หลังได้ยินอูจินเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่นเช่นนั้นแจมินก็รู้สึกว่าตัวเองได้ตกลงไปในกับดักที่ไม่อาจถอนตัวได้เสียแล้ว
อูจินก้าวลงจากรถประจำทางแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูแผนที่ ขณะมองแถบแสดงสถานะการโหลดหมุนเป็วงกลมอยู่อย่างนั้นไม่จบสิ้นอูจินก็เริ่มคิดว่าจะจัดการกับเ้าคนที่ขายโทรศัพท์มือถือให้เขาอย่างไรดี
ผ่านไปกว่าสามสิบวินาทีแผนที่ถึงปรากฏขึ้นมาอูจินใช้ฟังก์ชันระบบนำทางเพื่อพาเขาไปยังที่หมายและรออีกหนึ่งนาทีในการค้นหาสถานที่ก่อนจะเริ่มนำทาง
สำนักบริหารจัดการผู้ปลุกพลัง
อูจินมาที่สำนักบริหารจัดการเพื่อลงทะเบียนผู้ปลุกพลังหลังจากกรอกข้อมูลส่วนตัวและความสามารถที่จุดต้อนรับก็ได้รับหมายเลขคิวมาเขารอครู่หนึ่งก่อนมุ่งหน้าไปยังห้องวัดระดับ
มีกล้องติดไว้ตามจุดต่างๆ ทั่วห้องวัดระดับมีผู้ปลุกพลังสองคนจากสำนักบริหารจัดการที่เฝ้าอยู่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุไม่คาดฝันและมีเ้าหน้าที่บันทึกผลการตรวจสอบคนหนึ่งนั่งอยู่
โอจุนฮวานเ้าหน้าที่ที่กลับมาปฏิบัติงานยังสำนักบริหารจัดการเปิดดูไฟล์ข้อมูลของคังอูจิน
“ความสามารถในการอัญเชิญสินะครับลองสาธิตให้ดูได้ไหมครับ”
คำถามของอีกฝ่ายฟังดูเป็ทางการอย่างยิ่งอูจินจึงถามกลับ
“ตรงนี้เหรอครับ”
อูจินยืนนิ่งโอจุนฮวานจึงละสายตาจากจอมอนิเตอร์ขึ้นมามองเขา
โอ๊ะ? หน้าคุ้น ๆ แฮะ
แม้จะเพิ่งเจอหน้ากันไปเมื่อไม่กี่วันก่อนแต่การแต่งตัวของเขาในตอนนั้นต่างจากตอนนี้อยู่หลายขุม โอจุนฮวานจึงจำเขาไม่ได้
“ผมต้องใช้สื่อกลางครับ”
“อ๋อความสามารถในการอัญเชิญระดับผู้เชี่ยวชาญสินะครับ ใช้สื่อกลางแบบไหนครับ”
“ต้องมีศพให้ผมสักศพน่ะครับ”
“ครับ?”
ไม่เพียงแค่โอจุนฮวานแต่ผู้ปลุกพลังของสำนักบริหารจัดการอีกสองสามคนที่เฝ้าอยู่ก็พากันงงเป็ไก่ตาแตกอูจินหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนพูดเสริม
“ไม่ใช่ศพคนครับแบบว่าร่างมอนสเตอร์หรือสัตว์ที่ตายแล้วก็ได้ครับขอเป็พวกที่มีกระดูก อา จริง ๆใช้ศพคนก็ได้ครับ”
“อะ...เข้าใจแล้วครับ”
โอจุนฮวานต่อสายไปยังฝ่ายสนับสนุนทั้งที่ยังงงอยู่ผ่านไปครู่หนึ่งร่างกระต่ายที่ตายแล้วสำหรับใช้ทดลองก็ถูกนำเข้ามาจากฝ่ายสนับสนุน
อูจินยื่นมือออกไปทางร่างกระต่ายที่วางอยู่กลางห้องวัดระดับ
“จงตื่น”
ตูม!
