ตอนที่170 มานี่เสวี่ยน้อย
“ปล่อยมันเถอะค่ะมันเป็นสัตว์เลี้ยงของฉันเอง เพิ่งพบกันเมื่อวานนี้”
ณิชานึกขำกับท่าทางโมโหของสามีที่ไม่พอใจกระต่ายน้อยของตนโดยเธอคิดว่าเขาคงหึงหวงอย่างไม่มีเหตุผล ทว่าท่าทางของเขากลับทำให้เธอรู้สึกขบขันจนอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“ณิชาครับมันเป็นตัวอะไรกันแน่?ทำไมถึงพูดภาษาคนได้ละครับ?”
จ้าวหลงเหลือบมองภรรยาพลางปรับท่าทีตนเองใหม่ให้เหมาะสมก่อนสอบถามเธอด้วยความสงสัยใคร่รู้
ณิชาเดินไปรับตัวกระต่ายน้อยจากมือสามีมาอุ้มไว้พร้อมกับบอกเขาตามจริงว่า
“มันเป็นสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์กระต่ายมีชื่อว่าเสวี่ยน้อยค่ะ ฉันรู้สึกถูกชะตามันก็เลยเลี้ยงไว้มันมีทักษะพิเศษเรื่องจมูกไวด้วยนะคะ บางทีอาจช่วยพวกเราตามหาสมบัติได้”
เสวี่ยน้อยได้ยินคำชมจากณิชาทำให้มั่นนั่งกอดอกยืดตัวขึ้นอย่างภาคภูมิใจบนฝ่ามือของณิชา โดยมันยักคิ้วเลียนแบบท่าทางของคนที่เคยพบเห็นมาก่อนจึงตั้งใจทำล้อเลียนจ้าวหลงโดยตรง
จ้าวหลงถลึงตาใส่เสวี่ยน้อยด้วยความหมั่นไส้เขารู้ตัวแล้วว่าไม่ควรทำร้ายสัตว์เลี้ยงของภรรยา จึงแสดงออกทางสายตาแทน
“เขาเป็นสามีของฉันเองต่อไปเขาก็เป็นเพื่อนเจ้าเหมือนกันนะ เข้าใจไหมเสวี่ยน้อย?”
ณิชาบอกกระต่ายน้อยด้วยน้ำเสียงเข้มงวดเพราะไม่อยากให้มันแสดงท่าทางไม่เป็นมิตรกับสามีรวมทั้งพฤติกรรมที่มันทำเลียนแบบมนุษย์ซึ่งเธอไม่ชื่นชอบเท่าใดนัก
“รู้แล้วน่าเหยาเหยาเจ้าชื่อว่าอะไรละ? พบกันคราหน้าข้าจะได้เรียกถูก”
เสวี่ยน้อยรับรู้น้ำเสียงได้ทันทีว่าหญิงสาวไม่ชอบใจพฤติกรรมของมันจึงรีบปรับเปลี่ยนท่าทีและถามชื่อจ้าวหลงด้วยความอยากรู้
ด้านจ้าวหลงที่เห็นว่ากระต่ายน้อยไม่ได้มีพิษภัยใดเพียงแต่มันออกจะดื้อและซนมากไปเท่านั้น ทำให้เขาให้อภัยมันและตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า
“ชื่อจ้าวหลงเรียกจ้าวหลง ไม่ต้องเรียกเสี่ยวหลง.....เข้าใจไหม?”
จ้าวหลงเหล่ตามองและเห็นว่ากระต่ายน้อยกำลังอ้าปากเรียกชื่อตนเองตามคำกล่าวแนะนำตัวจึงพูดดักคอมันอย่างรู้เท่าทัน
“อุบ!.....จ้าวหลง เข้าใจแล้ว”เสวี่ยน้อยรีบใช้ขาหนาทั้งสองข้างปิดปากมันทันทีพร้อมกับปรับเปลี่ยนคำพูดใหม่ให้เหมาะสม
ณิชาส่ายหน้าให้กับท่าทางของสามีและกระต่ายน้อยที่ต่างรู้เท่าทันกันเธอวางกระต่ายน้อยไว้บนโต๊ะรับแขกก่อนนั่งลงพร้อมกับสามีแล้วสอบถามเขาด้วยความแปลกใจที่มาพบตนในเวลานี้ว่า
“คุณมาพบฉันเรื่องอะไรหรือคะ?”
