หลังจากที่เบนซ์พาริวเดินออกมาจากใต้อาคารสายลมยามบ่ายพัดผ่านเข้ามาเบาๆ ชายเสื้อของทั้งคู่สั่นไหวเล็กน้อยความเย็นที่ปะทะเข้ากับผิวกายช่วยลดความร้อนจากเหตุการณ์เมื่อครู่ลงได้บ้าง
เบนซ์เดินนำอยู่ด้านหน้า มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงอีกมือแกว่งไปตามจังหวะก้าวอย่างไม่รีบร้อน ท่าทางของเขาดูสบายๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นส่วนริวเดินตามหลัง ความคิดในหัวยังวุ่นวายอยู่ ความเงียบกินเวลาอยู่พักหนึ่งก่อนที่ริวจะเป็ฝ่ายพูดขึ้น
“พี่จะ… พาผมไปไหนเหรอครับ” เสียงของเขาไม่ดังมากแต่มันเต็มไปด้วยความเกรงใจและสับสน
“ถามมาได้ เืกบปากขนาดนี้ก็ต้องไปห้องพยาบาลอยู่แล้วสิ จะให้พี่พาเอ็งไปสวนสนุกหรือไง” เบนซ์ตอบโดยไม่หยุดเดิน
ริวที่ได้ยินแบบนั้นรีบยกหลังมือขึ้นเช็ดเืที่มุมปากแต่ทันทีที่ปลายนิ้วััาแ ความเจ็บก็แล่นวาบขึ้นมา
“อึก!...” เขาสะดุ้งขึ้นก่อนจะรีบชักมือออกทันที พอก้มมองมือก็เห็นคราบเืสีแดงติดออกมาด้วย
“แล้วเป็ยังไงมายังไงล่ะริวทำไมถึงเอาตัวเข้าไปอยู่ในที่แบบนั้นได้” เบนซ์ถามขึ้นมาลอยๆสายตายังคงทอดตรงไปข้างหน้า
ริวนิ่งไปครู่หนึ่งเขาจ้องมองแผ่นหลังของรุ่นพี่ตรงหน้าพลางประเมินสถานการณ์ในใจ หากเขาพูดออกไปมันจะเป็การขุดหลุมฝังตัวเองหรือไม่ แต่พอนึกถึง่เวลาเมื่อครู่ที่เบนซ์ช่วยเขาไว้ริวก็ถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วตัดสินใจบอกความจริง
“ผมแค่… เดินเข้าไปเห็นพวกสภานักเรียนทำอะไรสักอย่างอยู่ที่หลังตึกครับ” เขาหลุบตาลงก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาจนเกือบเป็เสียงกระซิบ “ผมก็ไม่ได้อยากเห็นหรอกครับแต่ขาเ้ากรรมมันดันเดินเข้าไปเอง...”
เบนซ์ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาในลำคอ“ชิ… ไม่ได้อยากเห็น แต่ขามีตาพาเดินไปว่างั้น”
น้ำเสียงของเขาติดตลกคล้ายจะล้อเลียนแต่มันกลับช่วยให้ความตึงเครียดในใจของอีกคนผ่อนคลายลง ก่อนที่เบนซ์จะปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น
“เอาเถอะ ไม่เป็ไรแล้ว ต่อไปนี้เอ็งก็อย่าไปยุ่งกับพวกสภานักเรียนให้มากโดยเฉพาะกับไอ้ออร์แกน อยู่ห่างมันไว้ยิ่งดี”
“ออร์แกน... พี่รู้จักเขาด้วยเหรอครับ”ริวถามด้วยความสงสัย
เบนซ์พยักหน้า “รู้สิรู้จักดีเลยล่ะ มันเป็รองประธานสภานักเรียน...แล้วก็เป็เพื่อนซี้ของไอ้ธันวาด้วย”
คำว่า เพื่อนซี้ของธันวาทำให้หัวใจของริวหล่นวูบ เขาไม่เคยรู้เลยว่ารุ่นพี่ที่เคยช่วยงานกลับมีเพื่อนสนิทที่เป็คนอันตรายและบ้าอำนาจขนาดนั้นริวเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพื่อปกปิดสีหน้าเอาไว้ แต่เบนซ์เองก็ดูเหมือนจะอ่านความรู้สึกนั้นออกแม้เขาจะไม่พูดมันออกมาตรงๆ
“พี่ไม่ค่อยชอบขี้หน้ามันหรอกต่อหน้าทำตัวเป็คนดีคอยคุมกฎแต่ลับหลังมันก็แค่คนบ้าอำนาจที่ชอบใช้แต่กำลังอย่างที่เห็นนั่นแหละ”
ริวหันกลับมาสบตาเบนซ์อีกครั้งครั้งนี้แววตาของเขามีความคาดหวังบางอย่าง
“แล้ว... พี่ก็เป็เพื่อนกันไม่ใช่เหรอครับ”
