เสียงเรียบ ๆ กลายเป็น้ำเสียงกระตือรือร้นทันทีเมื่อรู้ว่าผู้ที่โทรเข้ามาเป็ใคร
“ได้เลยค่ะ”
“ดีมาก ถ้าอย่างนั้นรายละเอียดของพรุ่งนี้ก็ตามที่อาเขียนไว้ในอีเมลเลย อาจะให้เลขาพาพนักงานใหม่ไปเจอที่สถานีเลยนะ”
“รับทราบค่ะ อินจะทำให้เต็มที่ค่ะ”
อินวางหูโทรศัพท์ลง ความรู้สึกต่าง ๆ นานาพลุ่งพล่านอยู่ในอกของเธอจนแทบจะะเิออกมา ภายใต้แสงไฟสลัวที่ส่องมาจากบันไดบ้านเื้ัของเธอนั้นไม่อาจทำให้เห็นกรอบรูปที่วางอยู่ใกล้โทรศัพท์ได้ชัดเจนนัก แต่อินก็จ้องมองมันอย่างไม่วางตา ต่อให้มองไม่เห็นแต่เธอก็จำรายละเอียดของรูปที่อยู่ในกรอบได้ดี
ในรูปมีครอบครัวอันเป็ที่รักของเธอยืนอยู่กันอย่างพร้อมหน้า มีพ่อ มีแม่ มีพี่ชาย มีพี่สาว และมีน้องสาวฝาแฝดของเธอ ทุกคนยิ้มอย่างเป็สุข แต่สำหรับอินในตอนนี้แล้วทุกอย่างในภาพล้วนเป็ของปลอม เป็เพียงซากปรักหักพังของความทรงจำที่ไม่อาจกู้คืนมาได้ เพราะทั้งพ่อ ทั้งแม่ พี่ชาย และน้องสาวฝาแฝดได้จากเธอไปอย่างไม่มีวันหวนคืน
หลังจากที่อินจ้องกรอบรูปอยู่นาน จนอารมณ์ที่คุกรุ่นในใจเริ่มสงบลงแล้ว เธอก็นึกขึ้นได้ว่าต้องรีบไปเตรียมสัมภาระสำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้ เธอจึงละสายตาจากกรอบรูปแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังห้องของตนเอง
อินเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเลือกเสื้อผ้าออกมาสองสามชุด เธอจัดแจงพับเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางแบบลากสีน้ำเงินอย่างเรียบร้อย ปิดท้ายด้วยการเดินไปเลือกหนังสือจากบนชั้นมาหนึ่งเล่ม และใส่รวมไปในกระเป๋าเดินทางด้วย
เมื่อจัดของเสร็จเรียบร้อยแล้ว อินก็เดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เธอก้มตัวลงไปเลื่อนลิ้นชักล่างสุดที่อยู่ทางขวาแล้วหยิบสมุดปกหนังเล่มหนาขึ้นมาวางบนโต๊ะ หน้าปกหนังสีน้ำตาลมีรอยสลักเรียบ ๆ เป็คำว่า Dark wings เธอเปิดมันออก และไล่อ่านเนื้อความที่เธอเป็คนบันทึกเองอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเปิดมาถึงหน้ากระดาษที่ยังว่าง เธอก็เอื้อมมือไปเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ปิดพักไว้ เปิดฐานข้อมูลของTSJ ขึ้นมา แล้วสืบค้นด้วยคำว่า “คดีะเิ ไร้ศพ พญาไท”
ผลการค้นหาแสดงออกมาแทบจะในทันทีที่อินป้อนข้อมูลเสร็จ เธอพบโฟลเดอร์ของคดีที่เธอได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ เธอดับเบิ้ลคลิกที่โฟลเดอร์ ภายในนั้นมีคลิบวีดีโอ และไฟล์เอกสาร อินจึงเลือกเปิดดูคลิบวีดีโอก่อนเป็อย่างแรก
สถานที่เกิดเหตุคือโรงภาพยนตร์ เวลา้าจอของกล้องวงจรปิดแสดงเวลา 17.00 น. สักพักหนึ่งไฟในห้องฉายก็หรี่ลง คาดว่าเป็เพราะกำลังจะเริ่มฉายโฆษณาในโรงภาพยนตร์ ผ่านไปแค่อึดใจเดียว ที่นั่งตรงกลางโรงที่มีคนนั่งอยู่ราวยี่สิบที่นั่งก็เกิดะเิขึ้นพร้อมกัน จนมีควันไฟคลุ้งไปทั่ว ระบบดับเพลิงอัตโนมัติทำงานทันที จากนั้นวีดีโอก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว คาดว่าคนบันทึกข้อมูลคงเป็คนกดกรอเพื่อร่นเวลาลง หมายความว่าท้ายวีดีโอนี้มีอะไรบางอย่างที่สำคัญถูกบันทึกไว้
