บทนำ
"อาจารย์ๆ ข้าอยากฟังเื่ของท่านเทพเย่ิขอยับ" เสียงเล็กๆเอ่ยขึ้นหลังจากวิชาเรียนจบลงหลายคนที่ตั้งใจจะกลับก็ต้องนั่งลงอีกครั้งเมื่อเอ่ยถึงตำนานของเทพเย่ิ
"ฮ่าๆ พวกเ้าฟังทุกครั้งที่เรียนเสร็จ" อาจารย์ชราเอ่ยขำๆพร้อมยกยิ้มตำนานของเทพเย่ินั้นเล่าขานนับเดือนก็ไม่จบเขามีเื่เล่ามากมายที่จะถ่ายทอดส่งให้ศิษย์ มือเหี่ยวย่นเอื้อมไปหยิบตำราที่ประทับตัวอักษรว่า 'ท่านเทพเย่ิ' ขึ้นมาและเปิดไปยังหน้าที่คั่นเอาไว้
"ข้าจะเล่าต่อเลยแล้วกัน"อาจารย์ว่า "เทพเย่ิแม้จะมีพลังมากแต่ยังไม่สลัดคราบคนเร่ร่อนแต่งกายมอมแมม หอบของวิเศษไปช่วยผู้ทุกข์ยาก แม้ตัวท่านจะไม่มีพลังปราณดั่งคนอื่นแต่ก็ช่วยทุกคนอย่างไม่เกี่ยงงอน…"
เสียงเล่าที่เต็มไปด้วยความปิติยินดีและเคารพดังก้องกังวาลไปทั่วห้องกว้างดังสะท้านผ่านประตูและหน้าต่างไปให้คนผ่านไปผ่านมาได้ยิน ดังไปจนถึง…ตัวเย่ิเอง
"ฮัดชิ่ว!"มือผอมยกขึ้นถูจมูกตัวเองเบาๆเมื่อเผลอจามออกมาเมื่อเช็ดจมูกเสร็จก็หันไปยกกองฟางไปวางในรางอาหารสัตว์ตัดเชือกที่รัดอยู่ออกแล้วกระจายฟางไปจนทั่วราง "กินเยอะๆ"เสียงเล็กเอ่ยบอกเ้าสัตว์ตรงหน้าตน
"มออ"วัวตัวโตส่งเสียงร้องตอบรับก่อนจะก้มหน้าเคี้ยวฟางในราง
เมื่อเสร็จงานตรงนี้แล้วร่างผอมในชุดเก่าๆก็ผละตัวไปคว้าคราดแล้วพาเท้าเปือยเปล่าของตนไปที่ลานกว้างซึ่งเต็มไปด้วยฟางวางกระจายอยู่งานของเขาวันนี้นอกจากให้อาหารวัวแล้ว ยังต้องกวาดฟางมารวมกันมัดเป็ก้อนอีกด้วย
"เสร็จแล้วข้าจะไปหาอะไรอร่อยๆใส่ท้อง!" ว่าจบก็ออกแรงใช้คราดกวาดฟางเข้ามากองกันเมื่อได้จำนวนที่้าก็ใช้เชือกที่ทำจากใยต้นกล้วยมัดจนแน่นแล้วยกไปวางกองกับฟางก้อนอื่นเขาทำซ้ำวันอยู่แบบนั้นจนแสงแดดหมดฟ้า เมื่อเถ้าแก่ผู้จ้างงานมาตรวจงานก็อดชื่นชมเขาไม่ได้
"อาิ เ้าทำงานเก่งจริงๆ เอาๆวันนี้ข้าให้พิเศษ" มืออวบยื่นพวงเงินค่าจ้างมาให้ ก่อนยื่นมาเพิ่มอีกห้าเหรียญ "ถ้าเงินหมดก็มาหาข้าอีกนะ" ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลดวงหน้าเอิบอิ่มในแววตามีแต่ความเมตตา เนื่องจากเขาเห็นเย่ิมาั้แ่หกขวบเด็กที่น้อยที่สูญเสียพ่อแม่ไป ต้องปากกัดตีนถีบเอาตัวรอดจนอายุสิบเจ็ดปี
เขาอยากเอามาเลี้ยงเป็ลูกแต่ภรรยาไม่ยินยอมจึงทำได้แค่ให้ทำงานแลกเงินเท่านั้นบางครั้งที่ผลงานดีเขาก็มีเงินพิเศษให้ดั่งเช่นครั้งนี้