“ทำไมพี่ไม่บอกให้พี่ธันวาทำอะไรสักอย่างล่ะครับในเมื่อพี่ออร์แกนทำเื่แบบนั้น แต่กลับได้ตำแหน่งถึงรองประธาน”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาของริว ทำให้มุมปากของเบนซ์ยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางๆเขาหยุดเดินครู่หนึ่ง แล้วยกมือทั้งสองขึ้นก่ายท้ายทอยท่าทางสบายๆราวกับกำลังคิดว่าจะอธิบายอะไรที่ซับซ้อนให้เด็กเข้าใจยังไง
“นี่ริว พี่จะบอกอะไรให้อย่างนะสำหรับบางคน เพื่อนน่ะมีอยู่แค่สองประเภทเท่านั้นแหละ”
“หนึ่งคือเพื่อนที่มีผลประโยชน์และสองคือเพื่อนที่ไม่มีผลประโยชน์”
ริวขมวดคิ้วเงียบไปราวกับกำลังประมวลผลคำพูดนั้น ก่อนจะตอบ “แต่พวกพี่...ก็ยังเป็เพื่อนกันไม่ใช่เหรอครับ”
เบนซ์ส่ายหัวเบาๆ อย่างนึกขำในไม่รู้เื่อะไรของรุ่นน้องที่อยู่ตรงหน้า“พูดน่ะมันพูดได้อยู่หรอก แต่เอ็งคิดว่าคนประเภทไอ้ธันวาจะให้ความสำคัญกับเพื่อนแบบไหนมากกว่ากันล่ะ”
ประโยคนั้นทำให้ริวชะงักไปในทันทีเขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ผลประโยชน์ ที่เบนซ์พูดถึงคือสิ่งผิดกฎหมายที่เขาเพิ่งเห็นมาหรือเปล่าแต่แล้วเบนซ์หยุดเดินแล้วหันกลับมาสบตากับริวตรงๆแววตาของเขาดูจริงจังขึ้นกว่าเดิม
“สิ่งที่เอ็งไปเห็นมา...พี่แนะนำว่าอย่าไปยุ่งหรือพยายามทำความเข้าใจมันเลยจะดีกว่านะ”
ริวเม้มริมฝีปากแน่ ั์เหลือบมองรุ่นพี่ที่อยู่ตรงหน้าเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
“ครับ…”
”เด็กดี... เอาล่ะเดินต่อเถอะ ห้องพยาบาลอยู่อีกไม่ไกลแล้ว” เบนซ์พูดพลางระบายยิ้มอย่างสบายใจ
หลังจบการสนทนาทั้งสองก็เดินมุ่งหน้าต่อไปตามทางเดินอาคารเรียนนักเรียนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเริ่มเดินสวนทางไปมามากขึ้น ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นักเรียนที่ครูวิชาภาษาไทยไม่เข้าสอนถึงได้มีเวลาออกมาเดินเล่นนอกห้องแบบนี้ บางคนก็ยืนพูดคุยกันไปเรื่อย บางคนก็จับกลุ่มเล่นเกมกันอย่างเมามันส์แต่พวกเขาเ่าั้ ไม่ได้สังเกตเห็นรอยเืที่มุมปากของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เดินผ่านไป
ณห้องพยาบาล
ประตูบานใหญ่สีขาวตั้งอยู่ตรงหน้า ที่้ามีป้ายไม้สีน้ำตาลสลักด้วยตัวหนังสือสีขาวเขียนว่าห้องพยาบาลแขวนอยู่เหนือกรอบประตูทั้งสองเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า แล้วเบนซ์ก็ได้หันมามองรุ่นน้องที่มาด้วยกันก่อนจะพยักหน้าให้แล้วพูดขึ้น
“ถึงแล้วล่ะ เอ็งเข้าไปเองได้ใช่ไหม”
ริวพยักหน้ารับ “ครับ…”
“ก็บอกครูเขาไปเลยว่าโดนอะไรมาจะให้ทำแผลก็ได้ หรือจะขอยาแก้ปวดมากินก็แล้วแต่เอ็ง พอดีพี่มีธุระต่อ”
ริวลังเลอยู่เสี้ยววินาที เหมือนจะถามแต่ก็ไม่กล้าพอแล้วสุดท้ายก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่ม เพียงตอบสั้นๆ
“ครับ… ขอบคุณมากครับพี่เบนซ์”
เบนซ์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย “อ่าๆไม่เป็ไร”แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไปทันที โดยไม่หันกลับมาอีก
