วุ่นรักพี่รหัสตัวร้าย

    13:เมื่อเขามา ฉันจะไป

       “รอนานไหม” มือเรียวจัดหน้าม้าที่ถูกลมพัดจนเสียทรงให้กับมินอา “ตัดหน้าม้าแล้วดูน่ารักอีกแบบนะ” ภาพน่ารักๆระหว่างพี่น้องที่ถูกเฝ้ามองอย่างเงียบๆจากสายตาของคนอื่น โดยเฉพาะตินได้แต่ก้มมองพื้นเท้าเขี่ยเม็ดกรวดไปอย่างเบื่อหน่าย   “พี่ธัพรวยใช่เล่นนะเนี่ย” ซีนชวนตินคุยเรื่องอื่นเพื่อช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของเพื่อนรัก   “ก็เออดิ เพื่อนกูเนี่ยมหาเศรษฐีเลยล่ะ” พอได้ยินสองหนุ่มคุยกันไตเติ้ลก็กระโดดแทรกฝ่าทุกวงล้อมเข้ามาคุยโวด้วย   “ป่ะ” ธัพธัยมาถึงก็ชวนทุกคนออกเดินทางต่อ   “ไปไหน เราไม่ได้พักที่นี่หรอ” ไม่ใช่แค่มินจุนที่งุนงงแต่เพื่อนแสบสองตัวเองก็มีสีหน้างงเหมือนกัน เพราะตอนนี้พวกเขาก็อยู่ที่ทะเล และก็อยู่หน้าโรงแรมแล้วนิ ยังต้องไปไหนต่ออีก   “ที่นี่ไม่ได้มีแค่โรงแรมหลายชั้นให้พักหรอกนะ กูจะพาไปพักที่แอดวานซ์กว่านี้” คำตอบที่ได้ก็ยังไม่ได้ไขข้อข้องใจให้เท่าไหร่นัก แขนพี่คล้องคอคนน้องให้เดินตาม มินจุนก็ไม่วายลากแขนมินอาไปด้วย เป็นภาพที่ขัดตาทุกคนจริงๆ   “ต้องออกทะเลหรอ” เมื่อเส้นทางที่ถูกลากมาเป็นท่าเรือของโรงแรมทำให้เข้าใจได้เช่นนั้น สปีดโบ๊ทบรรทุกทั้งแปดชีวิตมุ่งหน้าออกสู่ทะเลกว้าง ไม่นานนักก็ถึงจุดหมายที่ธัพธัยบอก ปลายทางที่ว่ามันถูกตั้งไว้กลางทะเลมองไปทางไหนก็ไม่เห็นฝั่ง จะมีก็แต่แผ่นดินที่เพิ่งจากมาอยู่ไกลลิบ เมื่อก้าวเท้าขึ้นท่ามาเป็นทางเดินไม้ทอดยาวไปไม่ไกลนัก พื้นที่ประกอบไปด้วยบ้านพักทั้งหมดห้าหลัง ทุกหลังถูกเชื่อมกันไว้ด้วยสะพานไม้สีขาวเด่น การสร้างแบบสลับฟันปลาโดยหลังที่ห้าจะอยู่ตรงปลายสะพานฝั่งตรงข้ามกับท่าเรือ ให้ฟิลเหมือนเที่ยวมัลดีฟส์ประมาณนั้น มีพื้นที่ตรงกลางสะพานขนาดไม่กว้างมากไว้สำหรับทำกิจกรรมปิ้งย่างต่างๆ   “สุดยอดเลยว่ะ” พี่อาร์มอุทานเสียงดังด้วยความตื่นเต้น แม้จะเป็นเพื่อนสนิทของธัพธัยแต่เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก ทุกคนแยกย้ายเอาของเข้าไปเก็บในบ้านพัก โดยมินอากับพี่เจียพักหลังเดียวกัน พี่อาร์มพักกับพี่ไตเติ้ล ซีนพักกับติน สุดท้ายเป็นคู่พี่ธัพกับมินจุนซึ่งเลือกบ้านหลังปลายสะพานที่วิวสวยสุดในบรรดาบ้านทุกหลัง ตินรู้สึกโล่งอก อย่างน้อยมินจุนก็ไม่ได้พักกับมินอา ไม่งั้นเขาอาจต้องกระโดนน้ำตายเป็นผีเฝ้าทะเลเป็นแน่   “ที่นี่เขาสร้างไว้ทำไม”   “ก็ไว้ให้นักท่องเที่ยวพักสิ ถามแปลก” พี่ธัพตอบกวนน้อง ตอนนี้อยู่กันสองคนในห้องแล้วไม่ต้องเกรงสายตาใคร อันที่จริงเขาก็ไม่ได้สนคนอื่นหรอก แต่เพราะยังไม่ได้เปิดตัว และมินจุนก็ไม่อยากบอกใครๆกระทั่งเพื่อนสนิท เขาจึงต้องแคร์สายตาคนรอบข้างอย่างจำใจ   “พี่เป็นเจ้าของทะเลด้วยหรอ” มินจุนถามตาโตด้วยความไม่รู้ การที่จะสร้างที่พักกลางทะเลได้คงต้องเป็นเจ้าของพื้นที่เท่านั้น คือสิ่งที่มินจุนเข้าใจ   “มึงก็คิดได้เนาะ ใครจะเป็นเจ้าของทะเลได้วะ สัมปทานนะ เข้าใจป่ะ”   “เอ้า! ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าแต่มีคนพักด้วยหรอ น่ากลัวจะตาย” เมื่อมองออกไปนอกห้องไม่เห็นแม้แต่สิ่งที่จะช่วยให้รู้สึกถึงความปลอดภัย จะมีก็แต่เรือคายัคแล้วก็เสื้อชูชีพที่ถูกแขวนไว้ข้างระเบียงที่มองยังไงก็ไม่อุ่นใจอยู่ดี   “เต็มตลอดจะปิดก็ช่วงพายุเข้า จริงๆก็ไม่มีอะไรน่ากลัว น้ำก็ไม่ได้ลึกมากอุปกรณ์ช่วยชีวิตก็พร้อม ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นก็มี ที่สำคัญจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราและให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอด” คนพี่อธิบายให้น้องได้เข้าใจ เขารับรู้ได้ว่ามินจุนรู้สึกกลัว คงเพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมา ธัพธัยหยิกที่แก้มน้องเบาๆเป็นเชิงให้น้องได้รู้ ว่ามีเขาอยู่มินจุนจะปลอดภัย   “เต็มตลอดเลยหรอ” มินจุนสอดส่ายสายตาไปทั่ว ตัวบ้านสร้างจากลำไผ่หลังคามุงหญ้า ขนาดห้องห้าคูณหกเมตรซึ่งดูเล็กมากเมื่อมองด้วยตาเปล่า ในห้องมีเครื่องอำนวยความสะดวกพื้นฐาน อย่างฟูกหนึ่งผืนใหญ่ หมอนผ้าห่มสองชุด   “ไม่มีไฟหรอ” คนพี่ก็ชี้ไปที่ตะเกียงเจ้าพายุตรงมุมห้อง ‘ดีที่มีห้องน้ำนะเนี่ย’ มินจุนออกมานั่งรับลมที่ระเบียงข้างๆคนพี่ เขาค่อนข้างสงสัยว่าพี่กำลังทำอะไร และก็ได้เข้าใจในเวลาต่อมาเมื่อเห็นหมึกติดเบ็ดขึ้นมา ตามมาด้วยกุ้งตัวโต มินจุนตื่นตาตื่นใจมากเคยแต่ซื้อเขากิน   “มินจุนโอปป้า ไปเล่นน้ำกัน” มินอาพายเรือคายักมาที่ระเบียงบ้านหลังที่มินจุนพัก ชายหนุ่มจึงลงไปเล่นด้วยความสนุกสนาน แต่ก็ไม่กล้าไปเล่นไกลยังอยู่ในสายตาพี่ตลอด แม้จะพยายามรบเร้าเท่าไหร่พี่ก็ไม่ยอมเล่นด้วย มินจุนจึงแกล้งสาดน้ำใส่จนคนพี่ตัวเปียกปอน ‘ถ้าไม่ติดว่าต้องตกหมึกไว้กินเย็นนี้เจอดีแน่ไอ้ตัวแสบ’    “เอ้าชน” เป็นการฉลองหลังสอบที่มีความสุขมาก จะเรียกว่าเป็นการเที่ยวครั้งแรกหลังจากคบกันแบบแอบๆของมินจุนกับพี่ธัพก็ว่าได้ มินอากับตินทำหน้าที่เป็นคนย่างอยู่หน้าเตา ทั้งแปดคนคุยกันด้วยเรื่องสัพเพเหระจนเวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงดึก อากาศเริ่มเย็นลงจึงแยกย้ายกันเข้าห้องพัก    “เป็นอะไร กลัวหรอ” ธัพธัยสังเกตเห็นมินจุนนั่งนิ่งจนผิดวิสัย ปกติจะคุยจ้อได้ตลอด   “นิดหน่อย มันรู้สึกเคว้ง” ทำให้คิดถึงคืนนั้นแม้จะเมามากแต่ความรู้สึกเหล่านี้ มันคงฝังลึกลงไปในใจของเขา มันส่งผลกับมินจุนในวันนี้ที่จู่ๆก็เกิดกลัวขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล   “พี่จับมือผมไว้ได้ไหม” มินจุนยื่นมือเรียวให้ธัพธัย สายตาดูสั่นไหวด้วยความกลัว ฝ่ามือทั้งสองข้างชุ่มไปด้วยเหงื่อ   “กูขอโทษ ไม่คิดว่ามึงจะกลัวขนาดนี้” ธัพธัยกุมมือน้องไว้แล้วรั้งร่างโปร่งเข้าหาตัว   “ไม่เป็นไร กูอยู่ด้วยไม่ต้องกลัว” เขารวบตัวน้องเข้ามากอดปลอบประโลมเบาๆ ใบหน้าเนียนแนบชิดกับอกกว้าง มือหนาลูบคลำกลุ่มผม อีกมือลูบแผ่นหลังน้องอย่างแผ่วเบา มินจุนเปรียบเป็นดวงใจของเขา คือสิ่งล้ำค่าที่เขาหวงแหนที่สุด ‘ขอบคุณเหตุการณ์วันนั้น ที่ทำให้เราเจอกัน’   ก๊อกๆๆ “ไอ้จุนเปิดประตูให้กูหน่อย” ปังๆๆ จากเสียงเคาะกลายไปเป็นเสียงพังประตู ทั้งหมดทั้งมวลสร้างความตกใจให้คนทั้งสอง มินจุนต้องผละออกจากอ้อมกอดของพี่ธัพ เขาเรียกสติตัวเองก่อนจะเดินไปเปิดประตู เพียงแค่แง้มยังไม่ทันเปิดออกดี ไอ้ซีนเพื่อนชั่วก็พุ่งหลาวชนประตูเข้ามานั่งที่กลางห้อง ตามติดมาด้วยพี่ไตเติ้ลที่พุ่งตัวเข้ามาตะครุบซีนไว้   “กูกำลังรำลึกความหลังอยู่” ธัพธัยกัดกรามเค้นเสียงรอดไรฟันถลึงตาใส่ไตเติ้ล ที่เข้ามาขัดจังหวะคนกำลังสวีทหวาน   “มึงตามกูกลับห้องซะดีๆ” ไตเติ้ลล็อคคอรุ่นน้องออกแรงลาก แต่ซีนกลับขัดขืนไม่ยินยอม สองมือคว้าอากาศไปมา พอคว้าได้กับขาของมินจุนก็กอดไว้แน่น แหกปากร้องขอให้เพื่อนช่วย มินจุนก็ได้แต่ลอบมองคนพี่ที่ตอนนี้หน้างอคอหักไปแล้ว   “กูบอกให้กลับห้อง”   “ไม่ไปโว้ย จะนอนนี่”   “มึงจะอยู่เป็นกองขี้ควายไง๊! ไอ้ธัพมันจะงับหัวมึงอยู่แล้ว”   “ทำไมจะนอนไม่ได้ ให้ผมนอนด้วยนะผมไม่อยากนอนกับไอ้พี่เติ้ล”   “นอนกับกูมันจะตายรึไง ถ้ายังไม่ไปมึงจะได้ตายจริงแล้วนะ” สายตาอาฆาตมาดร้ายบอกให้รู้ว่าธัพธัยกำลังจะหมดความอดทนกับสองคนนี้แล้ว ทำไมดูวุ่นวายกันจัง   “จายเย็นเพื่อน กูกำลังเคลียร์ให้”   “กูให้สามนาที ถ้ายังไม่ไปกูจะจับโยนออกไปทั้งคู่” ธัพธัยยื่นคำขาดแต่ดูเหมือนจะไม่หยุดนิ่งเพื่อรออย่างเดียว    “โอ๊ะๆๆ! เจ็บ” มินจุนถูกมือหนากอดเอวไว้ อีกมือก็ช่วยไตเติ้ลแงะมือซีนที่ขาน้อง   “พอเหอะเลิกเล่นได้แล้ว”  อ๊ากก! ท้ายสุดก็แยกออกจนได้    “มึงล็อคมันไว้อย่าให้มันมาแตะต้องแฟนกูอีก” เสียงอึกทึกพลันสงบลงในทันที มินจุนเบิกตาโตพร่ำด่าคนพี่แค่ในใจ   “แฟน! อะไรคือแฟน” ซีนรู้จักความหมายของคำคำนี้ดี แต่ ณ.ที่แห่งนี้ใครเป็นแฟนใคร ซีนเอ่ยถามขึ้นกับสิ่งที่เขาได้ยิน เขามองหน้าทุกคนแต่กลับไม่มีใครยอมพูดอะไร จะมีก็แต่คนคนเดียวเริ่มหงุดหงิดพร้อมตอบทุกคำถาม   “แฟนกูก็เพื่อนมึงไง ไอ้จุนเป็นของกู มึงแตะนะ กูเตะ” พูดยังไม่ทันจบก็ถูกฝ่ามืออรหันต์ฟาดลงที่กลางหลัง โทษฐานไม่รู้จักสงบปากสงบคำ ซีนมองทั้งสองสลับกันไปมา ‘ใช่เลย! พี่ธัพกอดไม่ปล่อยขนาดนี้ไม่ต้องพูดต่อก็เข้าสมองแล้ว’ เหมือนมินจุนจะรู้ถึงความคิดในสมองของเพื่อนจึงรีบผลักพี่ธัพออกห่าง   “ทำไมมึงต้องนอนกับพี่เติ้ลด้วยว่ะ แล้วไอ้ตินนอนไหน” ไม่ใช่ว่าจัดห้องกันเรียบร้อยแล้วหรอ ซีนเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัด ‘จะให้ตอบยังไงว่าไอ้ตินมันแอบไปห้องมินอา เพราะพี่อาร์มแท้ๆอยากอยู่สองต่อสองกับพี่เจีย พี่เติ้ลเลยต้องระเห็จมาห้องเรา พอไอ้ตินรู้เข้าก็แอบไปหามินอาซะงั้น ปล่อยกูอยู่สองคนกับพี่เติ้ล เกือบจะถูกพี่มันจับรวบหัวรวบหาง เลยต้องหนีตายมาหาไอ้จุน’   “พี่เติ้ลอยู่ห้องมึง ก็แสดงว่าพี่เจียอาจไปหาพี่อาร์ม ไอ้ตินหาย หรือว่า...” มินจุนเรียบเรียงและนึกหาความเป็นไปได้ ทำให้ฉุกคิดขึ้นมา จะเป็นจริงหรือไม่เขาไม่รู้แต่ต้องไปดูให้แน่ใจ    “เราขอเข้าไปข้างในได้ไหม”   “อื้อ” มินอาคิดว่าเป็นพี่เจียที่เคาะประตูแต่กลับเป็นตินซะได้ จะไม่ให้เข้าก็ยังไงอยู่ ‘คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง’   “ตินมาหาเรามีอะไรหรอ”   “คือ...ปิดเทอมแล้วมินอามีแพลนไปไหนต่อไหมหรือกลับเกาหลี” อันที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากถามอะไรหรอกแค่อยากเห็นหน้าอยากอยู่ใกล้ก็แค่นั้น แต่ครั้นจะนั่งจ้องเฉยๆก็ยังไงอยู่   “ลุงเราจะมาทำธุระที่ไทย ก็กะว่าจะคอยเป็นผู้ช่วยท่านนะ” เดือนหน้าลุงของเธอหรือพ่อของมินจุนมีกำหนดจะเดินทางมาไทย มาหาลูกชายสุดที่รักเธอเลยต้องอยู่เป็นผู้ช่วย เพราะเป้าหมายไม่ได้มีเพียงแค่นั้นหากแต่ท่านต้องการพบคุณกันยานี่สิ ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง คงมีแค่มินอาที่รู้ว่าคุณกันยาหนีกลับไทยด้วยมีปัญหาบางอย่าง พอนึกถึงวันนั้น (ผู้ชายเลวๆ) ยังดังก้องหูอยู่ ต่างจากคุณลุงเธอที่ท่านไม่ประสีประสาอะไรเลย   “ไม่ถามต่อแล้วหรอ” มินอายื่นเบียร์กระป๋องให้กับติน แล้วยกกระป๋องในมือขึ้นดื่ม ทั้งสองนั่งหย่อนขาที่ระเบียงห้อง มองออกไปในความมืด มีเพียงแสงจากดวงดาวทำหน้าที่ทอประกายสะท้อนกับผืนน้ำ    “เอาจริงๆเลยนะ เราชอบมินอา” ตินกลั้นใจโพล่งออกมาต่อหน้ามินอา อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภทีหลัง มินอาแทบสำลักเบียร์ที่ดื่มเข้าไป เธอก็พอรู้ความรู้สึกของตินอยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าจะบอกกันตอนนี้ ยังไม่ทันตั้งตัวเลย   “เรารู้แหละว่าหัวใจมินอามีเจ้าของ แต่เราอึดอัดที่ทำได้แค่แอบรัก เราบอกความรู้สึกของเราไปแล้วที่เหลือก็แล้วแต่มินอา” ถึงจะต้องผิดหวัง เป็นแค่การรักข้างเดียวก็ไม่เป็นไร ตินกระดกเบียร์รวดเดียวหมดย้อมใจตัวเอง เขาหลับตายืดอกพร้อมที่จะรับทุกคำปฏิเสธแล้ว    “ชอบก็จีบ”    “ห๋า! อะไรนะ” ตินลืมตาขึ้นเพราะเสียงแผ่วเบาดังเคล้ากับสายลมมาเข้าหู เขาไม่ค่อยแน่ใจนักจึงย้ำถามกลับไปอีกครั้ง แต่กลับได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มแสนหวานแทน เขาไม่มั่นใจจึงลองกุมมือมินอาดู เธอไม่ได้ขัดขืน ตินเลยเข้าใจได้ว่ามินอาไม่ปฏิเสธ   “จะไหวหรอ พี่เราหวงนะ”   “เราสู้ตายอยู่แล้ว” หัวใจน้อยๆพองโตจนคับอก เขาดีใจมากจนบรรยายออกมาไม่ถูก     