“ผมรู้สึกสังหรณ์ใจชอบกลเหมือนกับว่าพวกเรากำลังมีศัตรูใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม จึงอยากมาสอบถามภรรยาว่าอยากเดินทางกลับไปประเทศไทยไหมครับ?เผื่อว่าโอกาสข้างหน้าพวกเราอาจไม่ได้ไปอีก”
จ้าวหลงไม่กล้าที่จะเอ่ยออกไปตามตรงว่าภรรยาอยากแก้แค้นให้กับอดีตที่ผ่านมาของเธอหรือไม่จึงได้แต่พูดเบี่ยงเบนประเด็นแทน ทว่าเขารู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นตั้งแต่เริ่มฝึกฝนเนื่องด้วยการฝึกฝนทำให้สัญชาตญาณของเขาอ่อนไหวจนรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่เป็นภัยอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา
ณิชาขมวดคิ้วพลางมองหน้าสบตาสามีด้วยความแปลกใจเพราะเธอเองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกันโดยเธอเข้าใจความนัยที่เขาต้องการสื่อสารออกมาได้อย่างชัดเจน ซึ่งความหมายในคำพูดของเขาคงไม่พ้นการกลับไปสะสางหนี้เก่าที่รอการชำระความอยู่
อย่างไรก็ตามณิชารู้ดีว่าหากภัยในวันข้างหน้าร้ายแรงจนเธอไม่รอดชีวิตอาจทำให้ข้อสัญญาที่เคยรับปากกับร่างเก่าไว้จะต้องติดค้างต่อไปจึงเห็นด้วยในความคิดของสามี
“ไปก็ดีเหมือนกันค่ะอย่างน้อยตอนนี้ทางสำนัก ก็เหลือแค่งานคัดเลือกศิษย์สายใน ไว้เสร็จสิ้นงานนี้แล้วพวกเราค่อยกลับเมืองไทยก็แล้วกันค่ะ หลังจากนั้นพวกเราค่อยออกตามหาสมุนไพรเพื่อช่วยรักษาอาจารย์ และเพิ่มความแข็งแกร่งเสียที”
หญิงสาวคิดว่าตนเองพร้อมแล้วในการกลับไปสะสางบัญชีหนี้แค้นเดิมกับตระกูลศรีวรรณรงค์โดยเธอตั้งใจที่จะสะกดจิตเพื่อให้สองแม่ลูกสารภาพเรื่องแม่ตนเองเพราะมั่นใจมากกว่าครึ่งว่าแม่ไม่ได้ตายตามธรรมชาติอย่างแน่นอน ทั้งนี้เมื่อทบทวนความทรงจำของร่างเก่าแล้วพบคำพูดของคนรับใช้ในบ้านหลายอย่างที่ทำให้เธอเข้าใจได้อย่างนั้น
“ดีครับกลับจากเมืองไทยแล้ว ผมจะพาคุณไปพบคุณปู่เสียหน่อย ป่านนี้ท่านคงคิดถึงผมแย่แล้วผมจะได้ไปสะสางเรื่องของตระกูลจ้าวเสียที หากงานในสำนักไม่ยุ่งผมว่าจะชวนคุณไปเปิดสุสานปริศนาด้วยกัน”
จ้าวหลงตัดสินใจพาภรรยาตัวจริงไปเปิดตัวและสะสางปัญหาภายในของตระกูลจ้าวในคราวเดียวโดยเขาคิดว่าตอนนี้เขามีครอบครัวพร้อมสมบูรณ์แล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องเกรงใจใครอีก รวมทั้งเขาอาจได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากปู่เมื่อพบหลานสาวผู้เป็นทายาทของตระกูลเทียนสายหลักตัวจริง
