ผิดปกติ!
เกาผิงจ้องมองรอยแผลบนร่างงูหลามั์ด้วยความรู้สึกประหลาดใจระคนตกตะลึง
เขาพอมีความรู้เื่สัตว์อสูรอยู่บ้าง สัตว์อสูรนั้นต่างจากมนุษย์ที่เน้นฝึกฝนพลังปราณและอิทธิฤทธิ์ พวกมันเกิดมาพร้อมร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเหล็กไหล พลังที่ดูดซับเข้าไปส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้เสริมสร้างกายเนื้อ ดังนั้นแม้พลังเวทย์จะด้อยกว่ามนุษย์ขั้นเดียวกัน แต่ความอึดถึกทนนั้นเหนือกว่าหลายขุม
เมื่อครู่เขาแทงกระบี่ออกไป เดิมทีคิดว่าอย่างมากก็แค่สะกิดิัมันคันๆ แต่ผลปรากฏว่าเขากลับเจาะทะลุเกล็ดอันแข็งแกร่งของมันได้! แม้แผลจะเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับขนาดตัวมหึมาของมัน แต่มันก็คือแผล!
หรือว่า... ข้าเก่งขึ้น?
เป็ไปไม่ได้! เขาปฏิเสธความคิดนี้ทันที การบำเพ็ญเพียรของเขามาถึงทางตันแล้ว เว้นแต่จะทะลวงเข้าสู่ ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา ได้ ไม่อย่างนั้นพลังฝีมือแทบจะไม่มีทางพัฒนาแบบก้าวะโได้เลย
เว้นแต่ว่า...
สายฟ้าแลบแปลบปลาบเข้ามาในสมอง... ใช่แล้ว! ไอ้แซ่ซูนั่น!
ยังไม่ทันได้คิดต่อ หางงูั์ก็ฟาดขวางลำเข้ามา เขาหลบไม่ทันแน่ๆ นึกว่าต้องเจ็บตัวหนักเสียแล้ว ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตัวเบาหวิว เหมือนมีใครกระชากคอเสื้อเขาไปด้านหลัง หางงูเฉียดหน้าเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แรงลมที่พัดผ่านบาดผิวหน้าจนแสบร้อน เืลมในกายปั่นป่วน
เขาหันกลับไปมอง พบว่าเป็ผู้ฝึกตนวัยกลางคนคนนั้นที่จัดการปีศาจเสือเสร็จแล้ว และรีบพุ่งมาช่วยเขาไว้ทันเวลาพอดี
ด้วยระดับพลังที่เหนือกว่า ชายวัยกลางคนลงมือเพียงไม่กี่กระบวนท่า ก็บั่นคองูหลามั์จนขาดกระเด็น...
เมื่อปลอดภัยแล้ว เกาผิงจึงมีเวลาสำรวจความเปลี่ยนแปลงของพลังในร่างอย่างละเอียด
หากเปรียบพลังปราณของผู้ฝึกตน ขั้นสร้างรากฐาน เป็ดั่งลำธารในหุบเขาที่ไหลริน ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา ก็คือการรวบรวมลำธารเ่าั้ให้ไหลลงสู่ทะเลสาบในทะเลความรู้ เกิดเป็วัฏจักรพลังที่สมบูรณ์และต่อเนื่อง
เมื่อเขาเพ่งจิตตรวจสอบ ก็พบความผิดปกติบางอย่าง...
สายธารพลังปราณในชีพจรที่เคยขยายใหญ่จนถึงขีดสุด ตอนนี้กลับดู เล็กลง กว่าเดิมเล็กน้อย แต่ทว่า... มันกลับดูอัดแน่น เข้มข้น และบริสุทธิ์ขึ้นกว่าเดิมมาก! มิน่าล่ะ เมื่อครู่เขาถึงะเิพลังโจมตีได้รุนแรงกว่าปกติ!
เข้าใจแล้ว!
เกาผิงไม่ใช่คนโง่ เขาตระหนักได้ทันทีว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ต้องเกี่ยวข้องกับซูหยุนแน่นอน การที่ซูหยุนใช้พลังปราณบริสุทธิ์กระแทกใส่ร่างพวกเขาซ้ำๆ มันคือการช่วย ทุบ เพื่ออัดพลังของพวกเขาให้แน่นขึ้นและบริสุทธิ์ขึ้นนี่เอง!
ความละอายใจพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกอก... ข้า... ข้าเข้าใจท่านผู้ดูแลซูผิดไปจริงๆ...
พร้อมกันนั้น ความซาบซึ้งใจก็ท่วมท้น แม้วิธีการจะป่าเถื่อนไปหน่อย (ไม่หน่อยมั้ง) แต่คนที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องที่ไหน จะมายอมเสียสละเวลาและแรงกายช่วยขัดเกลาพลังให้พวกเขาขนาดนี้?
