขึ้นมาทำแต่ประสิทธิภาพก็ลดลงไปมาก ฉันจึงก้มหน้ายอมรับผิดแต่โดยดี
“หลินจะแก้แล้วรีบส่งให้พี่เคตรวจอีกรอบนะคะ”
“เอาตามนั้นก็ได้ แต่งานออกแบบ Co-Working Space ที่เคยคุยกันไว้พี่คงจะให้ต่อรับผิดชอบแทน”
“แต่หลินยังรับงานนั้นได้นะคะ” ฉันรีบบอก มันเป็งานออกแบบที่ฝันอยากทำมาตลอด คิดแบบแปลนแล้ว มีมูทแอนด์โทนเตรียมไว้ เหลือเพียงร่างออกมาเป็ฉบับร่างและนำเสนอลูกค้าเท่านั้น
“หลินเคลียร์งานนี้ให้เสร็จเถอะ”
“หลินอยากทำจริงๆ นะคะ หลินจะรีบแก้งานนี้แล้วเริ่มงาน Co-Working Space ทันที พี่เคให้หลินทำนะคะ”
พี่เคพ่นลมหายใจยาว เอนหลังชิดพนักพิงเก้าอี้ ฉันรู้ว่าคำข้อร้องนั้นคงทำเขาลำบากใจ แต่ฉันคงรู้สึกผิดกับตัวเองหากปล่อยให้งานนี้หลุดมือไป อีกอย่างฉันอยากลบภาพจำแย่ๆ ต่อความผิดพลาดครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
“ได้ไหมคะ” ฉันลองถามย้ำอีกครั้ง ส่งแววของความเว้าวอนผ่านน้ำเสียงในคราวเดียวกัน
พี่เคมองสบตา ชั่งใจนานหลายวินาทีก่อนเอ่ยปากตอบรับ ขณะที่ฉันลุ้นจนหายใจหายคอแทบไม่ทั่วท้อง
“อื้ม แต่พี่ขอเดทไลน์ไม่เกินวันที่อังคารหน้านะ”
“ได้เลยค่ะ” ฉันตอบรับอย่างกระตือรือร้น แล้วรีบขอตัวกลับ จากวันนี้ถึงวันอังคารมีเวลาแค่ 5 วัน ทั้งแก้แบบและขึ้นงานชิ้นใหม่ แม้จะยากแต่ต้องลองดูสักตั้ง
…
“ไนล์!” ฉันในิดเมื่อเห็นคนตัวสูงปรากฏกายตอนกำลังจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าจนไม่ได้สังเกตการเคลื่อนไหวด้านหลัง
“ยังไม่นอนอีกเหรอ”
“สมองฉันกำลังแล่นน่ะค่ะ” ฉันละจากงานตรงหน้าเพื่อหันไปตอบเขา
“เกือบจะตี 2 แล้ว เธอควรพักผ่อนได้แล้วนะ นอนดึกแบบนี้มากี่คืนแล้ว” ไนล์บอกพลางเวลาตั้งคำถาม
คนนอนดึกกำลังบ่นอีกคนที่นอนดึกกว่า
“งานฉันเร่งนี่คะ ที่ผ่านมาก็นอนดึกแบบนี้เป็ปกติ”
“แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกันนะ เธอควรพักผ่อนให้มากขึ้น”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะฉันแข็งแรงมาก อีกอย่างงานเกือบเสร็จแล้ว” ฉันรับรองกับเขา แล้วหันไปจดจ่อกับงานเมื่อครู่ต่อ ไนล์จึงเดินเลี่ยงไปยังครัวเพื่อหาน้ำดื่มดับกระหาย
“ลืมกินยาอีกแล้วเหรอ!” คำพูดประโยคนี้จองไนล์ทำฉันเสียวสันหลังวาบ เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับงานจนลืมพักผ่อน ครั้งที่ 3 แล้วที่ฉันลืมทานยาบำรุงตามคำสั่งของคุณหมอ
“ฉันมัวทำงานเพลินก็เลยลืมน่ะ” ฉันลุกจากที่นั่งหน้าโต๊ะเขียนแบบ แล้วเดินตรงไปที่ครัว เอื้อมมือไปหยิบยา แต่ไนล์กลับรวบมันไว้ในมือเสียก่อน สีหน้าบ่งบอกความไม่พอใจชัดเจน
“เธอทำงานอย่างบ้าคลั่งได้แต่อย่าลืมนึกถึงสุขภาพของตัวเองด้วยสิ” เขาดุด้วยท่าทางขึงขัง
“คุณกังวลเกินไปแล้วนะ” ฉันแบมือเพื่อขอยา แต่เขากลับปล่อยมือตกข้างตัวไม่ยอมคืนให้ “เอามาสิคะ ฉันกำลังจะกินอยู่นี่ไง”