“ตกลงค่ะ” ณิชายิ้มรับอย่างเข้าใจ
ทันใดนั้นจ้าวหลงจับกระต่ายน้อยหนีบไว้รักแร้แล้วให้มันหันหน้าออกไปทางด้านหลังตัวเองก่อนที่เขาจะขยับเข้าไปจุมพิตภรรยาอย่างดูดดื่มโดยปล่อยให้กระต่ายน้อยดิ้นไปมาอยู่ในรักแร้อย่างไม่สนใจ
“เฮ้! จ้าวหลง.....ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะเจ้าบังอาจเล่นข้าทีเผลอหรือ?เดี๋ยวข้าเอาคืนเจ้าเสียหรอก”
พลันมีมือขาวนุ่มเอื้อมมาปิดตาและปากมันไว้แน่นจนทำให้มันไม่สามารถเปล่งเสียงร้องออกมาได้นอกจากดิ้นไปมาด้วยความโมโห
จนกระทั่งณิชาและสามีจูบกันพอแล้วทั้งคู่ผละออกจากกันด้วยความเข้าใจเพราะต่างฝ่ายต่างมีภารกิจที่ต้องทำโดยจ้าวหลงกล่าวกับณิชาอีกครั้งด้วยความเสียดายว่า
“ภรรยาครับ.....ไว้เมื่อผมผ่านการคัดเลือกเป็นศิษย์สายในแล้วพวกเราค่อยอยู่ร่วมกันนะครับ ไม่มีกฎบัญญัติห้ามไว้แสดงว่าผมมาอยู่กับภรรยาได้ใช่ไหมครับ?”
จ้าวหลงปล่อยกระต่ายน้อยไว้บนโต๊ะเหมือนเดิมก่อนลุกขึ้นยืนประคองใบหน้างามของภรรยาด้วยความเสียดายเพราะไม่อยากจากเธอไปอีกเขาได้แต่หวังว่ากฎของสำนักจะไม่เข้มงวดเกินไปในการให้คู่สามีภรรยาอยู่ร่วมกัน
ณิชาหัวเราะเบาๆ อย่างเข้าใจความรู้สึกของสามี เธอตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า
“ฉันเคยอ่านพบจากบันทึกเก่าของสำนักอยู่บ้างเคยมีศิษย์บางคู่ที่อยู่ฝึกตนร่วมกัน เขาเรียกว่าคู่บำเพ็ญเพียรค่ะไว้คุณเข้ามาเป็นศิษย์สายในก่อนนะคะ ฉันค่อยไปแจ้งกับอาจารย์อีกทีพวกเราจะได้อยู่ร่วมกันเหมือนคู่สามีภรรยาอื่น”
“ภรรยาอยากจัดงานแต่งงานไหมครับ? ไม่รู้ว่าทางสำนักนิรนามจะจัดให้ไหม? หรือว่าภรรยาอยากไปจัดที่ข้างนอกดี?”
จ้าวหลงห่วงใยความรู้สึกของภรรยาเนื่องด้วยเขาเคยรับรู้มาว่าหญิงสาวทั้งหลายล้วนใฝ่ฝันที่จะมีงานแต่งงานหรูหราอลังการและมีแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีมากมายจึงสอบถามความต้องการของเธออย่างใส่ใจ
ณิชารู้สึกอบอุ่นหัวใจมากขึ้นที่มีสามีใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเธอพูดท้วงติงอย่างกังวลใจว่า
“ไม่ดีกว่าค่ะฉันท้องโตขนาดนี้แล้ว ใส่ชุดแต่งงานก็ไม่สวย แค่พวกเราทำพิธีเล็กน้อยให้ถูกต้องก็พอค่ะ”
“ถ้างั้นผมจะพาคุณไปจดทะเบียนสมรสที่ประเทศไทยเลยดีไหมครับ?ผู้คนที่นั่นจะได้รู้ว่า คุณมีสามีดีและรักคุณมากแค่ไหน?”