เขาหันไปมองเพื่อนร่วมทีม เห็นสีหน้าสำนึกผิดและซาบซึ้งใจของทุกคน ก็รู้ว่าทุกคนคิดเหมือนกัน
ชายวัยกลางคนมองดูเด็กพวกนี้ด้วยความงุนงง... ข้าแค่ช่วยฟันงูให้เฉยๆ พวกเอ็งจะมาทำหน้าซึ้งน้ำตาคลอเบ้าอะไรกันขนาดนั้น? เป็วัยรุ่นนี่อารมณ์อ่อนไหวจริงวุ้ย...
...
วันนี้ยอดเขาชุ่ยเวยดูเงียบเหงากว่าปกติ สาเหตุก็เพราะคนที่หนีไปรับภารกิจได้ก็ไปกันหมดแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่ถ้าไม่ใช่งานไม่ตรงสาย ก็เป็พวกปลงตกยอมรับชะตากรรม
จางซาน ย่องออกจากเรือนพักผู้ดูแลด้วยท่าทางมีพิรุธ เขาเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินยืดอกกลับถ้ำฝึกตนอย่างผู้ชนะ ในใจกระหยิ่มยิ้มย่อง... สายตาของข้าจางซานช่างเฉียบแหลมนัก! ท่านผู้ดูแลซูอาจจะดูเพี้ยนๆ แต่กับคนกันเองแล้ว ป๋า สุดๆ!
เขานึกถึงผลึกิญญาก้อนโตในอกเสื้อ แล้วปฏิญาณกับตัวเองว่าจะต้องกอดขาซูหยุนไว้ให้แน่นดั่งปลิงดูดเื!
เดินไปได้ไม่ไกล เสียงะโเกรี้ยวกราดก็ดังก้องกังวานไปทั่วยอดเขา "ซูหยุน! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!"
จางซานชะงักกึก สัญชาตญาณทำงานไวกว่าสมอง เขาะโสวนกลับไปทันที "ใครวะ! ไอ้หน้าไหนมันกล้าเรียกชื่อผู้ดูแลซูห้วนๆ วะ? อยากตายรึไง!"
วูบ!
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าจางซานในพริบตา สวมชุดศิษย์สายในเต็มยศ ดวงตาเย็นะเืจ้องมองเขา "เ้ามีปัญหา?"
พอเห็นหน้าคนมาใหม่ชัดๆ ขาของจางซานก็สั่นพั่บๆ แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น น้ำตาจะไหล...
พ่อแกสิ... เป็ศิษย์สายในผู้ทรงเกียรติแท้ๆ จะมาเดินเล่นแถวศิษย์สายนอกทำซากอะไรครับ!
เขาเปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มประจบสอพลอทันที "เอ่อ... ศิษย์พี่ท่านนี้... ท่านคงรู้สึกว่าข้าขวางหูขวางตาใช่ไหมขอรับ? ถ้าข้ามันน่ารำคาญ ข้าจะรีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลยขอรับ!"
คนผู้นั้นย่อมเป็ กัวเลี่ยง ที่หายหน้าหายตาไปหลายเดือน เขากำลังเดือดดาลสุดขีด ไม่มีอารมณ์มาเสวนากับมดปลวก จึงขยับปากพ่นคำเดียวสั้นๆ "ไสหัวไป!"
จางซานเหมือนได้รับอภัยโทษ รีบใส่เกียร์หมาวิ่งแน่บหายไปในดงไม้...
นับั้แ่วันที่กัวเลี่ยงถูกพบเป็ศพ... เอ้ย ถูกพบสลบไสลอยู่ในสำนัก เขาก็เก็บตัวเงียบกริบ
ไอ้เื่าเ็น่ะข้ออ้าง หลักๆ คืออายจนไม่กล้าสู้หน้าคน โดนล้อกันทั่วบ้านทั่วเมือง แถมเื่รู้ไปถึงหูอาจารย์ โดนด่ายับจนหูชา
เขาอุดอู้อยู่ในถ้ำหลายเดือน รอจนกระแสซาลง ก็รีบบุกมาที่นี่ทันที ความแค้นนี้ต้องชำระ!
