“กรรร~~~”
จิ้งจอกหลังดำกางกรงเล็บ พร้อมดีดตัวกระโจนเข้ามาอย่างดุร้าย
ผมก้มตัวต่ำลงพร้อมยกโล่ป้องกันอยู่ข้างหน้า ดาบยาวทองแดงยื่นอยู่ด้านข้างโล่ ผมพยายามรักษาจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำที่สุด ทันใดนั้นเองผมรู้สึกได้ว่ารอบกายรู้สึกมีคลื่นลมวนเป็เกลียว เมื่อกรงเล็บของจิ้งจอกหลังดำฟาดใส่โล่ติดต่อกันสองครั้ง ประกายแสงสีฟ้าส่องสว่างพร้อมกับเสียงปะทะดังขึ้นสองครั้ง และดาเมจที่ได้รับน่าในัก
“3!”
“47!”
การป้องกันสำเร็จ!
“อ้ะ?” หลินเฉอประหลาดใจ“พี่เฉิน พี่เปิดใช้สกิลป้องกันนี้ได้ยังไงนะ? ผมลองหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งที่ลองเจ็บตัวทุกทีเลย”
“ดูเหมือนจะอยู่ที่ระดับความชำนาญนะ” ผมรู้สึกงุนงงเล็กน้อย จากนั้นพูดขึ้นว่า “ลองดูอีกสักสองสามครั้งก็น่าจะได้ละมั้ง อีกอย่างตอนตั้งรับให้ ลองพยายามลดจุดศูนย์ถ่วงของนาย แล้วหดตัวให้เหมือนลูกบอล โอกาสป้องกันสำเร็จก็จะมากขึ้น”
“โอเค!”
หวังจินไห่พูดขึ้น “การป้องกันนี้ค่อนข้างมีความสำคัญมากในอนาคต จากนี้ไม่ว่าจะฆ่าบอสหรือ PK ก็จะสามารถลดความเสียหายได้ในทันที”
ในขณะที่พยายามป้องกันอีกครั้ง ผมพูดขึ้นว่า “แต่การป้องกันนี้ก็มีข้อเสียเหมือนกันนะ เมื่อถูกโจมตีอย่างรวดเร็วห้าครั้งติดต่อกัน การป้องกันจะพังทลายลง และติดสถานะมึนงง 1 วินาที แถมยังได้รับความเสียหายอีกสามเท่า แทบจะตายต่อหน้าคนที่เล่นเลยล่ะ”
หลินเฉอพยักหน้า “ใช่ การป้องกันก็เป็ดาบสองคม ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้มันยังไง”
ในขณะนั้นเอง จิ้งจอกหลังดำตัวหนึ่งก็ล้มลงพร้อมกับเสียงร้องที่น่าเวทนา "ท่าด้า" อุปกรณ์ดรอปออกมาอีกหนึ่งชิ้น มันคือคันศรสีเขียวมันวาว เมื่อผมหยิบมันขึ้นมา ไม่นึกเลยว่ามันจะอาวุธระดับทองแดง!
【คันศรแห่งพงไพร】 (อุปกรณ์ระดับทองแดง)
พลังโจมตี: 13-20
ความว่องไว: +4
เลเวลที่สามารถใช้งานได้: 11
……
“ไม่เลวเลย ……” หลินเฉอพูดพลางยิ้มออกมา “นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะดรอปอาวุธออกมา โชคของพวกเราก็ถือว่าใช้ได้"
ผมโยนคันศรไปให้เขา พร้อมทั้งพูดว่า “ราวๆเที่ยงชื่อแดงคงถูกล้างแล้ว ถึงตอนนั้นพวกเราจะกลับไปที่หมู่บ้านกัน นายมีหน้าที่ขายธนูนี้ ทำเงินให้ได้มากที่สุด จะได้นำมาซื้อข้าวให้กับทุกคน ไม่งั้นทุกวันได้กินแต่โจ๊กกับผักดองแน่ นายลองดูหน้าแต่ละคนสิ ตอนนี้ดูไม่จืดเลย คนอื่นเห็นแวบเดียวก็รู้เลยว่าคนในทีมเทียนเสวี่ยนยากจน”
ต้าไห่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เดิมทีก็เป็กลุ่มที่ยากจนอยู่แล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรต้องอายเลย”
หลินเฉอหัวเราะเสียงดัง “โอเค โอเค เื่เงินปล่อยให้ผมจัดการเอง วางใจได้!"