ปัง! “ไอ้อาร์ม ไอ้เพื่อนชั่ว” ธัพธัยหยิบบาทาได้ซึ่งไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใคร ปาไปที่ประตูบ้านหลังที่อาร์มพักสุดแรง จนเสียงดังลั่น ก่อนจะวิ่งตามมินจุนไปยังห้องของมินอา ส่วนคู่เจ้าปัญหาก็หอบกันกลับเข้าบ้านพักไป    ปัง! “ไอ้ติน กูว่าแล้ว มึงมาทำอะไรในห้องนี้” มินจุนพังประตูเข้ามาได้ง่ายดาย และยิ่งเห็นตินกำลังจับมือมินอาอยู่ยิ่งอารมณ์ขึ้น  เขาตรงเข้าแยกสองคนออกจากกัน และยืนกันท่าไว้ไม่ให้ตินได้เข้าใกล้อีก   “เชี่ย!” ตินยังตกใจไม่หายก็ถูกมินจุนเข้าแทรกแล้ว ‘เอาไงว่ะกู ผู้หญิงก็ชอบ เพื่อนก็รัก เอาว่ะ’ “กูชอบมินอา แล้วมินอาก็ไม่ได้ปฏิเสธ กูว่าเราต้องแข่งกันแล้วว่ะเพื่อน” ยังไงก็ให้ผู้หญิงเป็นคนตัดสินดีกว่า เดิมทีก็ไม่ใช่คนใจกล้าบ้าบิ่นอะไร ออกจะเกรงที่ตัวเองมาทีหลังด้วยซ้ำ อีกทั้งไม่อยากผิดใจกับเพื่อน เพียงแต่วันนี้กำลังเมาได้ที่ แอลกอฮอล์กำลังออกฤทธิ์ สมองที่ขาดสติพร้อมลุยให้ถึงที่สุด   “ชอบ! กูไม่อนุญาต”   “มินจุนโอปป้า อย่าใจร้ายกับตินสิ” มินอาเองก็กลัวๆอยู่บ้าง เพราะพี่ชายของเธอดูแข็งอยู่มาก   “มีใจหรอ พี่บอกว่าไม่ได้” มินจุนหันมาเสียงเข้มกับน้องสาวจนเธอมีสีหน้าเศร้า   “มึงก็เกินไป น้องมึงไม่ใช่เด็กสามขวบซะหน่อย” ธัพธัยกอดอกยืนพิงประตูอยู่ อดไม่ได้ที่จะไม่ยุ่ง เพียงแต่เบื่อที่จะทน ไอ้ข้ออ้างทั้งหลายที่ไม่ยอมเปิดเผยสถานะของทั้งสามต่อสาธารณะเขาพอเข้าใจได้ แต่ที่จะไม่ทนต่อไปคือการปกปิดกับเพื่อนสนิท   “มึงไม่ยอมบอกเพื่อนเรื่องที่มินอาเป็นน้องมึงกูไม่สนใจนะ แต่กูถามหน่อย กูอยู่ในสถานะอะไร ทำไมบอกใครไม่ได้”   “เฮ้ย! คุยอยู่เรื่องหนึ่งพี่โยงไปอีกเรื่องได้ไงเนี่ย”  มินจุนงงกับอาการของคนพี่ จะมางอแงอะไรตอนนี้   “กูหงุดหงิด อารมณ์นี้กูโยงได้หมดแหล่ะ” เป็นใครก็ต้องการความชัดเจนทั้งนั้น คืนนี้กะจะจัดหนักสักหน่อย แต่ถูกทำเสียเรื่องหมด พาลโกรธไปทุกอย่างขุดขึ้นมาคิดทุกเรื่อง นอยด์ไปทุกอารมณ์   “ให้ผมคลียร์ไอ้ตินก่อน” ความวัวยังไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรก แต่กระนั้นก็ต้องเลือกจัดการปัญหานี้ก่อน   “เขาก็ไม่ได้เป็นคนไม่ดีนิ” มินอาพูดเสียงอ่อนดวงตาเศร้า เธอเองก็อยากเปิดโอกาสให้คนเข้ามาจีบบ้าง   “อีกอย่างก็แค่จีบ ยังไม่ได้เป็นแฟนสักหน่อย” เธอทำทีออดอ้อนทำตาแป๋วเกาะแขนพี่ แค่นั้นก็เพียงพอให้มินจุนใจอ่อนแล้ว   “ได้ แค่จีบนะ” ท้ายสุดก็ใจอ่อนจนได้ เพราะน้องสาวน่ารักหรอกนะ และไม่อยากให้มินอาอึดอัดที่มีเขาเป็นพี่ด้วย   “พี่น้อง แฟน” ตินยืนยิ้มแก้มปริสุดท้ายเขาก็ได้เข้าใจ แม้จะไม่รู้ที่มาที่ไปของทั้งสามคำก็เถอะ แต่แค่นั้นก็เป็นข่าวดีมากแล้วสำหรับเขา   “มึงยิ้มอะไร กลับห้องไปเลยนะ” มินจุนหันมาไล่ส่งตินที่เอาแต่ยิ้มหน้าระรื่นอยู่ ไม่มีทีท่าจะจากไปสักที