และแล้วการกรอวีดีโอก็หยุดลง เพลิงไหม้ยังไม่สงบลงแม้น้ำจากสปริงเกอร์บนเพดานจะทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพก็ตาม แต่ถือว่าอ่อนลงจากเมื่อตอนเกิดเหตุมากพอสมควร แต่ทันใดนั้นเอง จอภาพยนตร์ก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับข้อความ “นี่คือการแก้แค้น” หน้าจอกระพริบถี่ ๆ อยู่พักหนึ่ง จากนั้นของเหลวสีแดงสดก็ไหลย้อยลงมาจากกรอบบนของจอภาพยนตร์บดบังข้อความเก่าที่ฉายอยู่บนหน้าจอทีละน้อยจนหน้าจอเป็สีแดงฉานทั้งจอ แล้วภาพในวีดีโอก็ตัดไป คาดว่าภาพที่บันทึกไว้ได้มีอยู่เพียงเท่านั้น
อินปิดหน้าต่างโปรแกรมเล่นวีดีโอลง แล้วเปิดไฟล์เอกสารขึ้นมาอ่านต่อ ไฟล์เอกสารเป็รายงานข่าวของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง มีความยาวพอประมาณ เธอเลื่อนดูผ่าน ๆ จนเจอรูปของชายคนหนึ่ง จึงหยุดมอง แล้วอ่านคำบรรยายใต้ภาพ
“นายภูมิ แก้วดี เ้าหน้าที่ประจำห้องฉาย ผู้ต้องสงสัยสมรู้ร่วมคิดกับผู้ก่อเหตุะเิในโรงภาพยนตร์”
ชายในรูปเป็ชายวัยกลางคนผมเกรียนรูปร่างผอมจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ผิวค่อนไปทางคล้ำ ั์ตาโหลพ่วงกับแววตาไร้อารมณ์ยิ่งขลับให้ใบหน้าของเขาดูไร้ชีวิตชีวาไม่ต่างจากซากศพแห้ง ๆ ในโรงไม้เก่า ๆ
อินย้อนขึ้นไปอ่านเนื้อความที่ข้ามมาด้วยควารู้สึกฉงนสงสัยอีกครั้ง คำถาแรกที่ผุดขึ้นในใจของเธอคือ เหตุใดชายคนนั้นจึงสามารถร่วมมือกับคนร้ายได้โดยไม่มีใครจับได้เสียก่อน ? ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโอกาสที่จะก่อเหตุสำเร็จมีน้อยมาก ๆ
หายไร้ร่องรอยกว่า 20 ศพ คดีะเิกลางกรุง
วันอังคารที่ 18 มิถุนายน xxxx เวลา 17.02 น. ได้เกิดเหตุะเิขึ้นภายในห้องฉายภาพยนตร์ที่ 4 ในโรงภาพยนตร์ของห้างสรรพสินค้าแก้วเกล้า เขตพยาไท กรุงเทพมหานครฯ ประเทศไทย เอิร์ธ มีผู้ที่คาดว่าเสียชีวิตจำนวน 20 คน
สถานที่ เกิดเหตุะเิในครั้งนี้คือห้องฉายภาพยนตร์ที่ 4 ซึ่งตามกำหนดการจะฉายภาพยนตร์เื่หนูน้อยกับกระต่ายสีแดง เมื่อไฟในห้องฉายหรี่ลงก็เกิดเหตุะเิขึ้น ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงภายในห้องฉาย ระบบดับเพลิงอัตโนมัติทำงานทันที แต่ไม่สามารถระงับเพลิงไหม้ได้ และไม่มีผู้ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ะเิดังกล่าวเป็เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งมีพนักงานทำความสะอาดทางเดินบังเอิญผ่านหน้าห้องฉายที่เกิดเหตุะเิและได้กลิ่นไหม้ จึงรีบแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ และแจ้งความต่อเ้าหน้าที่ตำรวจ จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลา 17.45 น.
จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุในขั้นต้นพบว่าห้องฉายที่เกิดเหตุมีสภาพเสียหายอย่างหนัก แต่ไม่พบศพของผู้เสียหายที่อยู่ในเหตุะเิเลยแม้แต่ศพเดียว เบื้องต้นเ้าหน้าที่สืบสวนได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุว่ามีพื้นที่ที่สามารถใช้เป็สถานที่ซ่อนศพได้หรือไม่ ซึ่งก็ไม่พบสถานที่ดังกล่าวแต่อย่างใด จึงยังคงเป็ปริศนาอยู่ว่าศพของผู้เสียหายกว่า 20 ศพหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไร
วันพุธที่ 19 มิถุนายน xxxx เวลา 8.00 น. เ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบตัวนายภูมิ แก้วดี เ้าหน้าที่ประจำห้องฉายของโรงภาพยนตร์ที่เกิดเหตุะเิได้ที่บ้านพักในเขตปทุมวัน นายภูมิตกเป็ผู้ต้องสงสัยว่าอาจเป็ผู้ให้ความร่วมมือกับคนร้ายก่อเหตุะเิในครั้งนี้ เนื่องจากเป็ผู้ปฏิบัติงานประจำห้องฉายในวันเวลาที่เกิดเหตุะเิดังกล่าว เ้าหน้าที่ได้ทำการคุมตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจเขตพญาไท แต่นายภูมิมีอาการเหม่อลอย ไม่ตอบสนองต่อเ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งยังมีอาการทางประสาท จึงยังไม่สามารถสอบปากคำได้
อย่างไรก็ตาม ทางเ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกำลังดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดอย่างเต็มความสามารถ ขอให้ประชาชนผู้ที่คิดว่ามีญาติหรือเพื่อนฝูงเป็ผู้เสียหายในเหตุะเิดังกล่าวมาแจ้งความต่อเ้าหน้าที่เพื่อที่จะเป็เบาะแสในการดำเนินคดีต่อไป
เนื้อหาข่าวสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ อินลองย้อนไปอ่านซ้ำอีกรอบก็ไม่พบเนื้อความที่สามารถไขข้อข้องใจของเธอได้ เธอมองนาฬิกาของคอมพิวเตอร์ พบว่าเป็เวลาเที่ยงคืนแล้ว จึงปิดคอมพิวเตอร์แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ในไม่ช้าเธอก็เข้าสู่ห้วงนิทราท่ามกลางความสงบเงียบงันยามราตรีในที่สุด
“ดีมาก งั้นคุณกลับไปที่ห้องพักแล้วเตรียมตัวให้เสร็จ จากนั้นเลขาจะพาคุณไปเจอบัดดี้ของคุณที่จุดนัดพบ เมื่อเจอบัดดี้ของคุณแล้ว คุณจะต้องออกเดินทางไปเอิร์ธทันที ผมติดต่อผู้ใหญ่ทางนั้นไว้เรียบร้อยแล้วว่าพวกคุณจะไปถึงพรุ่งนี้เช้า”
“รับทราบครับ”