“อื้ม"
ผมเหลือบดูระดับความชำนาญในช่องทักษะ ก่อนพูดว่า “ในกรณีที่มียาเพิ่มเืเพียงพอ ตอนที่เก็บเลเวลพยายามใช้สกิลต่างๆให้มากที่สุดด้วยล่ะ ซึ่งมันจะเพิ่มระดับความชำนาญของสกิลให้สูงขึ้นได้ และพลังของสกิลก็จะเพิ่มขึ้นด้วย อย่าขี้เหนียวเกินไป สกิลก็เป็ส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่ง”
“เข้าใจแล้ว”
ออกจากหมู่บ้านครั้งนี้ ทุกคนต่างซื้อยาฟื้นเื และยาฟื้นมานาจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งมันจะทำให้ความเร็วในการฟื้นฟูเืและมานาไม่ช้าอีกต่อไป อย่างน้อยก็เพียงพอที่จะฝึกฝนเก็บเลเวลได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่องล่ะนะ ดังนั้นไม่จำเป็ต้องขี้เหนียว
เมื่อถึงเวลาสิบโมงเช้า พื้นที่ของจิ้งจอกหลังดำก็ถูกพวกเรากวาดล้างจนหมดเกลี้ยง เมื่อเดินต่อไป หุบเขาที่เต็มไปด้วยหมอกก็ได้ปรากฎขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา ซึ่งทางเดินในหุบเขาเต็มไปด้วยหินกรวดขรุขระ ทั้งยังเห็นแสงไฟส่องสว่างเล็กน้อยที่พลิ้วไหวในระยะไกล พร้อมกับสุ้มเสียงก้าวเดินไปมา เมื่อพวกเราเดินเข้าไปใกล้ ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามันคือมอนสเตอร์เลเวล 15 แบดเจอร์หลังไฟ มันเป็สัตว์ดุร้ายที่มีความสูงเพียงครึ่งเมตร แถมตัวเล็กอย่างกับลูกสุนัข ใน่เวลาที่ความเกลียดชังถูกดึงดูดแล้วนั้น ขนทั้งตัวของมันตั้งตรงในทันที พร้อมกับแยกเขี้ยวพุ่งเข้ามา
พวกเราทุกคนต่างเลเวล 12 ตามแผนฆ่ามอนสเตอร์แบบก้าวะโแล้ว แบดเจอร์หลังไฟเลเวล 15 กำลังเหมาะทีเดียว อีกทั้งยังเป็มอนสเตอร์ระดับทองแดง ที่มีโอกาสดรอปไอเทมระดับทองแดง ผลผลิตของเหรียญทองแดงเองก็ดีเช่นกัน เมื่อแบดเจอร์หลังไฟถูกกระหน่ำจู่โจม สิ้นเสียงท่าด้า เหรียญทองแดงกว่า 20 เหรียญก็ถูกดรอปออกมา ตามอัตราส่วนสกุลเงินของเกมในปัจจุบันแล้ว ถือได้ว่าแบดเจอร์หลังไฟหนึ่งตัวสามารถดรอปเงินออกมาได้หนึ่งหยวน!
ใน่เวลา 11:30 น. ฝนสีทองโปรยปรายลงมา ผม หลินเฉอและต้าไห่ อัพเป็เลเวล 13 แล้ว ส่วนเลเวลของจางเหว่ยนั้นเพิ่มขึ้นเป็เลเวล 11 กำลังไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะออฟไลน์ออกจากเกม แบดเจอร์หลังไฟตัวนี้ได้ส่งเสียงอ้อนวอนขอความสงสารเมตตา ทว่าสุดท้ายก็ต้องกรีดร้องโหยหวน ดรอปอุปกรณ์ระดับทองแดงออกมาอีกชิ้น
【เกราะข้อมือหนาม】(อุปกรณ์ระดับทองแดง)
ประเภท: เกราะป้องกัน
พลังป้องกัน: 20
ความอดทน: +5
เลเวลที่สามารถใช้งานได้: 12
……
ผมดีใจมาก พลางกระแอมไอ ก่อนพูดว่า “พี่เหว่ย เราทั้งคู่สามารถสวมใส่อุปกรณ์ชิ้นนี้ได้ แต่พี่ให้ผมก่อนเถอะ หลังจากนี้ก็ยังมีโอกาสอีกมาก พี่คิดว่าไง”
จางเหว่ยพูดอย่างตรงไปตรงมา “ฉันสนใจไอเทมที่เพิ่มค่าดาเมจ แล้วอีกอย่างปริมาณเืฉันก็เยอะกว่านาย ไอเทมชิ้นนี้เพิ่มความอดทน นายเอาไปเถอะ!”
