บทที่ 20 เผยจุดอ่อน
กู้อวี้วุ่นอยู่กับงานในที่ทำการขุนนางติดต่อกันหลายวันจนเท้าแทบไม่ได้แตะพื้น เ้ากรมจางนำความคิดของกู้ซื่อจื่อไปเขียนร่างเสนอขึ้นไป ฝ่าาทรงอนุมัติแล้วก็ส่งข่าวกลับมามาสองเื่
ข่าวดีคือ ฮ่องเต้ทอดพระเนตรฎีกาของเ้ากรมจางแล้วก็ทรงชมเชยความคิดรวบรวมเงินสนับสนุนจากพ่อค้าของกู้อวี้เป็อย่างยิ่ง
ส่วนข่าวร้ายคือ ฝ่าายังส่งเซียวเหยาอ๋องมาที่กรมขุนนางเพื่อกำกับดูแลเื่รวบรวมเงินสนับสนุนงานชุมนุมปราชญ์
กู้อวี้เดินเข้ามาในที่ทำการขุนนาง ครั้นเห็นเ้ากรมจางยิ้มกว้างจนหน้าย่นก็หันหลังกลับทันที
“หลานรัก หลานรักช้าก่อน” เ้ากรมจางอายุมากแล้วแต่คนยังกระฉับกระเฉง สาวเท้าไม่กี่ก้าวก็ตามนางทัน จึงเดินไปพลางกล่าวว่า “หลานรักเป็ผู้เสนอเื่รวบรวมทุนจากพ่อค้า ถ้าหลานรักลงมือจะต้องประสบผลอย่างรวดเร็วเป็แน่แท้”
สีหน้ากู้อวี้มืดครึ้ม เพื่อปะเหลาะให้นางยอมรับปาก เ้ากรมจางถึงกับเปลี่ยนคำเรียกหาจากหลานชายมาเป็หลานรัก
นางประสานมือตอบ “ท่านอา พวกเราหารือกันจนได้ข้อสรุปแล้ว ใต้เท้าทั้งหลายเพียงทำตามขั้นตอนเ่าั้ก็พอ ข้ายังต้องตรวจบัญชีที่สถานีพักม้าต่าง ๆ ส่งมาอีก คงไม่เสวนากับท่านอาต่อแล้ว”
เ้ากรมจางไม่สนใจศักดิ์ศรีอันใดแล้ว ดึงแขนเสื้ออีกฝ่ายไว้ไม่ยอมปล่อย “หลานรัก รองเ้ากรมหลี่และคนอื่น ๆ เรียนรู้วิธีการทำบัญชีจากเ้าจนทำเป็แล้ว เ้าส่งต่อภาระงานในมือให้พวกเขาก็ได้ แต่เื่รวบรวมทุนจากพ่อค้าจะขาดเ้าไปไม่ได้”
กู้อวี้แกะมือเ้ากรมจางออก แล้วสาวเท้าเดินเร็วกว่าเดิม “ท่านอา พวกรองเ้ากรมหลี่ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ ทำบัญชีได้ไม่คล่องแคล่วเท่าข้า ข้าเหมาะจะทำบัญชีมากกว่า ฝ่าาทรงให้ความสำคัญเื่รวบรวมเงินทุนคราวนี้ยิ่งนัก เื่นี้ยกให้ผู้าุโที่มากประสบการณ์ไปทำดีกว่าขอรับ”
เ้ากรมจางวิ่งเหยาะ ๆ ตามมา “หลานรัก ในกรมขุนนางอันใหญ่โตแห่งนี้ นับไปนับมาก็มีแต่เ้าที่พอมีการคบหากับเซียวเหยาอ๋อง เ้าไปทำงานกับเซียวเหยาอ๋องเถอะนะ”
กู้อวี้ได้ยินแล้วก็แทบจะกระอักเืออกมา ใครจะไปมีการคบหากับเซียวเหยาอ๋อง!
นางแค่อยากอยู่ห่างจากเขาได้ไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี!