“ออใช่ อีกเื่…ใบหน้าจริงของคุณต้องเป็ความลับนะครับ ไม่เว้นแม้แต่กับบัดดี้ของคุณ ขอให้ระวังไว้ด้วยนะครับ”
ระหว่างพูดเด่นภูมิจ้องลึกเข้าไปในั์ตาสีแดงเพลิงของริว ใบหน้าของเขาดูจริงจังปราศจากรอยยิ้ม ราวกับ้ากำชับว่าสิ่งที่เขาเอ่ยไปแล้วเป็เื่ที่ห้ามละเมิดโดยเด็ดขาด
“รับทราบครับ”
ริวรับคำอย่างหนักแน่น
ได้ยินดังนั้น ใบหน้าของเด่นภูมิก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นขอให้คุณเดินทางปลอดภัยนะครับ”
พูดจบเด่นภูมิก็หยิบกระดิ่งขึ้นมาสั่นเรียกเลขาเหมือนทุกที ไม่นานนักประตูก็เปิดออก คราวนี้เลขาสาวไม่ได้ยื่นหน้าเข้ามาในห้องผู้อำนวยการเหมือนคราวก่อน เธอดันประตูค้างไว้ พร้อมกับผายมือเป็เชิงเชื้อเชิญให้ริวเดินออกจากห้อง ริวจึงหันไปไหว้ลาเด่นภูมิ แล้วเดินตามเลขาสาวไป
เมื่อทั้งคู่เดินออกห่างจากห้องผู้อำนวยการมาพอสมควร อยู่ดี ๆ เลขาสาวก็หยุดเดินกลางคันเหมือนเพิ่งนึกอะไรสักอย่างออก เธอหันมาพูดกับริวที่อยู่ข้างหลังเป็ครั้งแรกของวันว่า
“เดี๋ยวฉันจะไปส่งคุณที่ห้อง คุณมีเวลาเตรียมตัวอีกครึ่งชั่วโมง ถึงเวลาแล้วฉันจะเคาะประตูเรียก”
ริวตอบรับเลขาสาว เขามีเวลาเหลือน้อยกว่าที่คาดไว้ จึงเดินไปพลางคิดไปพลางว่าจะปลอมตัวอย่างไร สีผม สีผิว ความสูง ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้นเอง เลขาก็พาเขามาถึงห้องรับรองที่ใช้นอนเมื่อคืนนี้ ริวจึงโค้งให้เธอเล็กน้อยเป็เชิงขอบคุณที่พาเขามาส่ง ส่วนเลขาสาวก็พยักหน้ารับแล้วยื่นเอกสารใบหนึ่งให้เขาก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“อันนี้เป็ประวัติบัดดี้ของคุณ อ่านไว้ก่อนเผื่อจะได้รู้จักเธอมากขึ้น ส่วนประวัติของคุณฉันจะกลับไปทำที่ห้องแล้วเมลให้เธอ คุณใช้ชื่อว่าอะไรนะ”
“ธนัชครับ”
“โอเค ฉันไปก่อนล่ะ”
เลขาสาวพูดจบก็ก้าวฉับ ๆ หายลับไป ริวจึงเปิดประตูห้องแล้วถอดเสื้อผ้าออกเป็อย่างแรก จากนั้นเขาก็ไปยืนที่หน้ากระจก ทุกครั้งที่ชายหนุ่มใช้เวทย์ปลอมตัว เขามักจะถอดเสื้อผ้าออกก่อน เพราะทำให้ใช้เวทมนตร์ได้ถนัดกว่า อีกทั้งสามารถเสกเสื้อผ้าที่สร้างจากเวทมนตร์มาสวมได้เลย