"ขอบพระคุณขอรับเถ้าแก่"เย่ิยกยิ้มกว้างจนเห็นฝันใบหน้าเรียวเปื้อนฝุ่นมอมแมมแต่กลับสว่างไสวราวกับเทพผู้มากบุญญาธิการผู้ถูกเรียกว่าเถ้าแก่ส่ายหน้าน้อยๆเขาบอกให้เย่ิเรียกเขาว่าท่านอาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเ้าเด็กก็ดื้อไม่ยอมเรียกจนเขาอ่อนใจ "ข้าจะเอาไปซื้อเนื้อ!"เย่ิตาเป็ประกายเมื่อนึกถึงอาหารที่ตนอยากกิน
"เช่นนั้นอาจจะไม่พอมาๆข้าให้เพิ่ม" ผู้เป็เถ้าแก่ควานหาถุงเงินของตนจนไม่ทันสังเกตว่าเย่ิวิ่งออกไปไกลแล้ว เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ได้แต่ถอนหายใจ"เ้าเด็กนี่ ไปไม่ลาผู้ใหญ่ใช้ได้ที่ไหน" เขาส่ายหน้าน้อยๆพลางมองเงินในมือก่อนจะเก็บมันกลับที่เดิม
"เนื้อจ๋า"เย่ิมองเนื้อย่างเสียบไม้ที่กำลังส่งกลิ่นหอมฉุยด้วยแววตาเป็ประกายทั้งยังน้ำลายสอ"ท่านป้า ไม้ละเท่าไหร่ขอรับ" เย่ิเงยหน้าขึ้นถามแม่ค้าด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"ไม้ละสามอิแปะจ้า"ฝ่ายแม่ค้าในตอนแรกรู้สึกกังขาในตัวเย่ิไม่น้อยแต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็ลูกค้าทั้งยังพูดจาดีก็เลยเอ่ยตอบกลับด้วยท่าทีเป็มิตร"เอากี่ไม้ดีจ้ะ"
เย่ิก้มลงมานับเงินที่ได้มาวันนี้พบว่ามีทั้งหมดสามสิบอิแปะเยอะกว่างานทั่วไปสิบอิแปะ เขายกยิ้มน้อยๆยามนึกถึงหน้าเถ้าแก่คนนั้นหากว่ามีโอกาสเขาต้องแทนคุณอย่างสาสมแน่นอน
"ข้าขอสามไม้" ว่าพลางยื่นเงินเก้าอิแปะให้กับแม่ค้าไม่นานก็ได้เนื้อย่างที่ห่ออยู่ในใบไม้มา โดยถอดไม้ออกแล้วเย่ิรีบยัดมันใส่ย่ามข้างตัวราวกับกลัวใครแย่งก่อนวิ่งปรู๊ดไปที่ร้านขายแผ่นแป้ง "ท่านป้าข้าขอแผ่นแป้งย่างห้าแผ่น"เขาจำได้แผ่นแป้งแผ่นละหนึ่งอิแปะเท่านั้น เขาชอบซื้อไปไว้เยอะหน่อยเพราะชอบวิ่งไปมาจึงหิวบ่อย
"อะนี่แผ่นแป้งย่างของเ้า ห้าอิแปะ"
เย่ิจ่ายเงินและรับของมาก่อนเดินกลับไปยังที่พักของตน คนอื่นแม้ไม่มีบ้านสวยงามอยู่ แต่ก็มีบ้านเป็ของตัวเองแต่สำหรับเย่ินั้น เขาอาศัยอยู่ข้างลำธารน้ำตกซึ่งเป็ที่ส่วนกลางห้ามใต้น้ำตกตรงนั้นมีถ้ำซ่อนอยู่ เย่ิจึงยึดที่นั่นเป็ที่อยู่อาศัย
ภายในถ้ำถูกทำความสะอาดอย่างดีก้อนหินเล็กๆถูกนำออกไปวางเรียงรอบแปลงผักของเขาด้านนอก ด้านในก็มีก้อนหินบางก้อนที่เขาเอามาไว้ใช้นั่งส่วนก้อนใหญ่สุดมี้าราบเรียบตลอดก้อนบางที่ก็มีขรุขระบ้างแต่เย่ิก็เอาฟางมาวางทับหนาๆจนนุ่มจากนั้นก็ทำงานแทบหลังเดาะไปซื้อชุดที่นอนถูกๆมาปูนอนและขาดไม่ได้เลยคือผ้าห่มผืนหนาๆเพราะเขาขี้หนาวมาก!
เย่ิวางห่อเนื้อและห่อแป้งย่างไว้บนโต๊ะหินจากนั้นก็พาตัวเองไปอาบน้ำที่น้ำตกพร้อมทั้งซักชุดที่ใส่มาทั้งวันถึงตัวเขาจะมอมแมมแต่เขาก็สะอาดนะ!