“อื้ม ขอบคุณนะพี่!”
ผมสวมใส่เกราะข้อมือทันที ทันใดนั้นเองเกราะข้อมือรูปหนามแหลมก็ปรากฎขึ้นที่มือทั้งสองข้างของผม พร้อมความหนักหน่วงที่สามารถรู้สึกได้ ทำให้พลังป้องกันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งเืก็เพิ่มขึ้นมาก อาชีพอัศวินได้ชื่อว่าเป็อาชีพที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุด การเติบโตของพลังชีวิต คือ 1.2 กล่าวคือเมื่อเพิ่มความอดทน 1 แต้มก็จะสามารถได้รับเืมากถึง 12 แต้ม หากเพิ่มความอดทน 5 แต้ม ผมก็จะได้รับเืเพิ่ม 60 แต้ม!
【จินซีเหอซี】 (อัศวินฝึกหัด)
เลเวล: 13
พลังโจมตี: 95-141
พลังป้องกัน: 95
ค่า HP: 1360
พลังปราณ: 100/100
ค่าความโชคดี: 1
ค่าความสำเร็จพิเศษ: 2
กำลังสู้รบ: 288
……
พลังป้องกันสูงถึง 95 แต้มน่ากลัวจริงๆ ชายคนหนึ่งสวมอุปกรณ์ทองแดงถึงสองชิ้น กำลังสู้รบก็พุ่งสูงขึ้น กำลังสู้รบ 288 แต้มนี้ทำให้ทิ้งห่างอันดับสองไปมากกว่า 30 แต้ม!
“ก่อนจากยังให้ของขวัญชิ้นใหญ่ ขอโทษด้วยจริงๆ”
ผมมองไปที่มือทั้งสองข้างด้วยความยินดี ก่อนจะปรายตามองชื่อของทุกคน ตอนนี้ไม่ใช่ชื่อสีแดงอีกแล้ว จากนั้นพูดว่า “กลับไปที่หมู่บ้านเริ่มต้นแล้วเติมเสบียงกันหน่อยเถอะ ให้ทุกคนเก็บ 50 เหรียญเงินไว้เพื่อซื้อยาฟื้นเืด้วย ส่วนที่เหลือมอบให้หลินเฉอ เขาจะขายเหรียญเกมเป็เงินสด”
หลินเฉอพยักหน้าอย่างยินดี “ไม่มีปัญหา!”
ระหว่างทางกลับไปที่หมู่บ้านเริ่มต้น ตลอดทางไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเราสี่คน ถึงแม้จะมีมอนสเตอร์โผล่ออกมา แต่ก็ไม่สามารถทำให้พวกเราเดือดร้อน หากพอเข้ามาจริงเพียงดาบเดียวก็จัดการได้แล้ว นั้นเพราะพลังโจมตีสูงถึง 141 แต้ม เมื่อสู้กับมอนสเตอร์เลเวลต่ำที่มีเกราะต่ำ แค่ใช้สกิลก็สามารถสังหารได้ด้วยดาบเดียว
ในเวลานี้เป็เวลาเที่ยงตรง หมู่บ้านเริ่มต้นยังคงคึกคักมีผู้เล่นเข้าออกอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
พวกเรากลายเป็จุดสนใจอีกครั้ง แม้ว่าครั้งนี้ทุกคนจะสวมกางเกงแล้ว ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นตะลึงคือทุกคนมีอุปกรณ์ครบครัน ถึงจะเป็เพียงชุดอุปกรณ์สีขาวก็เหอะ ซึ่งตัวละครแบบนี้พบเห็นได้ยากมากในหมู่บ้านเริ่มต้น โดยเฉพาะผู้เล่นอย่างผมที่มีอุปกรณ์สองชิ้นบนร่างที่เปล่งประกายสีทองแดง ที่มีเพียงคนเดียว