นางเร่งฝีเท้าไวกว่าเดิม หันหน้ามาพูดว่า “ท่านอา ข้ากับเซียวเหยาอ๋องไม่…”
คำว่า ‘สนิทกัน’ ยังไม่ทันได้พูดออกมา นางก็ชนเข้ากับกำแพงมนุษย์แข็งโป๊กตรงหัวมุมทางเดินอย่างรุนแรงจนต้องถอยหลังติดต่อกันหลายก้าว จมูกเจ็บแปลบปลาบ เืกำเดาสองสายไหลลงมา
“ซี้ด เมื่อครู่นี้กู้ซื่อจื่อกำลังจะพูดอะไร เ้าไม่ได้อะไรกับข้านะ?”
จวินเจ๋อกุมปลายคางที่ถูกชน กลั้นความเ็ปพูดออกมา กู้อวี้ผู้นี้ช่างหัวแข็งจริง ๆ
กู้อวี้กุมจมูกเอาไว้ เืสด ๆ ซึมออกมาตามร่องนิ้ว
ชาติที่แล้วนางไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษของเซียวเหยาอ๋องมาหรืออย่างไร?
ชาตินี้พบเขาทีไรจึงต้องเคราะห์ร้ายไปเสียทุกครา
เ้ากรมจางไม่เพียงฝีเท้าไว ฝีปากก็ไวเช่นกัน โพล่งขึ้นมาว่า “ข้าน้อยคารวะเซียวเหยาอ๋อง เมื่อครู่นี้หลานรักกู้พูดว่าตนเองสนิทสนมกับท่านอ๋องมาก จะต้องช่วยเหลือท่านอ๋องจัดการเื่รวบรวมทุนจากพ่อค้าอย่างเต็มความสามารถแน่นอน”
“!!!” กู้อวี้ชะงักงัน “ข้าน้อยเปล่า ข้าน้อยไม่ได้พูด”
จวินเจ๋อหรี่ดวงตาดอกท้อ พลางกล่าวเสียงเย็นเยียบ “กู้ซื่อจื่อไม่้าทำงานร่วมกับข้า? หรือข้าจะเป็สัตว์ร้ายน่ากลัวอันใดจริง ๆ กู้ซื่อจื่อจึงได้รังเกียจถึงเพียงนี้?”
นี่เป็ครั้งที่สองแล้วที่ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้
กู้อวี้คิดในใจ… ท่านไม่ใช่สัตว์ร้ายน่ากลัวอะไรหรอก แต่เป็ดาวหายนะมาจุติขนานแท้เลย
ท่านไม่มีความตระหนักรู้ในตนเองสักนิดเลยรึ?
ไม่เห็นหรือไรว่าคนทั้งที่ทำการขุนนางล้วนหลีกเลี่ยงท่านแทบไม่ทันน่ะ?