เมื่ออาบน้ำเย็นฉ่ำจนพอใจเย่ิก็กลับเข้าไปสวมชุดสบายๆแล้วนำชุดที่เปียกออกไปตาก เท้าเล็กๆที่ไร้รองเท้าย่ำก้อนหินอย่างชำนาญไม่มีอาการเจ็บเท้าแม้แต่น้อยเมื่อตากชุดเสร็จก็แวะเอากะลามะพร้าวไปตักน้ำมารดแปลงผักน้อยๆของตน
"โตเร็วๆน้าเ้าไป๋ช่าย(ผักกาดขาว)ของข้า"เย่ิลูบใบสีเขียวเบาๆ มันโตขึ้นมาพอสมควรหลังจากที่ปลูกไปหลายวันเขาอุตส่าห์ยอมสละเงินไปซื้อเมล็ดมาปลูก หวังว่าจะได้เงินคืนนะ "ไปกินเนื้อย่างดีกว่า" ว่าแล้วก็เดินลันล้าเข้าไปในถ้ำ
เย่ิเปิดห่อเนื้อและแป้งย่างออกเขาวางเนื้อลงบนแป้งย่างและกัดกินด้วยความอร่อย ดวงตากลมโตหลับพริ้มด้วยความถูกใจจากนั้นเย่ิก็จดจ่ออยู่กับการทานอาหาร เมื่อเขาทานเสร็จฟ้าก็มืดพอดีเย่ิเก็บแป้งย่างกับเนื้อย่างที่เหลือไว้อย่างดีก่อนเดินไปล้างไม้ล้างมือเตรียมเข้านอน
"ฮึบ"ร่างผอมปีนขึ้นบนก้อนหินอย่างชำนาญก่อนจะแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนหนาอุ่นๆขยับหามุมสบายๆแล้วก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
วันนี้เย่ิได้ข่าวเื่น่าสนใจมาเื่หนึ่งหลังจากออกมาจากถ้ำแล้วก็ตรงเข้าเมืองทันได้ยินเสียงประกาศของสำนักคุ้มภัยว่า้าคนไปกับขบวนสำรวจและขบวนคุ้มกันง่ายๆคือ้าคนรองมือรองเท้านั่นเอง หลายคนส่ายหน้าปฏิเสธเพราะไม่อยากไปเสี่ยงแต่สำหรับเย่ินั้น น่าสนใจมาก!
สำหรับคนไม่มีพันธะแบบเขาจะเร่ร่อนไปที่อื่นย่อมได้แต่ที่ไม่ไปไหนเพราะประหยัดเงินและไม่สะดวกจะเดินทางคนเดียวเนื่องจากนอกเมืองที่ไร้เขตอาคมนั้นเต็มไปด้วยอันตราย ทั้งจากสัตว์ป่า สัตว์มารหรือแม้กระทั่งพวกมารเอง แต่หากเขาไปพร้อมกับคณะสำรวจก็จะได้รับการคุ้มครองด้วยทั้งยังมีที่พักและอาหารให้อีกด้วย!
เย่ิไม่รอช้าปรี่เข้าไปสมัครทันที
"เฮ้ๆเ้าเด็กน้อย เ้ามาผิดที่รึเปล่า" ผู้รับสมัครตัวใหญ่ปักหลั่นเอ่ยกับเย่ิพลางกวาดสายตามองร่างผอมบางที่สูงแค่อกตนนิ่งๆ "มันไม่ใช่ที่ที่เด็กจะไปวิ่งเล่นนะ"
"ข้าสิบเจ็ดแล้วไม่เด็กแล้ว" เย่ิย่นจมูกเพราะเขาเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกัน จึงดูเหมือนเขายังไม่ถึงวัยสวมกวานแต่เขาน่ะเลยวัยนั้นมาแล้วนะ!
"หือ จริงรึเ้าดู เอ่อ… ตัวเล็ก" ผู้รับสมัครมองเย่ิตาปริบๆทั้งยังยกมือวัดความสูงเทียบกับตนอีกด้วย
"จริงสิ!ถามใครก็รู้" เย่ิเชิดหน้าขึ้นพลางแอบเขย่งเท้าให้สูงขึ้นอีกนิดแม้มันจะไม่สูงขึ้นก็ตาม
"อ่า" ผู้รับสมัครหันซ้ายแลขวาเมื่อเห็นว่าคนมาสมัครน้อยมาก จึงจำใจรับในที่สุดแม้จะไม่อยากเชื่อสิ่งที่เด็กตรงหน้าตนบอกก็เถอะ "เออๆข้าเชื่อๆ ลงชื่อเ้าซะ" เขาชี้บอกอย่างไม่สบอารมณ์พลางคิดในใจว่าต้องดูแลเด็กนี่อย่าให้ห่างตาเด็ดขาด"เสร็จแล้วก็ไปเตรียมตัวเราจะเดินทางกันวันพรุ่งนี้ั้แ่ยามเหม่า(05:00-06:59) มาให้ทันล่ะ"
"ขอรับๆ"เย่ิรับคำปรกๆ ก่อนแยกตัวออกไป เพื่อไปหางานทำระหว่างวันวันนี้เขาไม่ได้ไปทำที่ไร่ แต่มาทำที่ร้านขายผ้าแทนเถ้าแก่เนี้ยที่นี่ก็ใจดีเหมือนกัน "ท่านป้าข้ามาแล้วขอรับ"