ร่างกระต่ายะเิออกจากนั้นทหารโครงกระดูกตนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
กี๊ กี๊
เสียงประหลาดที่ดังออกมาจากทหารโครงกระดูกนั้นทำเอาโอจุนฮวานถึงกับกลืนนํ้าลายอึกใหญ่ทั้งที่เคยพบเจอเหล่าผู้ปลุกพลังแปลก ๆ มามากมายหลายประเภทแต่เพิ่งเคยเห็นภาพแบบนี้เป็ครั้งแรก
ทว่าคงมีแค่เ้าหน้าที่ระดับเก้าอย่างโอจุนฮวานผู้มีประสบการณ์ทำงานไม่นานเท่านั้นที่เพิ่งเคยเห็นอะไรแบบนี้เป็ครั้งแรกเพราะใช่ว่าไม่มีผู้ปลุกพลังซึ่งมีความสามารถแบบนี้อยู่เลยสักหน่อย
“นะ...เนโครแมนเซอร์สินะครับ”
ผู้ปลุกพลังมีชื่อเรียกมากมายทั้งนักเวท นักรบ อัศวินศักดิ์สิทธิ์และแน่นอนว่าต้องมีเนโครแมนเซอร์ผู้ใช้พลังควบคุมอันเดดอยู่ด้วย
“ก็อย่างที่คุณเห็น”
“พลังสายอัญเชิญจะถูกจัดแรงก์การปลุกพลังโดยยึดตามความสามารถในการต่อสู้ของอสูรอัญเชิญครับรบกวนช่วยโจมตีเ้าสิ่งนั้นให้ดูหน่อยได้ไหมครับ”
อูจินมองโฮโลแกรมที่โผล่ออกมากลางห้องพลางมองสำรวจลานวัดระดับด้วยความรู้สึกแปลกใหม่พื้นที่ครึ่งวงกลมมีอุปกรณ์ติดอยู่ทั่วเพื่อสร้างโฮโลแกรมขึ้นมา
“คิดว่าเป็การต่อสู้จำลองก็แล้วกันนะครับเราจะดูการเคลื่อนไหวของอสูรอัญเชิญน่ะครับ”
โฮโลแกรมที่ว่านั้นคือมอนสเตอร์ที่เรียกว่าโคบอลต์ซึ่งมีร่างกายขนาดเล็กมันเป็มอนสเตอร์ที่พบเห็นได้ทั่วไปเหมือนเดรบบิตแต่มีนิสัยชอบปรากฏตัวและเคลื่อนไหวเป็กลุ่มมากกว่า จึงทำให้จัดการค่อนข้างยาก
กี๊ กี๊
ทหารโครงกระดูกเผชิญหน้ากับโคบอลต์ตามเจตจำนงของอูจิน
เนื่องจากเป็เพียงโฮโลแกรมไม่มีตัวตนอยู่จริง ดาบกระดูกที่กวัดแกว่งเข้าใส่จึงทะลุผ่านโคบอลต์อย่างง่ายดายโดยมีอุปกรณ์ต่าง ๆที่ติดตั้งอยู่ทั่วบริเวณคอยตรวจวัดระดับพลังจากการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น
ผ่านไปราวห้านาทีโอจุนฮวานถึงสั่งให้หยุด
“มีพลังหรือความสามารถอื่นอีกไหมครับ”
“ก็ไม่มีเป็พิเศษนะครับ”
ตอนนี้ยังไม่มีน่ะนะ
“อืมสักครู่นะครับ ช่วยตามผมมาได้ไหมครับ”
โอจุนฮวานเดินนำเขาไปยังห้องรับรองหลังจากบอกให้รอสักครู่ผ่านไปราวชั่วโมงเ้าตัวถึงกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมยื่นบัตรสีดำใบหนึ่งให้วัสดุเหมือนพวกบัตรเครดิตระดับพรีเมียมแต่ดันมีรูปถ่ายของอูจินติดอยู่เหมือนบัตรประชาชน
“นี่บัตรประจำตัวผู้ปลุกพลังครับสามารถใช้เหมือนบัตรประชาชนกับบัตรเดบิตได้เลยครับ”
บนบัตรมีข้อมูลส่วนบุคคลอย่างคร่าวๆ ของอูจินและตัวอักษรระบุแรงก์ F เขียนเอาไว้
“แรงก์ Fนี่แรงก์ตํ่าเหรอครับ”
“อืมจะเรียกว่าสูงก็ไม่น่าได้ ไม่สิ ตํ่าสุดถูกแล้วละครับเพราะว่าพลังต่อสู้ของอสูรอัญเชิญตํ่ากว่าที่คาดไว้ก็เลย...”
ก็ต้องเป็อย่างนั้นอยู่แล้วเขาไม่ได้ลงทุนทุ่มพอยต์อะไรเลย มันจึงเป็ทหารโครงกระดูกเลเวล 1อยู่อย่างนั้นแถมออกแรงได้แค่ประมาณครึ่งเดียวของผู้ใหญ่ทั่วไปด้วยซํ้า
“อืมถ้าแรงก์ตํ่ามาก ๆ จะมีการจำกัดการเข้าดันเจี้ยนอะไรแบบนั้นหรือเปล่าครับ”
“ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกครับแต่ตอนเข้าทีมอาจมีบ้างที่จะถูกเบียดออกไปจากส่วนแบ่งตามแรงก์นะครับ”
ไม่มีปัญหาถึงอย่างไรเขาก็คิดจะตะลุยดันเจี้ยนคนเดียวไม่ใช่แบบทีมอยู่แล้ว
อูจินจึงไม่ได้โม้กับอีกฝ่ายว่าเขาสามารถตัดเหล็กด้วยมือเปล่าหรือสามารถเรียกอสูรอัญเชิญออกมาสิบสี่ตนในคราวเดียวได้แต่อย่างใด
“เอ่อว่าแต่เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่าครับ”
อูจินเอียงศีรษะเล็กน้อยหลังได้ยินคำถามจากโอจุนฮวานเขาไม่ได้พยายามใช้ความคิดทบทวนความทรงจำเก่า ๆ เลยแม้แต่น้อย ไม่สิแค่รู้สึกว่าไม่ได้มีความจำเป็ให้ทำอย่างนั้นน่ะ
“เพิ่งเคยเจอนี่ละครับยังไงก็ขอบคุณนะครับ”
อูจินเดินออกจากสำนักบริหารจัดการไปทั้งอย่างนั้นโอจุนฮวานได้แต่ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแกรก ๆ
“เอเหมือนจะเคยเจอที่ไหนเลยนะ...”
รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาอย่างบอกไม่ถูกแต่แล้วในตอนที่โอจุนฮวานเดินกลับมาที่โต๊ะของตัวเองเขาก็นึกต้นเหตุของความรู้สึกคาใจนั้นออก
“อ๊ะ!คนนั้นเมื่อตอนนั้นนี่เอง สถานีกวาชอน ทางออกหมายเลข 1”
ั้แ่วันแรกที่กลับมาจากการไปช่วยปฏิบัติงานโอจุนฮวานก็ถูกผู้บังคับบัญชาตำหนิยกใหญ่เหตุเพราะไม่ทำหน้าที่เฝ้าทางเข้าออกดันเจี้ยนให้ดี
จุนฮวานควานหาในลิ้นชักก่อนหยิบบันทึกประวัติการเข้าออกของสถานีกวาชอนทางออกหมายเลข 1 ออกมา
‘ชื่อ : คังอูจิน สังกัด : ดาวโลก หมายเลขผู้ปลุกพลัง : 12345’
พอเห็นข้อมูลที่เขียนไว้หลอกๆ อย่างนั้น โอจุนฮวานก็กำหมัดแน่นจนมือสั่น
“ไม่ใช่พวกแรงก์สูงแต่เป็แค่แรงก์F งั้นเหรอ แถมยังเป็พวกหน้าใหม่เพิ่งมาลงทะเบียนวันนี้ด้วยไม่จริงน่า”
จุนฮวานหายใจติดขัดอยู่ครู่หนึ่งเมื่อคิดว่าตัวเองต้องมาถูกผู้บังคับบัญชาตำหนิเพราะคนแบบนี้
“เอ๊ะ?ว่าแต่แรงก์ F แบบนั้นเคลียร์คนเดียวได้ยังไงกันน่ะ”
ถึงสถานีกวาชอนทางออกหมายเลข 1 จะมีแต่เดรบบิตและไม่มีบลัดสโตนปรากฏเลยแต่ก็ไม่ใช่ดันเจี้ยนที่แรงก์ F จะสามารถเอาชนะได้เพียงลำพัง
“ให้ตายสิ”
โอจุนฮวานส่ายหน้าไปมาขณะโยนแฟ้มทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานถึงอย่างไรก็เป็คนที่ไม่น่าจะได้เจอกันอีก รู้อะไรไปก็เท่านั้น
หลังออกมาจากสำนักบริหารจัดการผู้ปลุกพลัง อูจินก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดดันเจี้ยนฟอรัมใช้เวลาพักหนึ่งแอปพลิเคชันก็ทำงานก่อนที่เขาจะะเิความหงุดหงิดกับหน้าโหลดดิ้ง
เขาติ๊กถูกตรงค่าเข้าหนึ่งแสนวอนในฟังก์ชันค้นหาตามที่ได้เรียนมาจากแจมินและตั้งระดับมอนสเตอร์ที่จะปรากฏออกมาไว้ที่ไม่เกิน 2ดาว
“ตรงนี้ใกล้สุดแฮะ”
อูจินค้นหาสายรถประจำทางที่จะไปยังดันเจี้ยนสถานีชินริมทางออกหมายเลข 7 แล้วเดินไปรอที่ป้ายรถประจำทาง
“แหมเ้าสิ่งที่เรียกว่าแอปนี่มันช่างสะดวกดีจริง ๆ”
ระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมาไม่ได้มีแค่ดันเจี้ยนเท่านั้นที่เกิดขึ้นมาแทนที่สถานีรถไฟใต้ดินแม้แต่สมาร์ตโฟนที่ใน่เวลานั้นคนยังไม่ค่อยคุ้นเคยตอนนี้กลับกลายเป็ว่าใคร ๆต่างก็ต้องมีกันอย่างน้อยคนละหนึ่งเครื่องแล้ว
แถมยังมีแอปพลิเคชันที่สะดวกต่อชีวิตประจำวันอยู่มากมายอีกด้วย
ยิ่งเข้าใกล้สถานีชินริมมากเท่าไรความสูงของอาคารโดยรอบยิ่งลดลงเรื่อย ๆ และดูเงียบเหงาขึ้นมา ทั้ง ๆที่เป็ย่านใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน แต่กลับไม่มีถนนที่คับคั่งไปด้วยตึกสูงและตรงสี่แยกก็มีที่ดินว่างเปล่าอยู่ประปรายรวมถึงมีลานจอดรถโล่ง ๆ อยู่ด้วย
“ดูเหมือนจะเกิดดันเจี้ยนเบรกครั้งหนึ่งแล้วสินะ”
ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นคงไม่มีทางที่อาคารดี ๆ จะถูกรื้อถอนจนเหลือเป็ตอร้างว่างเปล่าแบบนี้แน่
ตรงทางออกหมายเลข1มีด่านทหารรักษาการณ์เหมือนสถานีกวาชอนแต่หน้าทางออกหมายเลข 7ซึ่งเป็จุดหมายของเขากลับคับคั่งไปด้วยผู้คนเสียอย่างนั้น
อูจินมองดูผู้คนที่ยืนต่อแถวกันยาวเหยียดอย่างกับชาวเน็ตที่มาตามรอยหลังได้ดูบล็อกร้านอร่อยอย่างไรอย่างนั้น
“คิดไม่ถึงเลยแฮะ”
เนื่องจากค่าเข้าค่อนข้างตํ่าและมีแต่มอนสเตอร์ระดับตํ่ากว่า2ดาวเท่านั้นที่จะปรากฏออกมา ค่าตอบแทนความเสี่ยงจึงน้อยไปด้วยแต่ถึงอย่างนั้นเหมืองที่ทำเงินได้ก็มักเกิดาแย่งชิงกันอย่างดุเดือดอยู่ดี
อูจินมายืนต่อแถวอย่างช่วยไม่ได้ดูจากการที่คนอื่น ๆ จับกลุ่มแล้วจดจ่อกับการพูดคุยกันเป็กลุ่มเล็ก ๆ แล้วทุกคนคงมีทีมที่ทำงานด้วยกันอยู่แล้วสินะ
ตอนนั้นเองผู้ชายท่าทางกระฉับกระเฉงคนหนึ่งที่ยืนต่อแถวอยู่ข้างหน้าก็หันมาพูดกับเขา
“พี่ชายดูท่าเหมือนจะมาคนเดียวนะ ไม่มาร่วมทีมกับพวกเราล่ะ เรามีกันเจ็ดคนขาดอยู่คนหนึ่งพอดีเลย”
“เอ่อไม่เป็ไรครับ ผมจะเข้าไปคนเดียวน่ะครับ”
ผู้ชายคนนั้นทำสีหน้าเหมือนไม่พอใจหลังได้ยินอูจินปฏิเสธ
“เดี๋ยวสิจะเข้าไปคนเดียวให้เปลืองค่าเข้าทำไมกันล่ะถึงขุดบลัดสโตนจนครบเวลายังไงก็มีขีดจำกัดอยู่นะ”
พอเห็นอูจินมีสีหน้างุนงงผู้ชายคนนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดัง
“ท่าทางคงเพิ่งมาเป็นักขุดได้ไม่นานละสิ”
มีศัพท์เฉพาะวงการที่ไว้ใช้เรียกผู้ปลุกพลังอยู่
โดยเรียกคนที่เชี่ยวชาญในการบุกเข้าตะลุยดันเจี้ยนที่ยังไม่ถูกพิชิตมาก่อนว่า‘เรนเจอร์’ เรียกคนที่เน้นหาบลัดสโตนจากมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนที่ถูกพิชิตไปแล้วว่า‘นักขุด’และเรียกคนที่ระดมกำลังออกจัดการมอนสเตอร์ร่วมกับพวกทหารที่สถานีรถไฟใต้ดินซึ่งเกิดเหตุดันเจี้ยนเบรกว่า‘การ์เดี้ยน’
นี่เป็แค่การเรียกตามลักษณะงานที่ทำกันเป็หลักเท่านั้นไม่ใช่การเรียกโดยจำแนกตามอาชีพแต่อย่างใดดังนั้นเรนเจอร์อาจกลายเป็นักขุดหรือนักขุดอาจจะเปลี่ยนเป็การ์เดี้ยนก็ได้
ผู้ชายคนนั้นคงคิดว่าอูจินเป็มือใหม่เขาจึงแจกแจงกฎของนักขุดเหมืองโดยสรุปให้ฟัง
ดันเจี้ยนมีการจำกัดจำนวนสมาชิกที่สามารถเข้าได้เอาไว้
ตอนที่พวกเรนเจอร์พิชิตดันเจี้ยนจะบุกเข้าไปโดยจัดตั้งทีมเต็มจำนวนสมาชิกสูงสุด
พวกเขาจะถูกเรียกว่าทีมจู่โจมการที่สามกิลด์ใหญ่ของเกาหลีใต้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็เพราะพวกเขามีทีมจู่โจมที่มีความสามารถอยู่นั่นเอง
พวกนักขุดก็เช่นกัน
การเข้าไปโดยจัดตั้งทีมเต็มจำนวนสมาชิกสูงสุดนั้นก็เพื่อประหยัดค่าเข้านั่นเอง
ซึ่งจำนวนคนที่สามารถเข้าได้สูงสุดของดันเจี้ยนสถานีชินริมทางออกหมายเลข 7 คือแปดคน
“เพราะงั้นเลยจะบอกว่าถึงจะเข้าไปคนเดียวก็ต้องจ่ายเต็มแปดแสนวอนสำหรับแปดคนอย่างนั้นเหรอครับ”
“ก็ใช่น่ะสิแล้วนั่นก็เป็อัตรารายชั่วโมงด้วยนะ”
ต่อให้เป็มอนสเตอร์พื้นฐานของดันเจี้ยนก็เถอะสิ่งที่เป็อันตรายก็ยังคงอันตรายอยู่ดีข้อมูลที่เปิดเผยออกมาก็แค่ทำให้วางแผนรับมือง่ายขึ้นเท่านั้นท้ายที่สุดแล้วนักขุดก็ยังต้องเสี่ยงชีวิตกันอยู่ดี
ศิลาย้อนกลับส่วนใหญ่จะพบในจุดที่ลึกที่สุดของดันเจี้ยนการจะพิชิตเพียงลำพังให้ได้ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงเป็ไปได้ยากทีเดียวและหากอยู่เกินเวลาก็จะต้องจ่ายค่าเข้าเป็สองเท่าโดยเปล่าประโยชน์
ถ้าจะเข้าใช้ดันเจี้ยนคนเดียวสองชั่วโมง แค่ค่าเข้าก็ปาไปหนึ่งล้านหกแสนวอนแล้ว
ถึงการเข้าไปจัดการกับมอนสเตอร์ทุกตัวในนั้นแล้วเอาบลัดสโตนมาครองเพียงคนเดียวจะสามารถทำเงินได้พอสมควรก็เถอะแต่ถ้าเป็ผู้ปลุกพลังที่มีความสามารถถึงขั้นนั้นละก็ สู้ไปดันเจี้ยนระดับสูงที่ทำเงินได้มากกว่าไม่ดีกว่าหรือไงมีอย่างที่ไหนถึงมาดันเจี้ยนระดับ 2 ดาวแบบนี้กันล่ะ
“แล้วอยู่แรงก์เท่าไหร่น่ะ”
“แรงก์ Fครับ”
“จิ๊ ๆนี่คงมาแบบไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเลยละสิแต่นายยังโชคดีอยู่นะคิดซะว่าเป็การเรียนรู้แล้วมาเข้าทีมพวกเราดีกว่าน่าเดี๋ยวจะรับรองความปลอดภัยให้เอง”
“อืมเอางั้นก็ได้ครับ”
ความปลอดภัยอะไรนั่นอูจินดูแลด้วยตัวเองได้อยู่แล้วถึงอย่างนั้นก็ยอมเข้าร่วมทีมของอีกฝ่ายแต่โดยดีเหตุผลเพียงเพราะไม่มีเงินค่าเข้าล้วน ๆ
ต้องรีบอัปเลเวลแล้วจะได้ไปเคลียร์ดันเจี้ยนอย่างสบายใจสักที
ดันเจี้ยนประเภทเหมืองที่มีข้อจำกัดมากมายแถมยังเก็บค่าธรรมเนียมสูงปรี๊ดแบบนั้น ดูจะไม่เข้ากับนิสัยของอูจินเอาเสียเลยแต่ถึงจะรู้สึกเสียดายเขาก็จะคิดเสียว่าวันนี้เป็การลองเปิดประสบการณ์และลองร่วมมือกับคนอื่นก่อนสักหนึ่งวันก็แล้วกัน