ตอนนี้เขารู้แจ้งแล้วว่าโดนซูหยุนต้มจนสุก ถ้าแค่ประลองแพ้ เขายังพอยอมรับได้ว่าฝีมือไม่ถึง แต่การที่ซูหยุนเล่นปล้นสด รูดทรัพย์เขาจนหมดตัว ทั้งผลึกิญญา ทั้งยาวิเศษ มันหยามเกียรติกันเกินไป! พฤติกรรมต่ำตมแบบนี้ มันเปิดโลกทัศน์ด้านความเลวร้ายให้เขาใหม่เลยทีเดียว
เขากำลังจะแหกปากะโเรียกอีกรอบ แต่จู่ๆ ร่างหนึ่งก็แวบมาอยู่ตรงหน้า ทำหน้าตากวนประสาท พร้อมน้ำเสียงห่วงใย (ปลอมๆ) "อ้าว? ศิษย์พี่กัวนั่นเอง! ลมอะไรหอบมาเนี่ย? หายดีแล้วเหรอ?"
เจอ คำถามแทงใจดำ 3 ดอก เข้าไป หน้าของกัวเลี่ยงก็แดงก่ำจนแทบจะหยดเป็เื กัดฟันกรอด "ดี! ดีมาก! เ้าพัฒนาเร็วดีนี่ ไม่ต้องให้ข้ากดพลังลงไปสู้ด้วยแล้ว! มา! มาสู้กันอีกรอบ!"
ซูหยุนทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์ดุจผ้าขาว "อ้าว? ทำไมต้องสู้กันอีกด้วยล่ะ? ข้าย้ายออกมาจากถ้ำนั้นแล้วนะ ถ้าศิษย์พี่อยากได้ก็ไปยึดเอาสิ จะมาหาเื่ข้าทำไม?"
กัวเลี่ยงเป็คนหยิ่งในศักดิ์ศรี จะให้บอกว่า เอาเงินข้าคืนมา ก็กระดากปาก เขาแค่นเสียง "เื่นั้นข้าไม่สน! วันนี้เ้าต้องสู้!"
พูดจบก็ก้าวเท้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว แรงกดดันอันมหาศาลแผ่พุ่งออกมา ปกคลุมร่างซูหยุนไว้ แม้แต่ศิษย์สายนอกที่แอบมุงดูอยู่ไกลๆ ยังรู้สึกหายใจติดขัด
เหล่าศิษย์เริ่มกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้น
"เฮ้ยๆ ศิษย์พี่คนนี้ดูโหดว่ะ ผู้ดูแลซูซวยแน่!"
"สมน้ำหน้า! เที่ยวรังแกคนไปทั่ว กรรมตามทันแล้วไง!"
"นั่นสิ นิสัยแบบนั้นคงไปสร้างศัตรูไว้เยอะ อยู่ข้างในไม่ได้เลยต้องหนีมาที่นี่ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ฮ่าๆๆ!"
ท่ามกลางความสะใจ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา "เดี๋ยวนะ... พวกเราโลกสวยไปรึเปล่า? ตอน ขั้นสร้างรากฐาน มันยังกดพวกเราจมดินได้ ตอนนี้มัน ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา แล้วนะเว้ย..."
ทุกคนชะงักกึก... เออว่ะ... ลืมคิดไปเลย...
ซูหยุนยืนนิ่งไม่สะทกสะท้านกับแรงกดดันของกัวเลี่ยง สีหน้าเปลี่ยนจากแบ๊วเป็จริงจัง "ศิษย์พี่กัวจะเอาจริงดิ?"
"หุบปาก! จะสู้ไม่สู้!"
"ก็ได้ๆ!" ซูหยุนถูมือไปมา สีหน้าเริ่มขัดเขิน "งั้น... เรามาวางเดิมพันกันหน่อยไหม?"
กัวเลี่ยงเห็นท่าทางคุ้นตานั้นก็ระแวงขึ้นมาทันที "เดิมพันอะไร?"
"คืออย่างงี้... ่นี้ศิษย์น้องใช้จ่ายไปเยอะ กระเป๋าแฟบไปหน่อย เอาเป็ว่าเดิมพัน ผลึกิญญา 500 ก้อน เป็ไง? ถ้าศิษย์พี่ไม่ตกลง ข้าก็ไม่สู้ ยอมยืนให้ท่านทุบจนตายตรงนี้แหละ!"
กัวเลี่ยงลมออกหู เืลมตีกลับจนเกือบกระอัก เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าไอ้ ระดับผลัดเปลี่ยนกายา ของซูหยุนมันมาจากไหน... สมบัติของข้า! เงินของข้า! มันเอาไปผลาญหมดแล้ว!
เขาข่มความโกรธ อยากจะกระทืบไอ้เด็กเวรนี่ให้จมดินเต็มแก่ จึงพยักหน้าส่งๆ "ตกลง! เดิมพันก็เดิมพัน!"
ซูหยุนตาเป็ประกาย ยกนิ้วโป้งให้ "เยี่ยม! ศิษย์พี่กัวป๋าจริงๆ! งั้นรอแป๊บ ข้าไปตามพี่หวังมาเป็พยาน..."