“ดูเหมือนเธอไม่ได้ใส่ใจเด็กคนนี้เลย”
“แค่ลืมทานยาเองคุณก็กล่าวหาฉันแล้วเหรอ” ฉันเริ่มไม่สบอารมณ์บ้าง “มันเป็งานที่ฉันต้องรับผิดชอบทีคุณทำงานหามรุ่งหามค่ำได้ไม่เห็นเป็ไรเลยนี่คะ”
“ฉันไม่ได้กำลังท้องเหมือนเธอนะหลิน อย่าลืมสิ”
จริงของเขา แต่ใช่ว่าฉันอยากทำงานดึกๆ หามรุ่งหามค่ำแบบนี้เสียเมื่อไหร่กัน
“ฉันรู้ค่ะว่าอะไรเป็อะไร ต้องดูแลตัวเองยังไงบ้าง”
“เธอรู้ แต่อดหลับอดนอน ลืมกินยา บางครั้งก็ลืมแม้แต่จะกินข้าวให้ตรงเวลาด้วยซ้ำไป เพื่อเอาชนะผู้ชายคนเดียวที่ไม่เห็นคุณค่าของตัวเองแบบนั้นน่ะเหรอ” คำพูดของเขาจี้ตรงกลางใจดำเข้าอย่างจัง ฉันเชิดคอขึ้น วางมือแรงๆ บนเคาน์เตอร์ครัว
“คนแบบคุณเคยรู้สึกดีกับผู้หญิงคนไหนจริงๆ บ้างงั้นเหรอคะ” ไนล์ไม่ตอบ ฉันจึงพ่นสิ่งที่อัดอั้นในใจออกไป “คุณคงไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนสักคนมากพอจะอุทิศตัวเองเพื่อความรักหรอกถูกต้องไหม เพราะคุณมันก็แค่คนที่เห็นเพศตรงข้ามเป็เครื่องอำนวยความสุขทางกายให้ตัวเองชั่วครู่ชั่วยามแค่นั้น ไม่มีทางเข้าใจว่าความรักเป็ยังไงทำไมคนทั่วไปถึงสามารถทุ่มเทเพื่อคนที่เรารักได้” ฉันเน้นทุกถ้อยคำชัดเจน
ไนล์ถอนหายใจยาว ก้มหน้า กลืนน้ำลายดูอึดอัดไม่แพ้กัน
“เราไม่รู้จักกันดีพอนะหลิน” น้ำเสียงของเขาเหมือนจะต่อว่า และขีดเส้นกั้นระหว่างเราอย่างชัดเจน “เธอจะต่อว่าฉันยังไงก็ได้ตราบใดที่มันเป็ความจริง ไม่ใช่เื่ที่เธอคิดเองพูดเองเพราะอยากเอาชนะแบบนี้” ความขุ่นมัวในน้ำเสียงนั้นชัดเจนพอกับสีหน้าขุ่นเคืองของเขา “ฉันรู้ก็แล้วกันว่าความรักมันเป็ยังไง แต่ประเด็นก็คือเธอควรดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ถ้าไม่คิดถึงตัวเอง ก็คิดถึงเด็กบ้างฉันขอแค่นั้นไม่ได้คาดหวังอะไรจากเธอมากไปหรอกใช่ไหม”
ไนล์คืนยาให้โดยการวางมันทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์ ก่อนเบี่ยงร่างสูงเดินกลับไปยังห้องนอนของตัวเองแล้วปิดประตูตามหลัง
ฉันหลุบตา สูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกปวดศีรษะจี๊ด ทั้งรู้สึกผิด กดดันแถมหงุดหงิดในคราวเดียวกัน แม้รู้ดีว่าตัวเองเป็ฝ่ายผิดเพราะพูดมากเกินไปเกี่ยวกับเขา แต่ก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่สามารถบังคับให้ตัวเองพูดคำว่าขอโทษได้อยู่ดี
เมื่ออารมณ์เย็นลง ฉันจึงหย่อนยาเข้าปาก ดื่มน้ำตาม แล้วรวบรวมความกล้าเดินไปที่ประตูห้องของไนล์ ยกมือขึ้นหวังจะเรียกเขาเพื่อบอกคำขอโทษแต่ฐิติก็ยั้งมือไว้ ลดแขนลงข้างตัวแล้วเลือกจะขึ้นไปนอนในห้องบนชั้นลอยแล้วหลับถึงตอนสายของวันถัดมา
…
.
เอาล่ะสิ แหย่เสือหลับจนได้ เอาจริงๆ หลินรู้จักไนล์น้อยมากนะคะ
คงมีอีกหลายอย่างที่แต่ละฝ่ายเก็บซ่อนไว้ และจะค่อยๆ เผยออกมาทีละน้อย