หลังจากเข้าไปในหมู่บ้าน ผมมุ่งตรงไปพบช่างตีเหล็กทันทีเพื่อซ่อมอุปกรณ์ จากนั้นก็ไปโรงประมูลพร้อมกับหลินเฉอ เพื่อขายคันธนูแห่งพงไพรชิ้นนี้
“พี่เฉิน ราคาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ?” หลินเฉอถาม
ผมกวาดสายตามองไปที่อุปกรณ์ในโรงประมูล ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็อุปกรณ์สีขาว ยกเว้นของที่ราคาสูงเสียดฟ้า ไอเทมชิ้นที่แพงที่สุดคือดาบยาวสีขาว ที่มีพลังโจมตี 8-14 เลเวล 12 ราคาขายคือ 10 เหรียญเงิน ตามอัตราส่วนสกุลเงินของเกมในปัจจุบัน 1 เหรียญเงินเท่ากับ 3 หยวน ดาบเล่มนี้ราคาอยู่ที่ประมาณ 30 หยวน ถือว่าไม่แพง ทว่าเห็นได้ชัดว่าคันศรแห่งพงไพรเทียบไม่ได้กับดาบสีขาวเล่มนี้ที่มันมีพลังโจมตีสูงถึง 20 แต้ม และความว่องไว 5 แต้ม ดังนั้นผมจึงเอ่ยว่า “ไม่ต้องขายแพงมาก แค่ 2 เหรียญทองก็พอ”
“โอเค”
ชั่วอึดใจต่อมา คันศรแห่งพงไพรก็ปรากฎขึ้นที่้าของรายการอุปกรณ์ในโรงประมูล ที่เป็อุปกรณ์ระดับทองแดงเพียงชิ้นเดียว จากนั้นหลินเฉอก็เหลือบมองไปที่ช่องเก็บของ ก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเรามีทั้งหมด 7 เหรียญทองและ 45 เหรียญเงิน ขายทั้งหมดนี้เลยไหมพี่?”
“ไม่ คนที่สามารถซื้อด้วยเหรียญทองจำนวนมากในครั้งเดียวมีไม่เยอะ เราจะแบ่งขาย ให้ขายครั้งละ 50 เหรียญเงินก็พอ จะได้ไม่เป็ปัญหามาก คนอื่น 1: 3 พวกเราแค่ 1: 2.5 ขอแค่ขายออกก็พอ เมื่อเลเวลของทุกคนเพิ่มขึ้น ราคาสกุลเงินในเกมก็จะลดลงทุกชั่วโมง เราไม่้ากำไรเพียงเล็กน้อยนั้นหรอก”
“โอเค รับทราบ!”
ในไม่ช้า เหรียญเงินที่ถูกแบ่งขายก็ปรากฎขึ้นในบ้านประมูล
“ออฟไลน์ พักผ่อนกัน”
“อื้ม!”
……
หลังจากออนไลน์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ทุกคนต่างเหนื่อยกันมาก หลังจากถอดหมวกเกม ใบหน้าจางเหว่ย และต้าไห่ดูเหนื่อยล้าเต็มทน หลินเฉอกับผมดีกว่าพวกเขานิดหน่อย จากนั้นก็รีบไปต้มน้ำทำมาม่าหนึ่งหม้อทันที แล้วทั้งสี่คนก็แบ่งกันกิน
“ออนไลน์อีกทีกี่โมงนะพี่?” หลินเฉอถาม
“นอนให้ได้หกชั่วโมง”
ผมดื่มซุปเสร็จแล้วพูดต่อว่า “ตั้งนาฬิกาปลุกตอน 6 โมงเย็น ตื่นให้ตรงเวลาล่ะ จากนั้นออกไปหาอะไรกินกันแล้วมาออนไลน์ตอนทุ่มตรง รวมตัวกันที่หมู่บ้านเริ่มต้น อย่านอนหลับเพลินล่ะ”
“โอเค!”