จ้าวหลงตัดสินใจแทนภรรยาเพราะอยากกู้ชื่อเสียงของเธอที่ประเทศไทยให้กลับคืนมาถึงแม้ว่าภรรยาจะไม่ต้องการงานแต่งทว่าเขาคิดว่าพิธีทางกฎหมายก็มีความสำคัญเช่นกันโดยเฉพาะการจดทะเบียนสมรสที่เป็นการรับประกันในอนาคตของลูกที่เกิดมาและเป็นการแสดงให้ผู้คนทั้งหลายได้รับรู้ว่าเขามีภรรยาถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
ณิชาพลันมีน้ำตารื้นขอบตาทันใดที่ได้ยินคำกล่าวของสามีเธอไม่คาดคิดว่าเขาจะใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อยพร้อมกับต้องการให้เธอมีที่ยืนในสังคมของประเทศไทยได้เธอจึงได้แต่กอดตอบเขาด้วยความอบอุ่นหัวใจแทนคำขอบคุณใด ๆ ทั้งปวง
“วุ้ย!.....กอดกันอีกแล้วพวกเจ้าแสดงความรักกันบ่อยเกินไปไหม?”
กระต่ายน้อยนั่งดูการแสดงออกของจ้าวหลงและณิชามันเอาขาหน้าทั้งสองขึ้นมาปิดตาโดยตั้งใจปล่อยให้มีช่องโหว่โผล่ดวงตากลมโตของมันจ้องมองคนทั้งคู่ด้วยความสนใจซึ่งมันรับรู้ท่าทางของทั้งคู่ที่แสดงออกมาอย่างเข้าใจเพราะเคยพบเห็นมาก่อน
ทันใดนั้นจ้าวหลงและณิชาเหลือบมองมันด้วยสายตาลึกล้ำพร้อมกันทำให้เสวี่ยน้อยตาโตตกใจแล้วกระโดดพุ่งตัวไปหลบหลังตู้เสื้อผ้าในทันใด
ณิชาผละจากอ้อมกอดของสามีพลางส่ายหน้าให้กับท่าทีของกระต่ายน้อยอย่างจนใจเพราะไม่คิดว่ามันจะซึมซับและเรียนรู้พฤติกรรมมนุษย์จนเข้าใจได้หลายอย่างซึ่งมีทั้งพฤติกรรมที่ดีและไม่ดีคละปนกัน
“ผมไปก่อนนะครับไว้พวกเราค่อยเจอกันใหม่” จ้าวหลงจุมพิตหน้าผากภรรยาอีกครั้ง
เขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่ร่วมกันกับเธอทว่าเขาไม่อยากทำตัวมีปัญหาตั้งแต่เข้ามาสำนักนิรนามครั้งแรกจึงต้องเคารพกฎบางอย่างในการปฏิบัติตัวที่นี่ไม่ให้แตกต่างจากคนอื่นส่วนลูกน้องทีมเสือขาวนั้นเขามอบหมายให้ไปสืบข่าวสาเหตุการตายของกัปตันทีมเสือดำแทนเพราะไม่ใช่งานซับซ้อนที่เขาต้องลงมือทำเอง
..........