ส่วนตินพอถูกไล่ก็รีบพาหัวใจน้อยๆจากไปด้วยความเร็ว ก่อนจะถูกเตะตกทะเลไป   “แล้วคำตอบกูล่ะ” ธัพธัยยังรอคำตอบของคำถามตนอยู่   “คนอื่นก็รู้กันหมดแล้วไง ต้องการอะไรอีก”   “สถานะกูล่ะ”   “ก็แฟนไง” ควรจะเป็นแบบนั้นแต่กลับไม่ใช่สถานะที่คนพี่ต้องการ   “ไม่เอา กูเป็นผัวมึง” คนกอดอกพูดหน้าตาเฉยไม่มีสะทกสะท้าน แต่คนที่ฟังอายจนตัวแดงไปหมดต่อให้ไม่มีใครอื่นก็เถอะ แต่เหมือนจะมีคนแอบฟังอยู่ข้างนอกเห็นหลังไวๆกระโดดโลดเต้นอยู่    “แฟน? หมายความว่าไงว่ะ” ซีนนั่งมึนอยู่เป็นนาน พยายามหาคำตอบให้กับสิ่งที่ได้ฝังมา   “จะเป็นอะไรกูไม่รู้ ที่กูรู้คือมึงต้องใช้หนี้กู” ได้ทีเผลอไตเติ้ลก็ขึ้นคร่อมซีนทันที   “พี่จะทวงอะไรนักหนา มีก็คืนเองแหละ” เขารู้ว่าเป็นหนี้ก็ต้องคืน แต่มันยังไม่มีไง จะทำไงได้   “ยังไม่มีคืนมึงก็ต้องเอาตัวขัดดอกไปก่อนดิ”   “ฝันไปเถอะ” ซีนสู้สุดกำลังไม่ยอมเสียบริสุทธิ์ให้แน่   “เล่นอะไรกันเนี่ย” ตินเขามาทันช่วยชีวิตซีนไว้พอดี ไตเติ้ลจึงจำต้องล่าถอยไป   “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง วันพระไม่ได้มีหนเดียวหรอก” รอดตัวไปเกือบโดนเผด็จศึกแล้วไง   “พี่กลับไปนอนเหอะ ผมจะนอนกับน้อง” กว่าจะจบปัญหาทุกอย่างได้ก็ปาไปเที่ยงคืนแล้ว ทั้งเหนื่อยทั้งง่วง อยากนอนเต็มที แต่คนพี่แทนที่จะกลับห้องกลับทิ้งตัวลงนอน ดูทีคงไม่ยอมกลับแล้วล่ะ ฟูกขนาดกว้างมากพอที่จะนอนเบียดกันสามคนได้ แต่พลิกตัวลำบากมากอยู่ กระนั้นธัพธัยก็ไม่ยอมที่จะกลับไปนอนห้อง ไม่แม้แต่จะไปเอาหมอนผ้าห่มมาเพิ่มด้วยซ้ำ จึงทำได้เพียงนอนตะแครงซ้อนหลังไปในทิศเดียวกัน มินจุนหนุนแขนพี่ห่มผ้าผืนเดียวกัน แขนอีกข้างสวมกอดร่างโปร่งจากด้วนหลังและผล็อยหลับไป เหลือแต่มินอาที่กว่าจะข่มตาหลับได้ เพราะมัวแต่เหม็นความรักของพี่ชาย    ตั้งแต่กลับจากทะเลจนถึงคอนโด คนพี่ก็บ่นเหนื่อยแขนมาตลอดทาง ชอบอ้างว่าเพราะมินจุนนอนทับทำให้เหน็บกิน งอแงอยากให้ช่วยนวด พอมินจุนบ่นเรื่องรองเท้าที่ถูกเขวี่ยงลงทะเลก็ทำหน้าตาไร้เดียงสาอย่างกับเด็ก    “ธัพ” เสียงหวานคุ้นหูดังขึ้นเมื่อประตูถูกเปิดออก ตามมาด้วยหญิงสาวร่างเล็กวิ่งเข้าสวมกอดธัพธัยด้วยความดีใจ   “จี” ธัพธัยอุทานชื่อเจ้าของร่างเสียงเบา สีหน้ายิ้มแย้มถูกกลบไปด้วยความแปลกใจ   “เซอร์ไพรส์” หญิงสาวคนนั้นผละตัวออกจากร่างใหญ่ พูดด้วยรอยยิ้มที่สดใส   “ไม่ดีใจหรอ” ธัพธัยยังสตั้นไม่หาย ไม่ใช่แค่ธัพธัย เซอร์ไพรส์ยันมินจุน   “อื้อ ดีใจ” ชายหนุ่มยิ้มเจื่อน เขาทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาลอบมองมินจุนเป็นระยะ   “แล้วนี่?” หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมชายตาไปที่เด็กหนุ่มอีกคน ในทำนองที่รอให้ธัพธัยแนะนำหนุ่มน้อยผู้มีหน้าตาจิ้มลิ้ม   “อ๋อ มินจุน เป็น...”   “น้องรหัสครับ” มินจุนรีบพูดแทรก เขาดูออกว่าพี่ธัพให้ความสำคัญกับผู้หญิงคนนี้อยู่มาก คงไม่ดีหากจะเปิดเผยความสัมพันธ์ในรูปแบบที่แตกต่างให้เธอรู้   “ว้าว ธัพเนี่ยมีน้องรหัสน่ารักขนาดนี้เชียว” เธอไม่ได้ปากหวาน หากแต่ที่เธอพูดคือความจริงที่ถูกการันตรีด้วยตำแหน่งเดือนมหาลัย   “ยังใช้รหัสผ่านห้องเป็นวันเกิดพี่อยู่เลยนะ” ดวงตาคมกระตุกวาบเขาลืมเรื่องนี่เสียสนิท หวังว่ามินจุนจะไม่คิดมากนะ แต่เรื่องแบบนี้ต่อให้เป็นคนโง่ขนาดไหนก็ต้องมีความรู้สึก ‘ทำไมต้องเป็นวันเกิดของผู้หญิงคนนี้นะ มีความสำคัญในรูปแบบไหนกัน’   “ผมหิว จะไปหาอะไรรองท้องหน่อย พี่เอาอะไรไหม” มินจุนได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ เขาไม่อาจจะอยู่ที่นี่ได้นาน จึงต้องหาเหตุผลเพื่อออกไปจากห้อง เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน   “ไม่อ่ะ ยังไม่หิว”   “แล้วพี่ล่ะครับ” เขาหันไปถามหญิงคนนั้นตามมารยาท   “ไม่จ้า ขอบใจนะ” เธอตอบกลับเสียงใสมองไล่หลังไป ทันทีที่ประตูถูกปิดลง จีน่าก็สะกิดธัพธัยถามถึงรุ่นน้องคนนั้น   “น่ารักจัง น้องเขามีแฟนยัง” จีน่าทำทีให้ความสนใจกับมินจุน    “มีแล้ว” ธัพธัยตอบสวนทันควันด้วยมีความหึงอยู่บ้าง จีน่ารู้ได้ทันทีจากสีหน้าท่าทางแบบนี้ ‘หึงชัวร์’   “หือ! ธัพธัยของเราเปลี่ยนไปนะ” ชายหยุ่มมีสีหน้างงไม่รู้ว่าจีน่าหมายถึงอะไร ถ้าจะว่าหน้าตาก็หล่อขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ   “ชอบมินจุนใช่ไหม” สายตาคมจับจ้องที่ใบหน้าเนียน ไม่คิดว่าตนจะถูกอ่านง่ายขนาดนี้   “อื้อ” ธัพธัยพยักหน้าพลางก้มหน้าลงต่ำไม่กล้าสบตา   “เป็นอะไร?”   “ขอโทษ”   “เรื่อง?”   “ที่บอกว่าจะรอ” พอได้ยินดังนั้นจีน่าก็เผยยิ้มละมุนออกมา ก็นึกว่าเป็นอะไรไปซะอีก เธอไม่เคยใส่ใจเลยด้วยซ้ำ ‘เด็กน้อยวันนี้โตเป็นหนุ่มแล้วนะ’ จีน่ามองธัพธัยด้วยสายตาเอ็นดู   “ทั้งที่บอกว่าชอบ และบอกว่าจะรอแท้ๆ ผมนี่ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ” ธัพธัยรู้สึกผิดและคิดมาตลอด เขาเคยหวงแหนกับแค่รูปถ่ายเพียงหนึ่งใบในลิ้นชัก ไม่ยอมให้ใครแตะต้องหรือแม้แต่เอ่ยถึงก็ไม่ได้ แต่วันนี้หัวใจของเขามันเปลี่ยนไปรักคนอื่น เขายอมลืมสัญญาครั้งเก่าเพื่อรักครั้งใหม่ เพราะคำว่ารอที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอ เพราะเวลาที่เนิ่นนานจนการรอคอยถูกแทนที่ด้วยมินจุน เขาก็ไม่ต่างจากคนจำพวกที่เจอใหม่แล้วลืมเก่า   “นั่นนะสิ ทั้งที่บอกว่าจะรอแท้ๆ เพราะน้องคนนั้นใช่ไหม” จีน่าตีหน้าเศร้าแสร้งทำเป็นเสียใจยิ่งตอกย้ำความผิดของธัพธัยมากยิ่งขึ้น   “ล้อเล่น” เธอเห็นสีหน้าน้องเริ่มไม่ดีจึงรีบเฉลย ไม่เจอกันนานเลยแกล้งอำเล่นก็เท่านั้น คำสัญญาของเด็กมอห้า เมื่อสามปีก่อน ไม่ทำให้ผู้หญิงที่มุ่งมั่นเดินตามฝันอย่างจีน่ายึดมั่นได้หรอก นั่นหมายถึงมีแค่ธัพธัยที่จริงจังอยู่คนเดียว