"โอ้อาิมาๆ ข้ากำลัง้าลูกมือ" หญิงวัยกลางคนที่กำลังคัดแยกผ้าอยู่กวักมือเรียกเย่ิยิกๆเมื่อเข้าไปก็ไม่ต้องสอนงาน เย่ิหยิบงานมาทำด้วยความคล่องแคล่ว เขาทำงานมาแล้วทุกอย่างทั้งงานหยาบและงานประณีต งานฝีมือแบบนี้ฝีมือเย็บปักของเย่ิที่ได้เรียนมาจากป้าเ้าของร้านก็ขายดีเป็เทน้ำเทท่าแต่เย่ิไม่ใคร่ขยันทำมันบ่อยนัก มักจะเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ
"ท่านป้าพรุ่งนี้ข้าจะไปกับขบวนสำรวจแหละขอรับ"ระหว่างพับและแยกสี ปากบางก็เอ่ยเล่าเจื้อยแจ้วไปตามประสาคนอัธยาศัยดี
"ว่าอย่างไรนะอาิเ้าจะไปหรือ มันอันตรายนะ" หญิงวัยกลางวางผ้าในมือลงทันทีนางเองก็เลี้ยงดูเย่ิมาพอๆกับเถ้าแก่เ้าของไร่ที่เย่ิไปข้องแวะบ่อยๆผูกพันกันมานับสิบปี อย่างไรก็ต้องรักและเอ็นดูเด็กคนนี้ นางย่อมไม่อยากให้เด็กที่เฝ้าเลี้ยงดูมาไปเผชิญอันตรายแต่อีกใจก็หวังว่าเด็กน้อยจะไปเจอของดี แล้วมีชีวิตที่ดีขึ้นแต่เื่แบบนั้นคงเป็ไปได้ยาก
"ท่านป้าไม่ต้องห่วงข้าจะดูแลตัวเองอย่างดี" เย่ิยิ้มกว้างบอกออกไปด้วยความมั่นใจนางจึงไม่อยากขัด อีกอย่างที่เมืองเล็กๆนี่ก็ไม่มีสิ่งไหนรั้งตัวเย่ิอีกแล้ว
"เช่นนั้นก็ระวังตัวให้ดี"นางว่าก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ "เ้าทำงานไปนะข้าขอไปทำธุระก่อน"
"ขอรับท่านป้าไปเถอะ ข้าจัดการงานตรงนี้เอง" เย่ิรับปากทั้งที่มือยังขยับเป็ระวิงอยู่
เย่ิพับผ้าเสร็จอย่างรวดเร็วเมื่อแยกและพับเสร็จก็หอบไปวางจัดหน้าร้านอย่างมีระเบียบ พร้อมทั้งทักทายลูกค้าที่เดินเข้าร้านมาและคนที่มาก็คือผู้ที่รับสมัครเขานั่นเอง
“เอาอาิเ้าทำงานที่นี่หรือ”จาง กู้หนึ่งในสมาชิกชั้นนอกของสำนักคุ้มภัยที่จะได้เข้าร่วมการคุ้มกันในครั้งนี้
“อะ ท่านนั่นเองสนใจผ้าผืนไหนเป็พิเศษไหมขอรับ” เมื่อเจอคนคุ้นเคยเย่ิก็ไม่รอช้าที่จะหาเงินเข้าร้านให้เถ้าแก่เนี๊ยผู้แสนใจดีของเขาพร้อมทั้งนำเสนอผ้าด้วยความคล่องแคล่ว อันไหนดีก็แทบจะยัดใส่มือยัดเหยียดขายกันเลยทีเดียวจางกู้ได้แต่รับมาถือไว้แม้จะไม่ซื้อก็ตาม
“อาิเอ้ย” เสียงเ้าของร้านเรียกหาเย่ิเมื่อไปที่หลังร้านแล้วไม่เจอในมือนางหอบอุ้มห่อผ้าห่อใหญ่ออกมาด้วยเมื่อเห็นว่าเด็กคนผู้ขยันกำลังยัดเหยียด(?)สินค้าให้กับลูกค้าอยู่นางก็ยิ้มอ่อน“สวัสดีจ้า ้าอันใดบอกเ้าเด็กตรงหน้าได้เลยนะ”นางยิ้มร่าทุกคนที่ถูกเย่ิขายตรงล้วนต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับไปเสมอ
“นายท่านผ้าชุดนี้ที่ข้าแนะนำท่านนั้น มันทั้งหนา ทั้งทนทาน ทำชุดก็ได้ทำผ้าห่มก็ดีใช้ปูนอนยังได้นะขอรับ สนใจรับสักผืนไหมขอรับ”เย่ิใช้ดวงตากลมจับจ้องจางกู้ด้วยสายตาเว้าวอนที่ใครๆเห็นก็ต้องเคลิ้มและแพ้ทุกราย
หงึก
“ทั้งหมด สิบห้าเหรียญทองแดงสี่สิบอิแปะขอรับ!”
จางกู้ชะงักพลางนึกว่าเมื่อครู่เขาทำสิ่งใดลงไปก่อนจะถอนหายใจออกมาแรงๆเมื่อตกหลุมพรางเ้าเด็กตรงหน้าเข้าให้แล้ว เขาได้ยินสหายร่วมสำนักพูดบ่อยๆว่าเด็กขายผ้าร้านเถ้าแก่จูนั้นขายเก่งยิ่งกว่าพ่อค้าตระกูลใหญ่ทำเงินให้ร้านเถ้าแก่จูเป็กอบเป็กำ ตอนแรกเขาไม่เชื่อแต่มาวันนี้เขาเชื่อแล้วทั้งยังเสียเงินอีกด้วย!