ริวใช้มือเสยผมหน้าม้าที่ปรกหน้าผากบางส่วนขึ้น เพียงปลายนิ้วััผมหน้าม้าก็สั้นลงจนเกือบกุด และเปลี่ยนจากสีแดงเืหมูเป็สีน้ำตาลธรรมชาติ จากนั้นเขาก็ใช้มือลูบหางม้าที่รวบไว้ด้านหลัง พลันหางม้าที่เคยยาวถึงกลางหลังก็หดลงเหลือเพียงละท้ายทอย ต่อมาเขาก็ขยี้ผมที่เหลือทั้งหัวจนกลายเป็สีน้ำตาลและดูฟูกว่าปกติ จากนั้นเขาหลับตาและใช้มือลูบเปลือกตา เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกที ั์ตาที่เคยเป็สีแดงเพลิงก็กลายเป็สีน้ำตาลเฉกเช่นเดียวกับเส้นผม
ริวมองตัวเองในกระจกอย่างพินิจพิเคราะห์ เขายังไม่ค่อยถูกใจสภาพตัวเองที่เห็นในกระจกมากนัก คราวนี้เขาจึงหลับตาลงและบริกรรมคาถา ครู่หนึ่งแสงสีขาวก็โอบล้อมตัวเขาไว้ รูปร่างของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากที่เคยผอมบางกลับกลายเป็ล่ำสันด้วยมวลกล้ามเนื้อ ผิวพรรณที่เคยขาวก็กลับคล้ำลงเป็ผิวสีน้ำผึ้ง
ริวลืมตาขึ้น แสงสีขาวที่ล้อมรอบตัวเขาจึงแตกสลายไป ชายหนุ่มมองรูปร่างตนเองในกระจกอย่างพึงพอใจ เสื้อผ้าที่สวมอยู่ตอนนี้ก็เปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน ตอนนี้เขาสวมเสื้อคอโปโลสีน้ำตาลอ่อนกับกางเกงขายาวสีดำดูเป็ทางการน้อยกว่าเสื้อผ้าชุดเดิม
เมื่อจัดการปลอมตัวเรียบร้อยแล้ว ริวก็เปิดกระเป๋าเดินทางแล้วหยิบกล่องสี่เหลี่ยมสีดำขนาดเล็กเท่ากับฝ่ามือออกมาแล้วกดเปิดสวิตช์ มันคือเครื่องตรวจหาเครื่องดักฟัง ถ้าหากในห้องนี้มีเครื่องดักฟังมันจะส่งเสียงเตือนทันที แต่ผ่านไปได้พักหนึ่งก็ยังไม่มีเสียงเตือนดังขึ้น แปลว่าที่นี่ไม่มีเครื่องดักฟังติดตั้งอยู่ ริวจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาต่อสายไปหายามะดะ เพื่อรายงานสถานการณ์ปัจจุบัน เขารอสายอยู่พักใหญ่ ในที่สุดยามะดะก็รับโทรศัพท์
“ว่าไง เมื่อกี้เพิ่งประชุมเสร็จ ทางนั้นเป็ไงบ้าง”
“ไม่ค่อยดีเท่าไรครับ ผมถูกส่งไปสืบคดีะเิไร้ศพที่กรุงเทพ ฯ”
“อย่างที่คิดไว้เลย ฝั่งนั้นเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเรากำลังเคลื่อนไหว”
“แล้วผมจะทำไงดีเนี่ย ถ้าถูกส่งตัวออกไปทำภารกิจข้างนอก ผมก็แทรกซึมเข้าไปยึดข้างในไม่ได้น่ะสิ”
“ใจเย็นก่อน ผมส่งทีมของยูยะไปที่เกิดเหตุแล้ว คงถึงกรุงเทพฯประมาณตอนเที่ยง ถ้าเด่นภูมิรู้ว่าผมส่งคนไปตัดหน้าก่อนแล้ว เขาคงให้คุณกลับ TSJ สยามแน่ ตอนนี้คุณก็เคลื่อนไหวตามที่ได้รับคำสั่งไปก่อนก็แล้วกัน”