"ไม่ต้อง!" กัวเลี่ยงตะคอก เขาไม่อยากฟังซูหยุนพล่ามอีกแม้แต่คำเดียว "ข้ากัวเลี่ยงพูดคำไหนคำนั้น!"
กลัวว่าซูหยุนจะหาเื่ถ่วงเวลาอีก กัวเลี่ยงเร่งพลังขึ้นอีกระดับ แล้วตะปบกรงเล็บเข้าใส่ซูหยุนทันที...
พลังระดับ ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา่ปลาย เต็มสูบ!
ดวงตาซูหยุนทอประกายวาวโรจน์ เขารู้ดีว่าด้วยอานิสงส์ของ โม่หิน พลังของเขาไม่สามารถวัดด้วยเกณฑ์ปกติได้ แต่ขีดจำกัดจริงๆ มันอยู่ที่ไหน... วันนี้ขอใช้ศิษย์พี่กัวเป็เครื่องทดสอบหน่อยเถอะ!
ในระดับผลัดเปลี่ยนกายา ผู้ฝึกตนยังไม่เน้นใช้อิทธิฤทธิ์ แต่จะวัดกันที่ความหนาแน่นและการควบคุมพลังปราณ ซูหยุนััได้ว่าพลังของกัวเลี่ยงเหมือนคลื่นมหาสมุทรที่ถาโถมเข้ามาลูกแล้วลูกเล่า ไม่ขาดสาย สมกับที่เป็่ปลาย พลังกายและพลังปราณผสานกันได้อย่างลงตัว การควบคุมเหนือชั้นกว่าเขามาก
จิตต่อสู้ลุกโชน! ซูหยุนเกร็งพลัง แสงสว่างวาบขึ้นที่ฝ่ามือ เขาซัดฝ่ามือสวนกลับไปปะทะกับกรงเล็บของกัวเลี่ยงตรงๆ!
ถ้าพลังของกัวเลี่ยงคือคลื่นมหาสมุทรที่บ้าคลั่ง... พลังของซูหยุนก็คือโขดหินั์ที่ปักหลักมั่นคง ไม่ว่าคลื่นจะแรงแค่ไหน ก็ไม่อาจทำให้มันสั่นคลอน!
กัวเลี่ยงใที่ซูหยุนต้านทานพลังของเขาได้ จึงกัดฟันเร่งพลังคลื่นให้สูงขึ้นอีก คิดจะใช้พลังที่เหนือกว่าบดขยี้ซูหยุนให้แหลกคาเมือ!
ปัง!!!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว คลื่นกระแทกที่มองไม่เห็นะเิออกรอบทิศทาง!
ศิษย์สายนอกที่แอบดูอยู่ใกล้ๆ ถูกแรงลมพัดจนตัวปลิวถอยหลังไปหลายวา ล้มลุกคลุกคลานด้วยความตื่นตระหนก... สัตว์ประหลาด! สองคนนี้มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!
เมื่อฝุ่นควันจางลง ภาพตรงหน้าก็ปรากฏชัด
ซูหยุนยืนไพล่หลังนิ่งสนิท มองดูกัวเลี่ยงด้วยสายตา... รู้สึกผิด?
ส่วนกัวเลี่ยงยังคงค้างอยู่ในท่าปล่อยกรงเล็บ แต่ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มเหมือนเ้าเข้า หน้าอกอัดอั้นจนทนไม่ไหว
"อั่ก!"
เืสดๆ พุ่งออกจากปากเป็ฝอย ก่อนที่โลกจะหมุนติ้ว และสติของเขาก็ดับวูบไป...
แต่ก่อนจะล้มลง เขาแว่วเสียงปีศาจกระซิบข้างหู "ศิษย์พี่กัว... เป็ลมส่วนเป็ลม แต่ห้ามเบี้ยวหนี้นะจ๊ะ..."
ร่างของกัวเลี่ยงกระแทกพื้นดังตุ้บ ซูหยุนรีบส่งจิตกวาดไปทั่วร่างอีกฝ่าย พอไม่เจอถุงสมบัติ สีหน้าเขาก็ยิ่งดูเศร้าสลด
"เฮ้อ... วันหลังต้องเบามือหน่อยแล้วสิ... แต่ว่า... แล้วค่าเสียเวลาของป๋าซูล่ะจะทำยังไง?"
เขาทำหน้ากลุ้มใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะสว่างวาบ
ปิ๊ง! คิดออกแล้ว!
ตัวไม่พกมา... งั้นมันก็ต้องซ่อนอยู่ในถ้ำสินะ! ในเมื่อเ้าไม่พกมาจ่าย งั้นข้าก็ต้องลำบากไปเอาเองที่ถ้ำของเ้าสินะ! หึๆๆ