“ฮ่าๆ ท่านจางกู้ท่านมาผิดวันเสียแล้วล่ะ” จูจิงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีใช่ว่าเย่ิจะมาช่วยนางทุกวัน หากวันไหนเย่ิไม่มาผ้าราคาถูกก็จะขายได้มากหน่อยแต่หากวันไหนเย่ิมานั้นผ้าราคาถูกแทบเก็บเข้ากรุเพราะจะมีแต่ผ้าราคากลางๆไปถึงแพงเท่านั้นที่ขายได้
นางนึกถึง่ที่เย่ิมาทำงานกับนางแรกๆ่นั้นร้านของนางใกล้จะเจ๊งเต็มทน เพราะมีร้านผ้าใหญ่มาเปิดอยู่ไม่ไกลแม้นางจะลำบากแต่ก็ไม่ได้ลำบากเท่าเด็กสิบขวบที่อยู่ตัวคนเดียวด้วยเหตุนั้นนางจึงรับเย่ิเข้ามา ให้ข้าวให้น้ำ สอนดูเนื้อผ้า เย็บผ้า ปักผ้าสอนทุกอย่างที่นางรู้จนกระทั่งเย่ิเก่ง และใครจะคาดคิดว่าเย่ิจะช่วยฉุดร้านนางขึ้นมาจากร้านเล็กๆซอมซ่อจนกลายเป็ร้านขายผ้าขนาดกลางได้นางจึงไม่ตระหนี่ขี้เหนียวกับเย่ิรวมถึงลูกค้าด้วย
“เฮ้อ ช่างเถอะๆข้ากะจะมาหาผ้าเนื้อดีพอดี”จางกู้ส่ายหน้าอย่างยอมจำนนพร้อมกับควักเงินเท่าจำนวนที่เด็กตากลมเรียกออกมาจ่ายอย่างไม่เกี่ยงงอน“ท่านป้าจูรู้หรือยังที่เ้าเด็กตาใสนี่จะเข้าร่วมกองคุ้มกันวันพรุ่งนี้”จางกู้ได้ทีเอ่ยฟ้องด้วยความหมั่นไส้
“อ่า ใช่อาิบอกข้าแล้ว อ้อๆอาิเอ้ย ข้าเอานี่มาให้”นางว่าพลางเดินเข้าไปหอบอุ้มเอาห่อผ้าที่ใหญ่กว่าตัวของเย่ิมายื่นให้ “อะเอาไป”
เย่ิรับมาถือไว้ด้วยความมึนงงก่อนจะคลี่ปมผ้าเปิดออกดู พบว่าเป็ชุดผ้าเนื้อดียิ่งกว่าที่เขาป้ายยาขายให้จางกู้เมื่อครู่เสียอีกเป็ผ้าระดับดีเยี่ยมของร้านที่นานๆจะขายได้เย่ิรีบว่ายหน้าทำท่าจะยื่นคืนแต่หญิงวัยกลางคนดันห่อผ้าเอาไว้เสียก่อน
“อาิเ้าก็รู้ข้าไม่ได้เอ็นดูเ้าในฐานะลูกจ้างแต่ข้ารักและเอ็นดูเ้าเท่าที่มารดาคนหนึ่งจะให้ได้เ้าอาจจะไม่้าความรักจากข้า แต่เ้าก็มอบชีวิตใหม่ให้ข้ามากมายเพราะฉะนั้นถือว่านี่เป็สินเดิมติดตัวเ้าเถิดหนา”จูจิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือสิบกว่าปีที่เฝ้าดูเด็กคนนี้มาแม้จะเลี้ยงดูดั่งบุตรไม่ได้ แต่ก็ทำทุกอย่างที่จะทำให้เย่ิได้การไปกับกลุ่มคุ้มกันครั้งนี้ไม่รู้ว่าเ้าเด็กน้อยตรงหน้านางจะรอดกลับมาหรือเปล่าเพราะกลุ่มคุ้มกันที่ไปก่อนหน้านี้ก็กลับมาไม่ถึงสองในห้าของจำนวนคนที่ไปด้วยซ้ำ
แม้ใจนางจะอยากค้านแต่นางรู้ดีว่าไม่อาจกักขังตัวของเย่ิไว้ได้ได้แต่มอบความรู้สึกดีๆไว้ให้และมันอาจจะเป็ครั้งสุดท้ายก็ได้ ใครจะรู้
“เอาเถอะเถ้าแก่จูข้าสัญญาว่าจะดูแลเสี่ยวิให้ดี”ในเมื่อเขาเป็คนอนุญาตให้เย่ิเข้าร่วมกลุ่มคุ้มกันในครั้งนี้เขาก็ต้องให้การยืนยันกับผู้ที่เป็ดั่งมารดาของเย่ิว่าเขาจะดูแลอีกฝ่ายอย่างดี“ข้าเชื่อว่าเขาจะเอาตัวรอดได้ ท่านก็น่าจะรู้” จางกู้หมายถึงเด็กน้อยที่เสียพ่อแม่ไปั้แ่ยังเด็กแต่กลับทำใจยอมรับได้เร็วและใช้ชีวิตมาจนวันนี้ได้ ทั้งยังเติบโตมาเป็คนดีอีกด้วยทั่วทั้งเมืองไม่มีใครไม่รู้จักเย่ิ
เด็กที่ควรจะเงียบขรึมและหม่นหมองเพราะไร้ที่พึ่งกลับเต็มไปด้วยความสดใสมีชีวิตชีวา ทั้งยังร่าเริงชอบวิ่งไปของานร้านนั้นร้านนี้เพื่อแลกเงินหรือข้าวหรือเสื้อผ้าที่ไม่ได้สวยหรูนัก ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยสีสันของเย่ิ หากวันพรุ่งเด็กน้อยออกจากเมืองไปชาวเมืองคงเหงากันไม่น้อย