ริวยืนมองแผ่นหลังนั้นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพ้นลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วหมุนตัวกลับไปยังประตูเบื้องหน้าเขาเอื้อมมือไปจับลูกบิดแล้วออกแรงเปิดออก
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็ปะทะเข้ากับใบหน้าเต็มแรงจนริวต้องหลับตาลงตามสัญชาตญาณ เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวกับอุณหภูมิได้แล้วเขาก็ค่อยๆก้าวเดินต่อไป
“ขออนุญาตครับ…” เสียงของเขาดังเบาๆขณะก้าวเข้าไป
แต่ไม่มีเสียงตอบรับ ริวชะงักเล็กน้อย สายตากวาดมองไปรอบห้องเห็นตู้ยาตั้งเรียงรายเป็ระเบียบ แต่โต๊ะครูว่างเปล่าเก้าอี้ถูกเลื่อนออกมาเหมือนมีคนลุกไปอย่างเร่งรีบ
“มีใครอยู่ไหมครับ…” เขาพูดขึ้นอีกครั้งพรางขมวดคิ้ว
ห้องนี้จะไม่ใครอยู่จริงๆน่ะเหรอครับ ผมทำยังไงต่อดีล่ะทีนี้…เสียงนั้นดังขึ้นในหัวท่ามกลางความเงียบในห้องพยาบาล ที่เงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศ
ริวก้าวเดินเข้าไปอีกสองก้าว ทันใดนั้น เคร้ง!เสียงของแข็งบางอย่างตกกระทบพื้นดังขึ้นจากห้องพักผู้ป่วยข้างๆ ริวชะงักตัวแข็งทื่อด้วยความใลมหายใจของเขาเหมือนสะดุดไปหนึ่งจังหวะก่อนที่สายตาหันไปทางต้นเสียงทันที
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแม้สมองบอกให้ถอย แต่ขาเ้ากรรมกลับก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวังและพยายามลงน้ำหนักเท้าให้เบาที่สุดจนกระทั่งเห็นเงาร่างบางๆเคลื่อนไหวอยู่หลังม่านสีขาวบาง
เสียงเปิดน้ำเบาๆดังแทรกความเงียบ ริวกลืนน้ำลายก่อนจะมือเอื้อมไปจับชายผ้าม่านให้มั่น แล้วรูดมันออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว วืบ!
“ใครน่ะ!” เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับเ้าของเสียงที่หันมา
ริวมองไปก็เห็นว่าจุนโกะ ที่กำลังยืนล้างคีบหนีบสำลีที่เปื้อนเบตาดีนอยู่ตรงอ่างล้างมือเมื่อเห็นว่าเป็เธอริวนิ่งไปชั่วครู่ แล้วถอนหายใจแ่ๆ ความตึงเครียดเมื่อครู่จะคลายลงในทันที
จุนโกะนี่เอง… เขาคิดในใจ
ความรู้สึกโล่งอกแล่นเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัวแต่ทำไมการที่ได้เห็นจุนโกะมันถึงโล่งใจ ซึ่งเขาเองก็ไม่เข้าใจ
จุนโกะหันมามองเขา ก่อนจะส่งยิ้มบางๆให้ “ริวเองเหรอ”
ในจังหวะนั้นเองริวเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขารีบยกมือขึ้นบังมุมปากของตัวเองทันที แล้วจึงตอบไป ทำให้เสียงฟังไม่ค่อยชัด
“เอ่อ… ครับ”
จุนโกะเอียงศีรษะนิดๆ ราวกับกำลังสังเกตอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ทั้งสองเดินออกมานั่งที่เตียงผู้ป่วยข้างๆกัน บรรยากาศเงียบสงัดลงจนริวเริ่มทำตัวไม่ถูกก่อนจะพูดขึ้นเบาๆทำลายความเงียบก่อน
“จุนโกะ… คุมะทำอาไรทีนี่เหรอคับ” เสียงอู้อี้เล็กน้อย
จุนโกะแคงหน้าเล็กน้อย เธอเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนพยายามแปลคำพูดที่ไม่ค่อยชัดถ้อยชัดคำของเขาให้ตัวเองรู้เื่แล้วจึงตอบ
