บทที่ 45 จงไปเรียน ข้าเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ข้ามีเงิน! (รีไรต์)
ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ สื่อไห่ถังกับสวี่ซิ่วอิงกลับมาจากเชิงเขาพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยเห็ดและผักป่า พวกนางล้างทำความสะอาดแล้วเตรียมทำอาหารเย็น
แม่เฒ่าฉินบอกให้สือไห่ถังจับแม่ไก่มาตัวหนึ่ง แล้วนำไปตุ๋นกับเห็ดเป็นน้ำแกงไก่ตุ๋นเห็ด ส่วนสวี่ซิ่วอิงนำแป้งสาลีออกมาผสมกับน้ำ แล้วทำเป็นผักชุบแป้งทอด
เมื่อฉินเยาเยาเห็นว่าท่านแม่ของนางว่างแล้ว จึงส่งเสียงอ้อแอ้ใส่ อยากให้อุ้ม สวี่ซิ่วอิงจึงอุ้มนางแล้วนั่งยอง ๆ ข้างเตาไฟ ช่วยสือไห่ถังทำอาหาร
ตอนที่สวี่ซิ่วอิงเปิดฝาหม้อดูไก่ตุ๋น ฉินเยาเยาก็แอบหย่อนไข่ไก่ลงไปในหม้อสิบกว่าฟอง
น้ำแกงไก่ตุ๋นเห็ดส่งกลิ่นหอมอบอวล กลายเป็นน้ำแกงไก่ตุ๋นเห็ดพร้อมไข่ไก่อีกสิบกว่าฟอง
สวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังมองหน้ากัน พวกนางชินกับเรื่องเช่นนี้ไปแล้ว จึงอุ้มฉินเยาเยาไปให้แม่เฒ่าฉิน จากนั้นก็เริ่มยกอาหารไปวางบนโต๊ะ
ไม่นาน สมาชิกคนอื่น ๆ ในก็ทยอยกันกลับมา
บนโต๊ะอาหาร ฉินเหล่าซื่อเล่าเรื่องที่ฉินลิ่งหมิงวิ่งไล่กระต่ายตัวหนึ่งจนพลัดตกลงไปในบ่อโคลนที่เชิงเขา เขาใช้ความพยายามอยู่นาน กว่าจะดึงตัวลิ่งหมิงขึ้นมาได้ ทำเอาทุกคนพากันหัวเราะลั่น
ฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉินก็หัวเราะเยาะพี่ชายด้วย
แม่เฒ่าฉินมองดูหลานชายคนโตฉินลิ่งอวี่ที่สุภาพอ่อนโยน ฉินลิ่งหมิงหลานชายคนที่สองที่กล้าหาญและรอบคอบ รวมไปถึงหลานชายคนอื่น ๆ ที่ร่าเริงซุกซน นางจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่
“ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะส่งพวกเด็ก ๆ ไปเรียนหนังสือในอำเภอ”
ทันทีที่แม่เฒ่าฉินพูดจบ โต๊ะอาหารก็เงียบลงทันที
ทุกคนต่างมองแม่เฒ่าฉินด้วยความประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงพูดเช่นนั้น
เพราะตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะตั้งตัวได้ แม้ว่าจะไม่ถึงกับอดอยาก แต่การเรียนหนังสือต้องใช้เงินมาก เป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับครอบครัว
เฝิงเสี่ยวฮวาเป็นคนแรกที่คัดค้าน “พวกเขาเป็นถงเซิงแล้ว เหตุใดต้องไปเรียนต่ออีก การเรียนต้องใช้เงินมากมายเลยนะเจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินมองเฝิงเสี่ยวฮวา “ตั้งแต่พวกเราตั้งรกรากที่นี่ ข้าไม่เคยเห็นเจ้าพูดอะไรเลย แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้เสนอหน้าออกมาล่ะ”
“ท่านแม่ ข้า...” เฝิงเสี่ยวฮวาอ้ำอึ้งสองสามครั้ง สุดท้ายก็ปิดปากเงียบ ไม่พูดอะไรออกมาอีก
คนอื่น ๆ ต่างก็จ้องมองนางด้วยแววตาฉงน
หากเป็นเมื่อก่อน นางคงลุกขึ้นโวยวายไปแล้ว แต่ครั้งนี้นางกลับยอมเงียบแต่โดยดี นี่ไม่ใช่นางเลย
นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เฝิงเสี่ยวฮวาก็ไม่ค่อยออกไปไหน ไม่ค่อยพูดค่อยจา ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
การกระทำที่แปลกประหลาดของนาง ทำให้ทุกคนในครอบครัวรู้สึกสงสัยอยู่ในใจ แม้แต่ฉินเหล่าเอ้อร์ยังเคยแอบถามนางว่า เกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้คำตอบ
“ท่านแม่ ข้าว่าถ้าส่งพวกเด็ก ๆ ไปเรียนพร้อมกัน เงินที่เรามีอยู่คงไม่พอ ข้าเสนอให้ส่งแค่ลิ่งอวี่ไปก่อนเถิดขอรับ” ฉินเหล่าซานเสนอด้วยความระมัดระวัง
คนอื่น ๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย
แม้พวกเขาจะทราบว่า ในมือของท่านแม่มีเงินที่ได้จากการขายโสมอยู่มาก แต่ถ้าต้องส่งลูกหลานทั้งห้าคนเรียนพร้อมกัน เกรงว่าจะไม่พอ
“ท่านย่า พวกข้ายังเด็กนัก ส่งพี่ใหญ่ไปเรียนก่อนเถิดขอรับ รอให้พี่ใหญ่สอบจอหงวนได้ แล้วค่อยให้พี่ใหญ่ส่งพวกเราเรียนต่อ” ฉินลิ่งอันเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
ฉินลิ่งอวี่วางชามข้าวลง แล้วกล่าวว่า “ท่านย่า พวกเราเพิ่งมาลงหลักปักฐานที่นี่ ยังไม่ค่อยมั่นคงนัก ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องใช้เงิน รายได้จากในที่นากับบนเขาก็ยังไม่ได้ รอให้ถึงปีหน้า ความเป็นอยู่พวกเรามั่นคงแล้ว ค่อยไปก็ยังไม่สายขอรับ”
“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดอันใดแล้ว ข้าตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้เราจะไปดูสำนักเรียนในอำเภอกัน ถ้าไม่ติดขัดข้องอะไร ก็ให้พวกเจ้าเข้าเรียนเลย อีกหนึ่งเดือนก็จะถึงตรุษจีนพอดี”
“ส่วนเรื่องค่าเล่าเรียนไม่ต้องห่วง ข้ารับรองว่าอย่างน้อย ๆ ก็มีพอสำหรับเรียนหนึ่งปี การที่ครอบครัวเราจะตั้งรกรากที่นี่ได้อย่างมั่นคง เพียงแค่หวังพึ่งพืชผลในไร่นาและน้ำใจจากชาวบ้านนั้นไม่เพียงพอ ต้องหาวิธีเลี้ยงชีพอื่น ๆ และการศึกษาเล่าเรียนก็เป็นหนทางหนึ่ง”
“พวกเจ้าพอมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้างแล้ว ตอนที่อยู่ชายแดน พวกเจ้าได้เรียนหนังสือมาบ้างแล้ว หากพวกเจ้าตั้งใจเรียน ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะต้องประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิ่งอวี่ เจ้ามีพรสวรรค์ด้านการเรียนมาก หากเรียนอีกสองสามปีรับรองว่าสอบซิ่วไฉได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นครอบครัวของเราถึงจะเรียกว่ามั่นคงได้อย่างแท้จริง”
ทุกต่างก็เห็นด้วย “ท่านแม่พูดถูกแล้ว พวกเขาควรจะได้เรียนหนังสือ พวกเราจะทำงานหาเงินส่งเสียเอง”
เฉินฮั่นหลินพูดเสริม “พวกเจ้าไปเรียนเถิด เรื่องเงินไม่ต้องกังวล ถึงแม้เงินที่ข้านำติดตัวมาจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็มากพอที่จะส่งเสียพวกเจ้าจนกว่าจะสอบซิ่วไฉได้”
หลี่อันวางตั๋วเงินปึกใหญ่บนโต๊ะเสียงดังปัง แล้วกล่าวอย่างองอาจ
“ไปเรียนกันเถิด เงินทองไม่ใช่ปัญหา!”