“ข้าได้ฟังเช่นนั้นก็วางใจได้หน่อยเ้าเองก็เชื่อฟังท่านจางให้ดีเข้าใจหรือไม่” จูจิงลูบกลุ่มผมกระด้างแ่เบาพลางยิ้มบางยามนึกถึงเวลาที่นางพยายามจับเย่ิสระผมให้ผมหายกระด้างเ้าเด็กนี่ชอบให้ลูบหัว แต่ไม่ชอบให้สระผมให้เสียอย่างงั้นเพราะแบบนั้นผมก็เลยหยาบกระด้างอย่างที่เห็น “ข้าจะรอเ้ากลับมานะเย่ิน้อยของข้า” จูจิงดึงเด็กน้อยเข้ามากอดไว้แน่น “ข้าจะรอนะ”นางกระซิบแ่เบาตรงข้างขมับบาง พลางกดจมูกหอมตรงขมับอย่างไม่รังเกียจ
“ข้าสัญญาว่าจะกลับมาขอรับ...ท่านแม่”
“อะ อาิ”จูจิงใช้ความพยายามมาสิบปี เพื่อให้เย่ิเรียกนางว่าแม่แต่ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เด็กน้อยจะยอม ไม่คิดว่าจะมีวันที่ได้ยินพอมาได้ยินจริงๆแบบนี้ มันช่างตื้นตันใจจนน้ำตาคลอ “แม่รอเ้าเสมอนะ”นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางลูบหลังเย่ิเบาๆ
“ขอรับ ข้าจะกลับมาแน่นอน”
พวกเขาทั้งสามคุยกันต่ออีกสักพักก่อนจะมีลูกค้าใหม่เข้าร้านมา จางกู้จึงได้แยกตัวจากไปก่อนไปยังกำชับให้เย่ิมาให้ทันอีกด้วย เย่ิรับปากและหันไปสนใจกับงานต่อหากมีลูกค้าที่พอจะเงินหนา เย่ิก็หาทางหว่านล้อมขายของแพงให้จนวันนี้เขาทำเงินเข้าร้านในจูจิงกว่าร้อยเหรียญเงินจนกระทั่งยามเย็นถึงเวลาปิดร้านเย่ิก็อาสาเก็บร้านให้เรียบร้อยก่อนจะวิ่งจู๊ดไปแบมือขอเงินค่าจ้างจากจูจิงที่ยืนนับผ้าที่เหลืออยู่เมื่อเห็นเด็กน้อยวิ่งแบมือมานางก็ขำออกมาเล็กน้อย
จูจิงไม่รอช้า หยิบเงินออกมาห้าเหรียญเงินยัดใส่มือเด็กน้อยไป นางอยากให้มากกว่านี้แต่เย่ิชอบเกรงใจนางจึงคอยให้ทุกวัน สะสมไปเรื่อยๆก็คงทำให้เย่ิมีเงินเก็บบ้าง
“ข้าขอไปซื้อของเตรียมตัวก่อนนะ”เย่ิเอ่ยบอกด้วยแววตาเป็ประกาย เมื่อได้ยินแบบนั้น จูจิงจึงยัดเงินใส่มือให้เย่ิไปอีกห้าเหรียญทอง“ท่านปะ...ท่านแม่ มันมากไป” เย่ิเอ่ยด้วยความเกรงใจเขามองเหรียญสีทองที่สลักด้วยรูปขุนเขาตระหง่านด้วยความรู้สึกมึนงง
“เงินแค่นั้นจะไปซื้อสิ่งใดได้เอาไป ถือว่าเอาไปติดตัวด้วย” จูจิงบอกยิ้มๆ “เ้าจะเดินทางไกล เงินเป็สิ่งสำคัญเก็บไว้ให้ดี เข้าใจหรือไม่” ความจริงนางอยากให้มากกว่านี้ด้วยซ้ำแต่มันอาจจะนำภัยมาให้เย่ิได้ จึงต้องจำใจให้เพียงเท่านี้ไปก่อน
เย่ิมองเงินที่ได้รับก็พลันซึ้งใจเขากล่าวขอบคุณและเอ่ยลาจูจิงก่อนวิ่งออกไปซื้อของจำเป็ อย่างพวกอาหารเครื่องป้องกันต่างๆ รวมถึงอาวุธด้วย ถึงเย่ิจะดูปวกเปียกไม่เอาไหนแต่เขาก็ขึ้นชื่อว่าปากกัดตีนถีบมาจนโต ย่อมมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อยล้วนเป็ผลพลอยได้มาจากเวลาไปทำงานกับพวกผู้ชายเย่ิมักจะขอให้คนเ่าั้สอนเขาต่อสู้เพื่อป้องกันตัวด้วยเย่ิก็เอามาปรับใช้และฝึกฝนอยู่ตลอดจนชำนาญ