แต่ละคนต่างแยกย้ายกลับห้องเพื่อพักผ่อน หลังจากอาบน้ำเสร็จผมก็หลับทันทีที่หัวแตะถึงหมอน ระหว่างที่เข้าสู่ห้วงนิทรานั้น ฉากที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายก็ผ่านเข้ามา ผมเห็นตัวเองเมื่อครั้งยังเด็ก เห็นตัวเองที่อยู่ในชุดเครื่องแบบตำรวจ ทั้งยังมีสุ้มเสียงของเซี่ยอีหรานดังก้องอยู่ในหูของผม มันทั้งไพเราะและอบอุ่น ผมเริ่มจมลึกสู่ห้วงความฝันมากขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นผมเห็นตัวเองยืนอยู่บนเวทีการแข่งขันโกลเด้นลีกอีกครั้ง เห็นตัวเองสวมสัญลักษณ์ของกัปตันหยินหู แต่ละฉากในอดีต เป็นเหมือนตราประทับในความทรงจำ ที่ไม่สามารถลบมันออกได้
“พี่อีหราน……”
จู่ๆผมก็สะดุ้งตื่นจากความฝัน เมื่อลืมตาขึ้น ก็พบว่าตัวเองยังนั่งอยู่บนเตียง พลางหอบหายใจราวกับเห็นความไร้หนทางและความสับสนในอดีต มือสองข้างกำแน่นโดยไม่ได้ตั้งใจ พลันหัวใจรู้สึกเหมือนสูญเสียบางอย่างไป เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง น้ำในทะเลสาบไท่หูกำลังกระเพื่อมภายใต้แสงจันทร์ คลื่นน้ำซัดโครมเข้าหาชายฝั่ง ดวงตาเป็นสีแดงก่ำในทันที พร้อมทั้งพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัวว่า “กิลด์หนานเฟิง……” (กิลด์ลมใต้)
“กริ๊งๆ ๆ~~~”
นาฬิกาปลุกดังขึ้นตามเวลา ผมไม่รู้สึกง่วงอีก รีบล้างหน้าหน้าตาแต่งตัวอย่างรวดเร็ว แล้วเดินออกจากห้อง ซึ่งได้ก็พบจางเหว่ยและต้าไห่เดินออกมาจากห้องเช่นกัน ส่วนหลินเฉอนั้นอยู่ในห้องโถง เพิ่งถอดหมวกเกมออกพร้อมด้วยสีหน้าตื่นเต้น จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ พี่เฉิน เหรียญทองของพวกเราขายหมดแล้วนะ ได้มาทั้งหมด 1862 หยวนล่ะ ผมโอนทั้งหมดไปที่อลิเพลย์ของพี่แล้ว”
ผมเหลือบมองไปที่โทรศัพท์ แน่นอนว่ามีการแจ้งเตือนการโอนเข้ามา ทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเลยจริงๆ “คันศรแห่งพงไพรล่ะ?”
“เพิ่งวางบนชั้นไม่ถึงสิบนาทีก็ถูกซื้อไปแล้ว แล้วผมก็ขาย 2 เหรียญทองที่ได้มาแล้วด้วย แต่พี่พูดถูก พอถึงช่วงบ่าย สกุลเงินของเกมอ่อนค่าลงมากเหลือแค่ 1: 1 เอง ซึ่งเท่ากับหนึ่งเหรียญเงินแลกได้เพียงหนึ่งหยวนเอง”
“ไม่แปลก การทำเงินจากการขายเหรียญทอง เป็นรูปแบบการทำกำไรของสตูดิโอระดับต่ำที่สุดแล้ว”
ผมยิ้ม “ไปกันเถอะ ออกไปกินข้าวกัน!”
“โอเค!”
……
สิบนาทีต่อมา พวกเราก็ปรากฎตัวอยู่ที่ร้านอาหารจานด่วนในบริเวณใกล้เคียง ทุกคนเลือกอาหารชุดละ 30 หยวน ที่มีทั้งปลาและเนื้อ จางเหว่ยที่ได้เห็นอาหารตรงหน้าก็ตื่นเต้นมากจนน้ำตาไหล มือที่จับตะเกียบนั้นก็สั่นไม่หยุด “นี้พวกเรารวยแล้วเหรอ? ถึงเริ่มกินเนื้อแล้ว ……”
ทุกคนหัวเราะออกมา ในเสียงหัวเราะของพวกเขาทั้งเศร้าใจและผ่อนคลาย
ต้าไห่ตักข้าวกินอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมทั้งรู้สึกตื้นตันใจเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมา “เมื่อก่อนฉันเป็นนักเล่นมืออาชีพคนเดียวก็ไม่อะไร แต่พอมาถึงตอนนี้ฉันเพิ่งจะรู้ว่าเมื่อก่อนมันน่าเบื่อขนาดไหน บอส มีคนมากมายดูถูกผู้เล่นมืออาชีพที่หาเงินจากเกม พี่คิดว่า …เราควรดูถูกตัวเองมั้ย?”
ผมมองเขาอย่างลึกซึ้งแล้วพูดว่า “จำเอาไว้ ตอนนี้พวกเราคือคนหนุ่มสาวที่พยายามทำงานหนักเพื่อหาเงินเลี้ยงดูตัวเอง ไม่มีใครมีสิทธิมาดูถูกพวกเรา”
ต้าไห่ยกมือถูจมูก “คนหนุ่มสาวที่พยายามทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินเลี้ยงดูตัวเอง ประโยคนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอธิบาย สาวน้อยที่ก้าวสะดุดเลย?”
“พูดมากละ รีบกินไป!”
***************************
โปรดติดตามตอนต่อไป...