“อ๋อ พอดีว่าเราโดนคัตเตอร์บาดน่ะ”
พูดจบจุนโกะก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย ให้เขาดูนิ้วที่ถูกพันด้วยผ้าก๊อซสีขาวพันไว้เรียบร้อยแล้วทว่ามันกลับมีเืสีแดงซึมออกออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วเราก็… เป็ฮีโมฟีเลียด้วย”
“คนที่เป็โรคนี้ ถ้าเป็แผลเืหยุดยากหน่อยน่ะเลยต้องรีบมาทำแผล”
“หายเร็วๆนะครับจุนโกะ” ริวพูดออกมาเบาๆ
เมื่อได้ยินเด็กสาวก็เงยหน้าสบตาเขาแล้วส่งยิ้มบางๆให้ก่อนจะถามกลับเสียงใส
“แล้วริวล่ะ มาทำอะไรที่นี่เหรอ”
คำถามนั้นทำให้ริวชะงัก สายตาสบกับเธอเพียงครู่เดียวก่อนจะหลบลงต่ำเล็กน้อย ในหัวมีภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ย้อนกลับมา ทำให้เขาเงียบไปนิดหนึ่งเหมือนกำลังเลือกคำพูด ว่าควรจะพูดไปทั้งหมดเลยดีไหม แล้วสุดท้ายเขาก็เงยหน้าขึ้นแล้วตอบ
“ผมก็… มาทำแผลเหมือนกันครับ”
เขาตอบเพียงเท่านั้น ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมจุนโกะมองเขานิ่งๆ แววตาเหมือนกำลังสงสัยอะไรในตัวเขา แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป ริวที่เห็นแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบาๆก่อนจะค่อยๆลดมือที่บังมุมปากลง เผยให้เห็นรอยแผลที่ยังมีเืซึมๆออกมาอยู่
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว จุนโกะเบิกตากว่าง สีหน้าใแวบขึ้นมาอย่างชัดเจนแล้วจึงถามออกไปด้วยท่าทีที่เป็ห่วง
“ริวไปโดนอะไรมาเนี่ย!”
ริวไม่ได้ตอบ เพียงเบือนหน้าหนี แต่ยังคงยิ้มบางๆราวกับจะบอกเธอว่าไม่เป็ไรแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา จุนโกะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองรอบห้อง
“เอ่อ…พี่ยุวพยาบาลกับคุณครูออกไปข้างนอกน่ะ น่าจะไปทำธุระอะไรสักอย่าง” เธอหันกลับมาหาเขาอีกครั้งดวงตาคู่นั้นนิ่งแต่จริงจังขึ้น “งั้น… เราทำแผลให้นะ”
ประโยคเรียบง่ายนั้นทำให้ใจของริวกระตุกวูบเขาเหลือบมองนิ้วที่ถูกคัดเตอร์บาดที่ตอนนี้ถูกพันด้วยผ้าก๊อซไว้แล้ว เหมือนอยากบอกว่ามือของเธอก็เจ็บอยู่แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ จุนโกะลุกขึ้นเดินไปหยิบอุปกรณ์จากตู้ยา
มือของเธอหยิบจับสิ่งของอย่างคล่องแคล่ว ราวกับว่าเธอจะลืมไปซะสนิทเลยว่าตัวเองก็มีแผลที่นิ้วขณะที่ริวได้แต่นั่งมองตามแผ่นหลังบางๆของเธอไป ความเงียบที่คุ้นเคยก็ถาโถมเข้ามาใส่ห้องพยาบาลอีกครั้งแต่กลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปจากเดิม
ริวพยายามบอกตัวเองให้ระวังตัว และอย่าสนิทกับผู้คนมากเกินความจำเป็แต่เมื่อจุนโกะเดินกลับมาพร้อมถาดทำแผลและนั่งลงข้างๆ เธอขยับเข้ามาใกล้จนััได้ถึงลมหายใจแ่เบาของกันและกันเพียงเท่านั้นกำแพงก็เริ่มสั่นคลอน
ริวพยายามปั้นหน้าให้นิ่งเข้าไว้แต่เมื่อดวงตากลมๆคู่โตคู่นั้นจับจ้องมองมา พร้อมด้วยนิ้วมือเรียวเล็กที่จับสำลีชุบยามาทาแผลให้เขาด้วยความทะนุถนอมริวก็กลับกลายเป็เพียงเด็กหนุ่มที่แพ้พ่ายต่อความอ่อนโยนตรงหน้าไปโดยปริยาย