เย่ิตะเวนซื้ออาหารที่จะเก็บไว้ได้นานอย่างพวกแผ่นแป้งย่างและทั้งแบบที่ยังไม่ย่างหากเก็บดีๆก็จะสามารถเก็บไว้ได้นานหน่อยส่วนอย่างอื่นเขากะว่าจะหาขุดเอาหัวมันตามทางมาเผาเอาที่นี่ไม่นิยมนำหัวมันมาเผาเพราะไม่ค่อยรู้จัก แต่สำหรับเย่ิที่พยายามเอาชีวิตรอดมันเป็อาหารที่ต่อชีวิตเขาอย่างดีเลยล่ะ
ถัดจากอาหารเย่ิก็ไปที่ร้านอาวุธซื้อกระบี่กับมีดสั้นมา รวมถึงเข็มเล่มเล็กๆสิบเล่มเขาค่อนข้างถนัดการต่อสู้แบบจู่โจมรวดเร็ว และถนัดใช้มีดสั้นรวมถึงเข็มด้วยส่วนกระบี่ก็พอได้ไม่ได้เก่งอะไร สำหรับเสื้อผ้าเย่ิไม่ต้องซื้อเพิ่มเขาพยายามนึกของที่จำเป็และซื้อเพิ่มเท่าที่จะทำได้จนสองมือเต็มไปด้วยของจนรุงรัง ท้องฟ้าเองก็มืดแล้วเย่ิจึงซื้อบะหมี่กลับไปทานเป็อาหารเย็น
เขาจัดแต่งเตรียมของใส่ผ้าผืนใหญ่เมืองวางจนครบก็จับมุมทั้งสี่มันและทิ้งชายผ้าไว้มัดกับตัวเขาส่วนอาหารและมีดสั้นเย่ิเก็บไว้ในย่ามเก่าๆของตนสำหรับเข็มเขามีวิธีเก็บพิเศษเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็เข้านอนเพื่อให้ตื่นทันนัดวันพรุ่งนี้
ยามเหม่าแบบไม่ขาดไม่เกิดเย่ิที่บนหลังสะพายห่อผ้าที่มัดมาอย่างดี โดยใช้ชายผ้าที่เหลือมักคาดผ่านไหล่และใต้รักแร้ทำให้ผ้าแน่นขึ้นไปอีกที่ไหล่ฝั่งซ้ายก็สะพายย่ามคู่ใจ เดินเตาะแตะไปตามทางที่ยังมืดด้วยความเคยชินไม่นานก็เจอกับแสงไฟจากคบเพลิงหน้าสำนักคุ้มภัยมีผู้คนมากหน้าหลายตานั่งพูดคุยกันอยู่ หนึ่งในนั้นคือจางกู้ที่นั่งทำหน้าง่วงอยู่เย่ิไม่รอช้ารีบตรงเข้าไปหาจางกู้ทันที
“ท่านจาง!”เด็กน้อยเรียกเรียกพลางเขย่าแขนแรงๆจางกู้ที่สลึมสลือลืมตาขึ้นมองก็ผงะใหงายหลังตกตั่งที่นั่งอยู่ลงไปคลุกฝุ่นเย่ิค้างอยู่ในท่าเขย่าแขนอีกฝ่ายพลางมองจางกู้ตาพริบๆ ก่อนเสียงหัวเราะของคนรอบข้างจะดังขึ้นปลุกให้เย่ิหลุดออกจากภวังค์ “เอ่อ ท่านเป็อันใดหรือไม่ขอรับ”เย่ิเอ่ยถามเสียงเบาด้วยความรู้สึกผิดหรือว่าเขาจะแต่งตัวไม่ดีจนทำให้จางกู้คิดว่าเป็ผี
“โอย เสี่ยวิเ้าเองรึ”จางกู้ค่อยๆตะเกียดตะกายเกาะตั่งขึ้นมามองหน้าคนที่มาทักตน “เ้าเด็กนี่ทำเอาข้าหมดแรงก่อนออกเดินทางเลยนะ”จางกู้ว่าปนขำ ก็ใครใช้ให้เย่ิยื่นหน้ามาใกล้ขนาดนั้นล่ะเขาก็ในึกว่าผีที่ไหนเสียอีกที่แท้ก็เ้าเด็กแก่แดดที่บังคับขายผ้ากับเขานั่นเอง
“ข้าขอโทษท่านเจ็บตรงไหนไหมขอรับ” เย่ิว่าอย่างร้อนรน เขาไม่อยากถูกไล่ออกจากกลุ่มก่อนที่จะได้เริ่มงานหรอกนะ
“ฮ่าๆ เ้าเด็กใหม่อย่าไปใส่ใจเลย อากู้น่ะชอบเมาขี้ตา ถ้าไม่โดนปลุกแรงๆก็จะไม่ตื่น เ้าทำถูกแล้วฮ่าๆ”คนที่น่าจะเป็สหายของจางกู้ตบบ่าเย่ิเบาๆพร้อมทั้งกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ“เอาล่ะๆ ใกล้เวลาแล้ว เตรียมตัวกันให้ดี อากู้ลุกขึ้นมาได้แล้ว”ผู้เป็สหายเอื้อมมือไปดึงหูจางกู้แรงๆ จนอีกฝ่ายร้องลั่นก่อนจะหัวเราะร่าเดินจากไป
“ไอ้ตั้วผางตัวดี อย่าเผลอละกัน!”จางกู้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความคับแค้นใจก่อนขยับกายลุกกระชากห่อผ้าขึ้นมาสะพายที่ไหล่ข้างหนึ่ง แล้วหันมองเย่ิที่ยืนอยู่“ไปกันเถอะอาิ ได้เวลาผจญภัยแล้ว” จางกู้ว่าด้วยรอยยิ้มเขาไม่ได้ตื่นเต้นกับการออกไปคุ้มกันนานแค่ไหนแล้วนะ
“ขอรับ!”