แต่นางก็ไม่กล้าพูดออกมา จึงต้องกัดฟันตอบว่า “ข้าน้อยมิกล้า มีโอกาสร่วมงานกับท่านอ๋อง ข้าน้อยยินดียิ่งนัก”
กู้อวี้กำลังพูดอยู่ เืกำเดาก็ไหลลงมาอีกครั้ง ััได้ว่าจวนจะไหลเข้าปาก ขณะทำอะไรไม่ถูก ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
“กู้ซื่อจื่ออายุยังน้อยเืลมสมบูรณ์ จิบน้ำอุ่นให้มากหน่อย ธาตุไฟสะสมในร่างมากเกินไปไม่ใช่เื่ดีหรอกนะ”
ผู้ฟังทนแล้วทนอีก สุดท้ายยังคงรับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเืกำเดาบนใบหน้า
“กู้ซื่อจื่อพูดขนาดนี้แล้วก็ตามข้าไปที่สมาคมพ่อค้าเถอะ”
หางตากู้อวี้เหลือบเห็นเ้ากรมจางถอนหายใจโล่งอก ทั้งยังส่งสายตาอวยพรขอให้โชคดีมาให้
นางทราบว่าเื่นี้คงกำหนดแน่นอนแล้ว ตนเองโชคร้ายเกินไปจริง ๆ ข่มโทสะในใจลงไป ขณะกำลังจะเดินตามเซียวเหยาอ๋องไปก็ได้ยินเซียวเหยาอ๋องกล่าวขึ้นมาว่า “เดี๋ยวก่อน”
จวินเจ๋อส่งสายตาเดียดฉันท์กลับมาให้ “ข้าจะไปรอเ้าบนรถม้า เ้าล้างเืบนหน้าให้สะอาดก่อนค่อยตามขึ้นมา”
กู้อวี้ถูกทำให้โมโหจนหน้ามืด แต่ก็ยังตอบรับว่า “ข้าน้อยรับบัญชา”
นางล้างหน้าเสร็จก็ขึ้นไปบนรถม้าของเซียวเหยาอ๋อง
สมกับที่เป็รถม้าเทียมม้าคู่ที่ตอนนั้นชนจนนางกระเด็นออกจากตู้โดยสาร นอกจากภายนอกจะมั่นคงแข็งแรง ภายในยังหรูหรากว้างขวางอีกด้วย
มีเบาะนั่งล้อมสามด้าน บนพื้นปูหนังสัตว์ชั้นเลิศ ตรงกลางตั้งโต๊ะไม้จื่อถาน*[1] ขนาดเล็กตัวหนึ่ง บนนั้นมีกระดานหมากล้อมและถ้วยชาวางอยู่
ขณะรถม้าเคลื่อนตัว น้ำชาในถ้วยชายังไม่กระฉอกแม้แต่น้อย
เมื่อนางขึ้นมานั่งประจำที่เรียบร้อย จวินเจ๋อก็เหลือบมองนางด้วยท่าทางเกียจคร้าน ใบหน้าที่เพิ่งล้างมาหมาด ๆ แลดูชุ่มชื้นเกลี้ยงเกลา เส้นผมเปียกชื้นแนบสนิทอยู่บนหน้าผาก
จวินเจ๋อคิดในใจ บุรุษผู้หนึ่ง ไฉนจึงคล้ายสตรีได้ถึงเพียงนี้
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ระหว่างทางน่าเบื่อ กู้ซื่อจื่อมาเล่นหมากล้อมด้วยกันเถอะ”
ได้ยินคำร่ำลือมาแต่แรกแล้วว่าเซียวเหยาอ๋องหลงใหลหมากล้อม เป็มือดีในด้านนี้
กู้อวี้อยากปฏิเสธ แต่คิดขึ้นมาได้ว่าถ้าไม่เล่นหมากล้อมกับอีกฝ่าย ก็ไม่รู้จะพูดอันใดอีก จึงเปลี่ยนเป็ตอบรับ
นางเลือกหมากสีดำ ส่วนเซียวเหยาอ๋องเลือกหมากสีขาว
แนวทางเดินหมากของจวินเจ๋อก็เหมือนกับตัวเขา ป่าเถื่อนและเผด็จการ ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย กู้อวี้ไม่มีใจอยากเอาชนะอยู่แล้วจึงวางหมากอย่างสะเปะสะปะ