หลังจากที่อำเภอจี้โจวแตก พวกเขาก็ติดตามครอบครัวฉินมาโดยตลอด ครอบครัวฉินดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี ไม่เคยรังเกียจที่พวกเขาเป็นคนต่างถิ่น โดยเฉพาะหลี่อัน ไม่ว่าเขาจะทำเรื่องไร้สาระ หรือสร้างความวุ่นวายเพียงใด คนในครอบครัวฉินไม่เคยแสดงอาการไม่พอใจ พวกเขาจึงรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวฉินไปแล้ว
แม่เฒ่าฉินยิ้มอย่างอ่อนโยน ไม่ได้ขัดอะไร เพียงแต่ดันตั๋วเงินของพวกเขากลับไป
ในใจของนาง นางถือว่าหลี่อันเป็นพี่ชาย และถือว่าฮั่นหลินเป็นลูกชายของตนไปแล้ว
“พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป เรื่องค่าเล่าเรียนไม่ต้องห่วง ในบ้านเรายังมีเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งอยู่ตั้งสองคน”
เมื่อหลี่อันได้ยินดังนั้นก็รีบเอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “ใช่ ๆ ๆ ข้าคือเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง พวกเจ้าตั้งใจเรียนหนังสือไปเถอะ สอบเป็นซิ่วไฉกันให้ได้ เทพเจ้าแห่งโชคลาภผู้นี้จะได้ชื่นใจ”
“ท่านย่า ท่านปู่หลี่ ท่านอาฮั่นหลิน…”
ฉินลิ่งอวี่น้ำตาคลอเบ้า เขาสูดหายใจลึก แล้วลุกขึ้นโค้งคำนับผู้อาวุโสทุกคน
“ท่านย่า ท่านปู่หลี่ ท่านอาฮั่นหลิน โปรดวางใจ ข้าจะตั้งใจเล่าเรียน และจะดูแลน้อง ๆ ให้ดี ข้าสัญญาว่าจะสอบจอหงวนให้ได้ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลขอรับ”
หลี่อันเผยรอยยิ้มออกมา แล้วกล่าวว่า “ดีมาก ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตั้งใจเล่าเรียน เรื่องอื่นพวกเจ้าไม่ต้องกังวล”
“เด็กดี ปู่หลี่อันพูดถูกแล้ว พวกเจ้าคนไหนถึงวัยเล่าเรียนก็ตั้งใจเล่าเรียนไป คนไหนยังอยากเล่นก็เล่นไป เรื่องในบ้านยังไม่ถึงคราวที่พวกเจ้าจะต้องกังวล” แม่เฒ่าฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เห็นเรื่องเรียนของเด็ก ๆ ตกลงกันได้แล้ว นางอดไม่ได้ที่จะลากฉินลิ่งอวี่กับฉินลิ่งเฟิงสองพี่มาเจรจา
“ลูกเอ๋ย พวกเราสอบผ่านเป็นถงเซิงแล้ว ไม่เห็นต้องไปเรียนต่อเลย ทั้งยังไม่ต้องไปสองซิ่วไฉด้วย มิเช่นนั้นก็จะเป็นเหมือนลุงใหญ่ของพวกเจ้าพอสอบซิ่วไฉได้ก็หายเงียบไปเลย โอ๊ย!”