“ไหวหรือไม่”จางกู้ที่เดินอยู่ด้านหน้าหันมาถามคนที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มด้วยความเป็ห่วงแต่เมื่อเห็นว่าเย่ิยังคงตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆจนไม่รู้จักเหนื่อยเขาก็ได้แต่ยิ้มอ่อน
ตอนนี้พวกเขาคุ้มกันกลุ่มสำรวจหกคนออกมาจากเมืองได้สองชั่วยาม(4ชั่วโมง) แล้ว ใช้เส้นทางสัญจรปกติของชาวบ้านโดยในขบวนครั้งนี้ประกอบด้วยรถม้าสองคันสำหรับกลุ่มสำรวจนั่งและมีม้าเทียมเกวียนคันหนึ่งสำหรับขนสัมภาระของทุกคนส่วนพวกเขาต้องเดินเท้าเพื่อส่วนหนึ่งจะได้ล่วงหน้าไปดูทางก่อนอีกส่วนก็เฝ้าท้ายขบวนส่วนกลุ่มใหญ่สุดทำหน้าที่คุ้มกันรถม้าและชีวิตของผู้ว่าจ้าง
ตลอดสองข้างทางไม่ได้แปลกตาสำหรับพวกเขานักแต่สำหรับเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดที่พึ่งมีโอกาสออกนอกกำแพงเมืองก็ตื่นตาตื่นใจเป็พิเศษถึงขนาดที่ไม่ได้ฟังคำถามจากจางกู้เลยทีเดียวแม้รอบข้างจะเป็ป่า แต่ก็ถือว่าเป็ป่าแห่งใหม่ที่เย่ิไม่เคยเห็นเขาชอบมองสำรวจไปเรื่อยเพื่อจดจำและวางแผนเส้นทางเอาไว้ในหัวแม้ไม่รู้ว่าทำไปทำไมก็ตาม
เดินต่อกันอีกสองชั่วยามก็ถึงเวลาที่ต้องพักโดยจะพักกันแค่ครึ่งชั่วยาม(1ชั่วโมง)เพราะแบบนั้นจึงไม่มีการขนของลงมาตั้งปักหลัก มีเพียงไปนั่งพักไปทำธุระส่วนตัวเท่านั้น
“เป็อย่างไรบ้างเย่ิ”จางกู้ถามเด็กน้อยที่วุ่นวายอยูกับห่อแป้งย่างของตนเขามองด้วยความเอ็นดูก่อนยื่นเนื้อแห้งย่างให้สองชิ้นไว้กินกับแป้งย่าง“เอาไปเถอะข้ามีอยู่เยอะ” จางกู้ว่าเมื่อเย่ิรับเนื้อแห้งย่างไปแล้วเขาก็ทิ้งตัวลงนั่งบนขอนไม้ข้างเย่ิทันที
“พวกเราต้องเดินกันอีกไกลไหมท่านจาง”เย่ิที่กัดแป้งย่างกับเนื้อย่างเสร็จก็หันมาถามคนข้างตัว ให้เดินเขาไม่มีปัญหาเท่าไหร่เพราะปกติก็เป็พวกชีพจรลงเท้าไม่เคยอยู่นิ่งอยู่แล้วแต่ในใจก็อยากไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุดเท่านั้นเอง
“อีกหลายวันเลยกว่าจะถึงเหนื่อยแล้วรึ” จางกู้ถามไถมาดว่าหากเย่ิอยากถอดใจเขาก็จะส่งกลับ เพราะออกมาได้ไม่ไกลเท่าไหร่หากย้อนกลับไปคงถึงเมืองตอนเย็นพอดีแต่คำตอบของเย่ิก็ทำเอาจางกู้อึ้ง
“ไม่ใช่ขอรับข้าเพียงแค่อยากไปถึงเร็วๆก็เท่านั้น” ว่าจบก็หันไปกัดอาหารในมือจนแก้มตุ๋ย“ขอแค่มีอาหารข้าไปได้หมดขอรับ” เย่ิว่าทั้งที่อาหารยังเต็มปากจนเกิดเป็เสียงอู้อี้
“หึๆ เช่นนั้นก็กินเยอะๆ”จางกู้ว่าพลางส่งกระบอกใส่น้ำให้เย่ิเมื่อเห็นเด็กน้อยทำท่าจะติดคอ“รีบกินเสียอีกเดี๋ยวก็ต้องเดินทางต่อแล้ว” จางกู้เตือนก่อนจะมองไปรอบๆแทนในจังหวะที่ดวงตาคมมองแบบผ่านๆนั้นเขาก็พลันเห็นบางอย่างที่หางตา เมื่อหันไปมองเต็มตาก็ต้องสะดุ้งกับดวงตาแดงฉานที่จ้องมองมา“ระวัง!!” เขาะโเตือนภัยพลางดึงตัวเย่ิให้ถอยห่าง “สัตว์มาร!!”
T B C