หลังจากจ้าวหลงกลับออกไปแล้วเสวี่ยน้อยโผล่หน้าออกมาจากหลังตู้พร้อมกวาดสายตาเหลียวมองไปทั่วห้องอย่างกังวลใจ
ณิชาเหลือบมองเห็นมันพอดีจึงกวักมือเรียกให้มาสนทนาด้วยว่า“มานี่เสวี่ยน้อย”
เสวี่ยน้อยพุ่งตัวขึ้นมานั่งบนโต๊ะตรงข้ามณิชาอย่างรู้งานพลางกล่าวชื่นชมจ้าวหลงตามจริงว่า
“สามีเจ้าไม่เลวแฮะท่าทางน่าจะฝึกฝนให้แข็งแกร่งได้เร็ววัน ไม่เหมือนข้าที่โง่เง่านัก ฝึกยังไงก็ไม่ก้าวหน้าเท่าใดเลย”
พูดจบเสวี่ยน้อยนั่งก้มหน้าเศร้าสร้อยที่ตัวมันไม่สามารถฝึกตนเพื่อลบคำสบประมาทของบรรดาพี่น้องสัตว์อสูรได้ทำให้มันไม่คิดหาทางกลับบ้าน แม้ว่าจะจากบ้านมานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม
“เสวี่ยน้อยเจ้าจำไม่ได้หรือว่าบ้านอยู่ที่ไหน?”
ณิชารู้สึกสนใจที่อยู่ของสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์กระต่ายจึงต้องการนำตัวมันไปส่งเผื่อว่าในอนาคตเธอจะไปทำธุระส่วนตัวได้คล่องตัว
เสวี่ยน้อยเอียงคอครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนสบตาหญิงสาวแล้วตอบกลับตามจริงเท่าที่มันจำได้ว่า
“เอ!.....ข้าไม่แน่ใจนะ จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามันเป็นพื้นที่ที่มีทะเลทรายกว้างใหญ่ อ้อ!.....นึกออกแล้วที่นั่นเป็นเหมือนสุสานเก่าแก่ มันมีทางลับเข้าสู่หมู่บ้านกระต่ายของข้าด้วยละแต่ข้าจำทางเข้าไม่ได้แล้ว”
เสวี่ยน้อยยกขาหน้าข้างหนึ่งขึ้นมาเกาหัวเนื่องด้วยมันใช้สมบัติของครอบครัวฝ่าประตูปิดกั้นออกมาจนส่งผลให้ความทรงจำบางส่วนขาดหายไปจึงทำให้จดจำข้อมูลได้บางอย่างแต่ไม่สามารถจำเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้
ณิชาขมวดคิ้วด้วยความสนใจเพราะสถานที่จากคำพูดที่กระต่ายน้อยบอกมานั้นมีหลายอย่างตรงกับสถานที่อยู่ของสุสานปริศนา จึงสอบถามมันเพิ่มเติมอย่างมีความหวังว่า
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเจ้าพอจะจำได้ไหมว่าสุสานที่ว่า มีลักษณะอย่างไรบ้าง?เอาเท่าที่จำได้ก็พอ”
ณิชาลอบใช้พลังจิตตรวจสอบมันเผื่อว่ามันจะโกหกเธอทว่าเธอกลับพบว่ากระต่ายน้อยพูดความจริงทุกอย่างซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่ามันประสบอุบัติเหตุบางอย่างจนทำให้ความทรงจำขาดหายไปอย่างแน่นอนเหมือนกับเธอก่อนหน้าที่ประสบเหตุจนความทรงจำหายไปบางส่วนเช่นกัน
เสวี่ยน้อยขมวดคิ้วแน่นอย่างใช้ความคิดมันพยายามนึกภาพของสุสานที่เป็นทางเข้าหมู่บ้านกระต่ายอย่างตั้งใจสักพักหนึ่งมันตาโตเหมือนกับนึกถึงบางอย่างออกมาได้จึงเงยหน้าขึ้นบอกณิชาตามจริงอย่างตื่นเต้นว่า
“จริงสิ!...ข้าจำได้แล้ว ทางเข้าสุสานนั่นสว่างตลอดเวลาเลยแต่แปลกที่แสงมันเป็นสีฟ้าอ่อน ไม่เห็นเหมือนแสงอาทิตย์ หรือแสงจันทร์สักนิด รู้สึกว่าทางเข้าหมู่บ้านข้ามีค่ายกลอยู่บรรพบุรุษสร้างไว้ไม่ให้คนนอกเข้าไป ข้าจำได้ว่าออกมาอย่างทุลักทุเลแล้วจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย”