ตอนที่ 9 รองเท้าเป็เหตุ
หานซีหนิงถูกหิ้วกลับมายังหมู่บ้าน
เจียงปิงฮั้วเรียกหาภรรยาเสียงดังจากนั้นก็โยนหานซีหนิงให้กับนาง
"ตายจริง ท่านพี่เหตุใดจึงหิ้วหนิงเอ๋อร์กลับมาเช่นนั้น"เจียงฮูหยินลูบใบหน้ามอมแมมของหานซีหนิงอย่างเบามือเช็ดใบหน้าเล็กนุ่มนิ่มให้สะอาด
เจียงปิงฮั้วมองเข้าไปในเรือนประตูห้องโถงใหญ่เปิดกว้าง ราวกับกำลังมองหาใครอยู่เมื่อไม่เห็นก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักเขาหันมาพูดกับภรรยาซึ่งกำลังนั่งคุกเข่าเช็ดหน้าเช็ดตาให้เด็กหญิง"เดือนกว่ามานี้ข้าก็คิดว่านางรู้ความบ้างแล้ว ไม่แอบหนีไปก่อเื่ที่ใด แต่ที่ไหนได้วันนี้นางผ่านประตูเข้าไปวิ่งเล่นในป่าอสูร!"
เจียงฮูหยินใ
นางเลี้ยงหานซีหนิงมาด้วยน้ำนมของตัวเองเป็เหมือนลูกสาวในไส้คนหนึ่ง เมื่อได้ฟังสามีเอ่ยเช่นนั้นก็รู้สึกผวา
ป่าอสูรเป็สถานที่เช่นไรกันใครบ้างไม่รู้ วันนี้พ่อบ้านใหญ่ตระกูลเจียงก็ให้สามีนางเกณฑ์คนในหมู่บ้านไปตั้งมากมายไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก นางเองก็ซ่อนลูกสาวของตนแทบไม่ทันทางหนึ่งยังนึกเป็ห่วงหานซีหนิง ไม่คิดว่าเื่ที่นางกังวลจะเกิดขึ้นจนได้
"เหตุใดเ้าจึงเข้าไปในนั้น หืม?" สีหน้าเจียงฮูหยินดูปวดใจยิ่ง
หานซีหนิงส่ายหน้าไม่เปล่งเสียงเอ่ยสิ่งใด เธอไม่รู้จักครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้านยิ่งไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเ้าของร่างเก่ากับพวกเขา
สุดท้ายหานซีหนิงก็ถูกพาไปอาบน้ำใหม่
อันที่จริงเธอก็ไม่ได้สกปรกขนาดนั้นแค่ระหว่างทางกลับมา เจียงปิงฮั้วโยนเธอลงบ่อโคลนจากนั้นก็หิ้วคอเสื้อของเธอพาไปจุ่มน้ำในลำธารต่อมาก็หิ้วเดินอ้อมหมู่บ้านจนเสื้อผ้าแห้ง สุดท้ายถึงได้พากลับมาที่บ้านของเขา
เจียงปิงฮั้วหัวเราะอย่างชั่วร้ายเด็กหญิงได้ยินก็พลันหดคอ
หานซีหนิงที่แช่อยู่ในอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่มุดศีรษะเล็กๆ ลงน้ำทันที แว่วได้ยินเสียงอื้ออึงในหูเป็เสียงเจียงฮูหยินที่กำลังตำหนิสามี บอกให้เลิกแกล้งเธอให้หวาดกลัวได้แล้ว
เจียงฮูหยินหาเสื้อผ้าให้หานซีหนิงเปลี่ยนหยิบรองเท้าฟางหยาบๆ ข้างหนึ่งมาให้สวม
หานซีหนิงก้มมองนิ้วก้อยที่โผล่ออกมาจากรองเท้าฟางพลันสีหน้าเหยเกอย่างรับไม่ได้ ชี้ให้เจียงฮูหยินดูนิ้วก้อย
อีกฝ่ายลูบศีรษะหานซีหนิงพลางหัวเราะเอ่ยปลอบ "เอาน่า เ้าสวมมันไปก่อนรอหารองเท้าอีกข้างเจอแล้วค่อยเปลี่ยนก็ได้"
อีกข้างไม่รู้อยู่ที่ไหนให้สวมเช่นนี้มันน่าอายนะเ้าคะ...หานซีหนิงโอดครวญในใจสายตามองตามเจียงฮูหยินที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว ปากก็เอ่ยเื่ต่างๆกับหานซีหนิง เธอตอบกลับบ้างเป็บางครั้ง
รอจนถึงมื้อกลางวันหานซีหนิงก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่
"เจียงว่านเสว่ย?" ...ว่านน้ำ? หานซีหนิงหางคิ้วกระตุก คงไม่มีอดิศักดิ์โผล่มากระมัง
เธอมองเด็กหญิงแปดขวบหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักน่าเอ็นดูอีกฝ่ายสุดแสนจะขี้อาย เมื่อหานซีหนิงจ้องนางเจียงว่านเสว่ยก็ไม่กล้าสบตาหานซีหนิงอีกเลย
หานซีหนิงเอียงศีรษะมองยื่นมือไปจิ้มแก้มเล็กๆ นุ่มนิ่มของเจียงว่านเสว่ย เด็กหญิงม้วนหน้าหลบหลังเจียงฮูหยินทันทีหานซีหนิงจึงเงยหน้ามองเจียงฮูหยิน ดวงตาใสซื่อกลมโตราวกับมีคำถาม
เจียงฮูหยินหัวเราะอุ้มลูกสาวขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ หานซีหนิง ก่อนจะเรียกสามีออกมากินข้าว
ระหว่างนั้นพวกเขาทานไปคุยกันไปหานซีหนิงถึงได้รู้ว่า เจียงฮูหยินนั้นแท้จริงคือน้องสาวของลุงฉี นาม 'ฉีชาง' ในเวลานั้นมารดาของหานซีหนิงจากไปกะทันหันเด็กทารกแรกเกิดจึงอาศัยน้ำนมจากเจียงฮูหยินที่เพิ่งคลอดเจียงว่านเสว่ยได้สองเดือนคอยเลี้ยงดู
ช่างน่าซาบซึ้งยิ่งหานซีหนิงจดจำบุญคุณไว้ในใจ โซ่ทองคล้องเกี่ยวอย่างแ่า สักวันต้องได้ตอบแทน
หานซีหนิงอยู่เล่นที่เรือนหัวหน้าหมู่บ้านอีกพักใหญ่แอบมุดหายเข้าไปในห้องหนังสือของเจียงปิงฮั้วโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้จากนั้นก็ขโมยหนังสือออกมามากมายเชียวละ ฮ่าๆ
เมื่อเดินออกมาหน้าบ้านบนลานกว้างจัดวางสิ่งของอย่างเป็ระเบียบ มีต้นว่านน้ำปลูกไว้ข้างกำแพง โรงเก็บฟืนมีกระสอบข้าวสาลีล้นออกมาสภาพความเป็อยู่เงียบสงบจนน่าแปลกใจ
หานซีหนิงเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่ใกล้จะลับขอบฟ้าในใจก็คิดว่าต้องรีบกลับไปทำกับข้าวรอพี่ชาย
เพียงแต่เพิ่งละสายตาจากดวงกลมๆสีส้มทองบนท้องฟ้า มองลงมาก็เห็นพี่ชายยืนทำหน้าถมึงทึง
หานซีหนิงถึงกับผงะ เบิกดวงตากลมโต
เธอกำลังจะเอ่ยปากร้องขอชีวิตทว่าหานเซ่ออี้กลับดึงเธอเข้าไปกอด
"..."
การกระทำของพี่ชายยิ่งทำให้หานซีหนิงงุนงงไปใหญ่...เพราะเหตุใดกัน?
ร่างเล็กๆ แทบแหลกจะกอดแน่นไปหรือไม่ "ท่านพี่..."
"หุบปาก"
"..." เ้าค่ะ
เขาปล่อยเธอแล้ว ทว่ายังใช้ดวงตาคมกริบจับจ้อง"เ้าหายไปไหนมา เหตุใดข้ากลับไปที่เรือนแล้วไม่พบเ้า"
หานซีหนิงได้ยินก็สะดุ้งเธอจะบอกเขาได้อย่างไรว่าตามเขาไปที่ป่าอสูร อึกอักอยู่นานสุดท้ายก็ตอบเสียงเบาราวยุ่งบิน "ขะ...ข้าหิว"
น่าตายนักหานเซ่ออี้ยกมือหมายจะเขกศีรษะหานซีหนิงเป็การลงโทษ
เด็กหญิงหดคอสุดชีวิตทว่ารอแล้วรอเล่าก็ยังไม่รู้สึกเจ็บ ลืมตาขึ้นมอง เห็นพี่ชายแค่ยกมือค้างไว้ใบหน้านิ่งขรึม แต่ดวงตากลับฉายประกายคุกรุ่นอย่างชัดเจน
หานเซ่ออี้เห็นท่าทางหวาดกลัวของน้องสาวก็เขกศีรษะนางไม่ลงสายตาเหลือบเห็นรองเท้าฟางข้างหนึ่งของนางมีรอยขาด นิ้วก้อยโผล่ออกมารับลมเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ว เขาย่อตัวคุกเข่าข้างหนึ่งหยิบรองเท้าที่เก็บมาจากป่าอสูรออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะสวมให้นางกับมือ
หานซีหนิงทรงตัวด้วยการแตะมือข้างหนึ่งลงบนไหล่พี่ชายมองเห็นรองเท้าที่ทำหายก็รู้สึกผวา
มะ...แม่ง! เช่นนั้นเขาก็รู้แล้วสิว่าข้าแอบตามเขาเข้าป่าอสูร
ครั้นเด็กหนุ่มเห็นแววตาตื่นตะลึงระคนตระหนกของน้องสาวก็เผยยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย กำลังจะจูงมือนางกลับเรือนยามนั้นหัวหน้าหมู่บ้านเดินออกมาแล้วเอ่ยรั้งคนไว้
เขากวักมือเรียกหานเซ่ออี้ก็ลุกขึ้นยืน สายตามองหัวหน้าหมู่บ้านด้วยความแปลกใจ
"ซีหนิง เ้าเดินมานี่สิ"น้ำเสียงช่างไม่น่าไว้ใจยิ่ง รอยยิ้มก็ดูมีนัยแอบแฝง
หานซีหนิงลังเลก่อนจะหันไปหลบหลังพี่ชาย
หัวหน้าหมู่บ้านยิ้มเ้าเล่ห์เดินเข้ามาแล้วก็จับหานซีหนิงห้อยหัว จับขาเธอทั้งสองข้างยกขึ้นแล้วเขย่าๆ
เฮ้ย! ทำบ้าอะไรวะ?...หานซีหนิงเกือบขย้อนเครื่องในออกทางปาก
หลังจากนั้นสิ่งของมากมายที่หานซีหนิงซ่อนไว้ในอกเสื้อก็หล่นกองบนพื้นหลายชิ้นบนลานเรือนกว้างขวาง สามารถมองเห็นชัดว่าเธอขโมยสิ่งใด
หานเซ่ออี้มองท้องฟ้าอย่างไร้คำพูด"......"
เจียงปิงฮั้วชี้หน้าตำหนิหานซีหนิงอย่างอ่อนอกอ่อนใจไม่รู้ว่าเขาควรจะหัวเราะดีหรือไม่ ทุกครั้งที่นางมาที่บ้านเขามีครั้งใดบ้างที่เขย่าตัวนางแล้วไม่พบสิ่งของ
หานเซ่ออี้กุมขมับ
ทว่าครั้งนี้ของที่หานซีหนิงขโมยเหมือนจะแปลกไปจากทุกครั้งนอกจากขนมในห่อผ้าสองชิ้น นอกนั้นก็มีแต่ตำราในห้องหนังสือของเจียงปิงฮั้ว
คราวก่อนนางขโมยหินิญญาของเจียงปิงฮั้วหานเซ่ออี้เคยถามนางด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว เขาถาม...เหตุใดถึงได้หยิบมันมาทั้งที่นางก็รู้ว่ามันกินไม่ และเขาก็ได้รับคำตอบจากนางว่า 'มันเปล่งแสงสีส้มสว่างทั้งอากาศข้าจะเอามันมาทำไฟตะเกียง'
ทันทีที่ได้ฟังในใจเขามักจะเกิดคำถามที่ว่า 'นางมองเห็น?' และเหมือนจะมีแค่นางที่มองเห็นละอองแปลกประหลาดอะไรพวกนั้นทว่าเขาไม่ได้บอกนางว่าสิ่งที่พูดมีแค่นางที่เห็นคนเดียว
"หนิงเอ๋อร์เหตุใดเ้าจึงขโมยหนังสือลุง? เ้าอ่านออกหรือ"
หานซีหนิงไม่ได้เอ่ยตอบในทันทีแต่เหลือบมองพี่ชายราวกับ้าความช่วยเหลือ
หานเซ่ออี้ประสานมือขออภัยเจียงปิงฮั้วและเอ่ยตอบหัวหน้าหมู่บ้านแทนน้องสาวว่า"ระยะนี้ข้าให้นางเรียนหนังสือกับลุงฉีเพราะเหตุนี้กระมังนางถึงได้ดูสนใจหนังสือเป็พิเศษ"
เจียงปิงฮั้วไม่ได้แปลกใจที่ได้ยินว่าหานซีหนิงเรียนหนังสือกับฉีชวน...แต่หัวขโมยอย่างนางน่ะหรือเรียนหนังสือ เื่ตลกเช่นนี้มิต่างอะไรกับข่าวที่เขาออกลูกเป็หมูหานซีหนิงคือหมูตะกละ!
เขาหยิบหนังสือเ่าั้ขึ้นมาดูเล่มหนึ่งคือตำราค้าขาย...เศรษฐศาสตร์? อีกเล่มคือบันทึกการท่องเที่ยวแดนไกล...ภูมิศาสตร์ส่วนเล่มนี้ก็ชีวประวัติของบุคคลสำคัญต่างแคว้น...ประวัติศาสตร์ สุดท้ายนั้นคือตำรากฎเกณฑ์ของแคว้นเทียน...กฎหมาย?
หากหานซีหนิงเรียนหมดนี่เข้าใจจะไม่เป็อัจฉริยะหรือ
เมื่อเจียงปิงฮั้วดูแล้วก็ไม่ใช่ตำราหรือหนังสือต้องห้ามเช่นตำราศาสตร์การฝึกยุทธ์แต่อย่างใดจึงส่งหนังสือทั้งหมดนั้นให้เด็กหญิง ลูบศีรษะนางแล้วเอ่ย "ตั้งใจเรียนเล่าแล้วข้าจะมอบรางวัลให้"
พูดพลางแย้มยิ้มอย่างเอ็นดู
หานซีหนิงพยักหน้ารับแล้วฉีกยิ้มกว้างกอดตำราทั้งหมดไว้แนบอก ราวกับมันคือสิ่งล้ำค่า
จากนั้นก็ชี้ไปที่ลาในคอก"ข้าอยากได้อันนั้นเป็รางวัล"
หางคิ้วเจียงปิงฮั้วกระตุกรีบไล่สองพี่น้องกลับเรือนอย่างไว
เมื่อไม่มีอะไรหานเซ่ออี้จึงประสานมือกล่าวลาหัวหน้าหมู่บ้าน จูงมือน้องสาวเดินกลับเรือน
ระหว่างทางหานซีหนิงยิ้มแก้มปริ
ตำราเหล่านี้จะช่วยให้เธอเข้าใจโลกใบนี้ได้กระจ่างชัดมากขึ้นที่สำคัญคือ...มันเป็ภาษาจีน!
์ในที่สุดเธอก็ได้อ่านภาษาบ้านเกิดตัวเองเสียที
เย็นวันนี้ระหว่างที่นั่งกินข้าวหานซีหนิงเปิดตำราอ่านไปด้วย โดยไม่ได้สังเกตสายตาของพี่ชายที่มองมา
ยิ่งนับวันหานซีหนิงยิ่งไม่รู้สึกถึงความแปลกแยกระหว่างเธอกับเด็กหนุ่มจึงมักจะลืมตัวอยู่เสมอ คิดว่าตัวเองอยู่ในโลกก่อนกับพี่ชาย
เห็นนางตั้งใจอ่านอย่างกระตือรือร้นเช่นนั้นความรู้สึกของหานเซ่ออี้ก็เลยคำว่าสงสัยไปนานแล้วดูท่าน้องสาวของเขาจะเป็อัจฉริยะเรียนหนังสือกับลุงฉีแค่ครึ่งเดือนก็สามารถจดจำตัวอักษรได้มากมายขนาดนี้ได้แล้วเชียว
เมื่อนึกถึงเื่นี้เขาก็กระตุกยิ้มมุมปากใบหน้าหล่อเหลาสะท้อนแสงตะเกียง ท่าทางดูผ่อนคลายอย่างมาก
หลังจากนั้นหานเซ่ออี้ก็ไม่คิดจะสงสัยอะไรน้องสาวอีก
ระหว่างที่กินโจ๊กอุ่นๆหานเซ่ออี้เอ่ยไปด้วยว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงสิ้นเดือนซึ่งเป็วันหยุดสองวันของชนชั้นแรงงานวันนั้นจะมีตลาดแรงงานจัดขึ้นที่หมู่บ้านข้างเคียง ชนชั้นแรงงานมากมายจะสามารถนำของไปขายหรือซื้อกลับมาได้เป็การแลกเปลี่ยนระหว่างเงินขาวกับเงินดำด้วยกัน
อีกทั้งยังเป็ตลาดที่จัดขึ้นแค่เดือนละครั้งยาวนานสองวันเต็ม ตลาดแห่งนี้จึงคึกคักอย่างมาก
ไม่รู้ว่าหานซีหนิงเลิกสนใจตำราในมือั้แ่เมื่อไรครั้นหานเซ่ออี้เอ่ยจบ เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นดวงตาเปล่งประกายของน้องสาวรอยยิ้มซุกซนระคนกระตือรือร้นปรากฏบนใบหน้าของนาง
หานเซ่ออี้จึงเอ่ยต่อ"ข้าจะพาเ้าไปซื้อรองเท้า"
"ระ...รองเท้า?"
"อืม"
หานซีหนิงสะอึกในใจอยู่เล็กน้อยพี่ชายพูดมาตั้งนาน ที่แท้เขาก็ยังไม่ปล่อยวางเื่รองเท้าของเธอจึงเอ่ยตอบอ้อมแอ้มเพราะคิดว่าพี่ชายยังโกรธเื่ในป่าอสูรวันนี้อยู่"ขะ...ขอบคุณเ้าค่ะ"
ทว่าสองวันต่อจากนั้นหานซีหนิงก็ตั้งตารอคอยวันหยุดของพี่ชาย หลายครั้งวิ่งเข้าไปในป่าเก็บเห็ดและสมุนไพรออกมามากมาย เตรียมนำมันไปขายในตลาดชนชั้นแรงงาน
พอตกเย็น หานซีหนิงก็นั่งนับและจัดของเ่าั้ลงในตะกร้าคำนวณยอดเงินไว้คร่าวๆ
แม้หานซีหนิงจะรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดในป่าด้านหลังเรือนไม้ไผ่ถึงได้อุดมสมบูรณ์นักแต่กลับไม่ได้สนใจอยากรู้เท่าไร
ต่อมาพี่ชายก็เล่าให้ฟังว่าด้านหลังป่านี้เคยเป็ส่วนลึกของป่าอสูรเมื่อก่อนมีอสูรดุร้ายอยู่หลายตัว ชาวบ้านจึงไม่กล้าเข้าไกลผ่านมาหลายร้อยปีสภาพป่าจึงอุดมสมบูรณ์ต่อมามารดาของพวกเขาได้สร้างเขตอาคมระดับ์ขึ้นทำให้อสูรเ่าั้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ทิ้งป่าสมบูรณ์เอาไว้อย่างนี้...
หานซีหนิงเชื่อเื่ที่พี่ชายเล่าจนสนิทใจไม่ได้เอะใจแม้แต่น้อยว่าเขาโกหก แน่นอนว่าหานเซ่ออี้โกหก
บนโลกนี้จะมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ที่ไหนกันเมื่อก่อนเขาไม่เคยสำรวจป่าเพราะมองไม่เห็นสิ่งที่น้องสาวมองเห็นกระทั่งพืชหรือผลไม้ก็ไม่รู้ว่าอันไหนกินได้บ้างหรืออันไหนมีพิษ
หากหานซีหนิงกินแล้วตายแสดงว่ามีพิษถ้าไม่ตายเขาก็กินตามนาง
ดังนั้นเป็เพราะท่านแม่จากไปกะทันหันจึงเพียงบอกความลับเื่ห้วงมิติในหยกให้กับเขา เดิมทีมันไม่ใช่สมบัติของท่านแม่นางจึงบอกให้เขาระวังแต่นางก็หวังว่าภายภาคหน้าห้วงมิติแห่งนี้จะสามารถใช้ปกป้องเขาและน้องสาวรอวันข้างหน้าที่เขาเติมใหญ่และแข็งแกร่ง เมื่อนั้นให้กลับแคว้นตี้ล้างแค้นคนตระกูลอวิ๋น
แววตาหานเซ่ออี้มีบางอย่างซ่อนอยู่กระนั้นหานซีหนิงก็ไม่คิดจะใส่ใจนั่งคำนวณเงินที่จะได้จากพืชสมุนไพรและเห็ดบำรุงร่างกายล้ำค่าเหล่านี้ต่อสุดท้ายก็นั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว ใบหน้ามีความสุขเหลือประมาณ
หานเซ่ออี้ส่ายหน้าน้อยๆ ให้กับความไร้เดียงสาของน้องสาวก่อนจะอ่านตำราในมือต่อในใจก็เกิดความสงสัยไปด้วยว่าเหตุในตัวเองถึงได้เลื่อนขั้นพลังยุทธ์รวดเร็วนัก