และเธอเองก็คิดว่าสักวันพอธัพธัยโตขึ้นก็จะคิดได้เอง ว่าการชอบผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าตั้งห้าปี เป็นแค่ความรักแบบป๊อปปี้เลิฟของเด็กๆ   “ขอบใจนะ อุตส่าห์เลี้ยงเจ้าหวานเย็นอย่างดี” จีน่าลูบหัวเจ้าอ้วนที่นอนคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง    “เฮ้อ! ป่านนี้จะคุยกันเสร็จหรือยังนะ” มินจุนทรุดตัวลงนั่งหน้าร้านสะดวกซื้อ ถือขนมปังไว้ในมือ อีกมือยัดไอศกรีมเข้าปาก เขามีเรื่องให้ปวดหัวจึงกินขนมหวานคลายเครียด เหมียว เหมียว เสียงแหลมเล็กดังลอยมาตามลม มินจุนพยายามมองหาต้นเสียงแต่ไม่เจอ “เอ! อยู่ไหนนะ เหมียวๆๆ” เขาลองเรียกหามันดูเผื่อแมวน้อยมันตอบรับการเรียกของเขา เป็นดังคาด เมื่อมันร้องอีกครั้งเขาก็ตามหาจนเจอ ในซอกเล็กๆที่ลึกเกินเอื้อมถึง มินจุนใช้ขนมปังหลอกล่อให้แมวน้อยคลานออกมา ตาใสแป๋วกลมโต ตามตัวเต็มไปด้วยรอยถูกกัดแทะ ร้อง แง่ว แง่ว เสียงแผ่ว ร่างซุบผอมดูสั่นเทา แม้เขาจะกลัวอยู่บ้างแต่ก็ตัดสินใจอุ้มมันไว้บนตัก ‘แค่แรงจะร้องยังไม่มี คงไม่มีแรงกัดเขาหรอกมั้ง’ แม้ขนมปังถูกแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ เจ้าแมวน้อยก็ดูเคี้ยวลำบากอยู่ดี   “ต้องให้อาหารเปียกน้องค่ะ น้องยังเด็กอยู่” หญิงแปลกหน้ายื่นอาหารเปียกสำหรับแมวเด็กให้กับมินจุน ถึงจะงงแต่ก็รับมาด้วยความเต็มใจ และยิ่งแมวน้อยกินอย่างเอร็ดอร่อย ยิ่งสร้างรอยยิ้มให้กับคนทั้งสอง   “ขอบคุณครับ”   “มันน่าสงสารนะค่ะ ถ้าคุณรับไปดูแลจะดีมาก”   “คุณก็ดูรักสัตว์ ทำไมไม่รับดูแลเองล่ะครับ” ดูเธอเป็นคนใจดีแถมรู้อะไรเกี่ยวกับแมวมากว่ามินจุนซะอีก   “แฟนไม่ชอบค่ะ...น้องเป็นพันธุ์สก็อตติช ต้องให้นมแพะนะคะ” เธอคนนั้นพูดจบก็ลุกเพื่อจะเดินจากไป แต่เจ้าแมวน้อยก็กระโดดจากตักมินจุนแล้วเดินตามเธอไป

       “อยู่กับพี่เขานะลูก ฝากด้วยนะคะ” เธอพูดกับเจ้าเหมียวเสร็จก็หันมาฝากฝังกับเขาต่อ จากการกระทำต่างๆมินจุนก็เข้าใจได้ว่าเธออาจจะเป็นเจ้าของสก็อตติชตัวนี้ ‘เพราะคำว่าไม่ชอบ ชีวิตฉันจะมีวันลำบอกเพราะคำว่าไม่ชอบเหมือนแกไหมนะ’ มินจุนคิดจะเลี้ยงมันให้เป็นเพื่อนเล่นกับเจ้าหวานเย็น เขากลับมาด้วยความคิดที่ว่าพี่ธัพต้องชอบเจ้าสก็อตนี้แน่ๆ  แต่! แอ๊ก! สองเท้าหยุดนิ่งแค่หน้าคอนโด ภาพที่เห็นตรงหน้ามันคือ? ผู้หญิงชื่อว่าจีกำลังรั้งคอพี่ธัพเข้าไปจูบ ทั้งที่เห็นว่าเขายืนอยู่ตรงนี้ มินจุนชาไปทั้งตัว เหมือนเวลาค่อยๆเดินช้าลงและหยุดนิ่งไปในที่สุด สิ่งรอบข้างเริ่มเบลอมีเพียงภาพการประทับจูบที่ชัดเจนอยู่ในสายตา ในหัวมีแต่เครื่องหมายคำถามที่เหมือนจะมีคำตอบอยู่แล้ว เหมียว เหมียว เสียงร้องเล็กๆเรียกสติมินจุนให้กลับมา เขาก้มเก็บถุงอาหารเปียก และเก็บเจ้าสก็อตติชที่ตนทำหลุดมือไปเมื่อกี้ มันเดินกระเพลกๆคงเจ็บขาตอนตกกระแทรกพื้น