“กล่าวตามความสัตย์ ข้ารู้สึกชื่นชมความสามารถของกู้ซื่อจื่อจากใจจริง เหตุใดจึงมีความคิดแปลกใหม่ได้มากมายถึงเพียงนั้น เดี๋ยวก็งานชุมนุมปราชญ์ เดี๋ยวก็รวบรวมเงินสนับสนุนจากพ่อค้า แต่ละครั้งล้วนสามารถสร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่ผู้คน” จวินเจ๋อกล่าวเนิบนาบ
“ท่านอ๋องชมเกินไปแล้ว ข้าน้อยเพียงคล้อยตามสถานการณ์ ท่านอ๋องต่างหากที่เพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊อย่างแท้จริง ข้าน้อยนับถือเลื่อมใสยิ่งนัก” กู้อวี้เดินหมากพลางไตร่ตรองความหมายในวาจาปุบปับนี้ของเขา
“ถ้าข้าจำไม่ผิด ปีหน้ากู้ซื่อจื่อก็จะถึงวัยสวมหมวกแล้วกระมัง” จวินเจ๋อวางหมากเม็ดถัดมา ปิดกั้นทางไปของนาง
ขณะหยิบหมากดำขึ้นมา กู้อวี้สังเกตว่าเขาเปลี่ยนแหวนน้าวเป็แหวนทองฝังหยก การจับคู่เช่นนี้แลดูอวดอ้างฐานะอย่างยิ่ง เมื่อสวมอยู่บนนิ้วของเขาก็ช่างสอดรับกับเ้าตัวยิ่งนัก
“ท่านอ๋องอุตส่าห์จำได้ ถึงยามนั้นจะต้องส่งเทียบเชิญให้ท่านอ๋องอย่างแน่นอน” กู้อวี้พูดขณะวางหมากลงไป กอบกู้สถานการณ์คืนมาได้อย่างพอดิบพอดี
“ข้ายังจำได้ว่ากู้ซื่อจื่อมีน้องสาวฝาแฝดคนหนึ่ง อีกครึ่งปีก็จะออกเรือนแล้ว ถึงเวลาก็อย่าลืมส่งเทียบเชิญมาให้ข้าด้วยล่ะ ข้าจะได้ส่งของขวัญไปร่วมแสดงความยินดี” จวินเจ๋ออาศัยจังหวะได้เปรียบโจมตีติดต่อกัน ไม่เปิดโอกาสให้กู้อวี้ได้หายใจหายคอ
สายตาที่กู้อวี้มองกระดานหมากเปลี่ยนแปลงฉับพลัน หมากสีดำที่ลงต่อจากนั้นทั้งดุดันและแหลมคม พลิกฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ท่านอ๋องมีงานรัดตัว เื่มงคลของน้องสาวคงไม่ต้องรบกวนท่านอ๋องแล้ว”
บนกระดานหมาก หมากดำขาวสองฝ่ายเริ่มปะทะกันอย่างดุเดือด จวินเจ๋อยกยิ้มมุมปาก แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าเดินหมาก
ตอนที่รถม้าไปหยุดอยู่หน้าสมาคมพ่อค้า จวินเจ๋อก็ล้อมหมากดำของกู้อวี้ได้อย่างหนาแน่น แม้ตอนท้ายกู้อวี้จะต่อต้านอย่างฮึกเหิมเพียงใดก็ไม่อาจกลบช่องโหว่จากการวางหมากอย่างไม่ใส่ใจใน่ครึ่งแรกได้
“ฝีมือเดินหมากของกู้ซื่อจื่อไม่ธรรมดา คราวหน้าถ้ามีโอกาสค่อยประลองกับกู้ซื่อจื่อใหม่อีกครั้ง”
เพียงหมากสีขาววางลงไป หมากสีดำก็พ่ายแพ้ย่อยยับในชั่วพริบตา
จวินเจ๋อแหวกม่านลงจากรถม้า
กู้อวี้มองตามเงาหลังของเขา ไม่อาจระงับความร้อนรุ่มใจ นางยังไม่บรรลุถึงขั้นที่สามารถซ่อนอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้โดยไม่แสดงออกทางสีหน้า
อีกฝ่ายกล่าววาจายั่วยุไม่กี่ประโยค นางก็สูญเสียการป้องกัน เผยจุดอ่อนออกมาเสียแล้ว
[1] ไม้จื่อถานหรือจื่อถานอินเดีย เป็ไม้เนื้อแข็งสีแดงเข้มหรือม่วงจนเกือบดำ เนื่องจากหายากและโตช้ามากจึงมีมูลค่าสูง นิยมนำมาทำเป็เครื่องเรือน เครื่องดนตรี และใช้ในงานแกะสลัก