“เข้าใจแล้วครับ”
“ดี มีอะไรโทรมารายงานผมเรื่อย ๆ ด้วย”
“รับทราบครับ”
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูติดกันสองครั้งดังขึ้น ทำให้ริวนึกขึ้นได้ว่าเลขาสาวบอกเขาไว้ว่าจะมาเคาะประตูเมื่อถึงเวลาออกเดินทาง ด้วยความที่กลัวบทสนทนาจะรั่วไหล ริวพูดเบาลงจากเดิมจนแทบจะกลายเป็เสียงกระซิบ
“บอสครับ ผมต้องไปแล้ว ไว้ผมจะติดต่อไปใหม่นะครับ”
พูดจบริวก็ตัดสายโทรศัพท์ทันที
“ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ริวขานตอบเสียงเคาะประตู พลางลากกระเป๋ากระเป๋าเดินทางไปที่ประตูห้อง ริวเปิดประตูห้องแล้วลากกระเป๋าตามออกมา เขาปิดประตูอย่างระมัดระวังโดยไม่ลืมที่จะล็อคกุญแจด้วย เมื่อหันหลังกลับมา เขาก็เห็นเลขาสาวกำลังยืนจ้องเขาอยู่เหมือนตกอยู่ในภวังค์อะไรสักอย่าง เขาจึงเอ่ยทักขึ้นว่า
“เอ่อ...จะไปกันหรือยังครับ”
เลขาสาวกระพริบตาถี่เหมือนเพิ่งรู้สึกตัวว่าจ้องริวมากไป เธอกระแอมไอครั้งหนึ่ง
“ค่ะ ไปกันเถอะค่ะเดี๋ยวจะไม่ทันเวลา”
เธอพูดแล้วหันหลังให้ชายหนุ่มพลางออกเดินอย่างรวดเร็วไปยังลิฟต์ที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนัก ระหว่างที่ยืนรอลิฟต์ ริวแอบเห็นว่าเลขาสาวแอบเหล่ตามาทางเขาหลายรอบ แต่ชายหนุ่มก็ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นยืนรอลิฟต์เงียบ ๆ ต่อไป
ในที่สุดประตูลิฟต์ก็เปิดออก ทั้งคู่เดินเข้าไปในลิฟต์ เมื่อประตูปิดลง บทสนทนาแปลก ๆ ระหว่างริวและเลขาสาวก็เริ่มต้นขึ้น
“เอ่อ...คุณริวคะ ไม่ใช่สิ...คุณชื่ออะไรนะคะ”
“ธนัชครับ”
“คุณธนัชคะ คุณชอบผลไม้อะไรเหรอคะ”
“เอ๊ะ...เอ่อ ผมไม่ค่อยชอบผลไม้น่ะครับ ทำไมเหรอครับ”
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พอดี่นี้เป็ฤดูที่แตงโมอร่อยมากน่ะค่ะ ฉันชอบแตงโมมาั้แ่เด็ก ๆ แล้ว อากาศร้อน ๆ แบบนี้ยิ่งรู้สึกอยากกินขึ้นมา”
“เหรอครับ ผมไม่ค่อยถูกกับของหวานเท่าไรน่ะครับ เคยกินแตงโมอยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยชอบความหวานของมันเท่าไร แต่เพื่อนสนิทผมชอบมาก กินได้ทีเป็ลูกเลย ไม่รู้กินเข้าไปได้ยังไงหวานจะตาย”
บทสนทนาในลิฟต์จบลงเพียงเท่านี้ เพราะ ประตูลิฟต์เปิดออกพอดี เลขาสาวจึงกดปุ่มเปิดลิฟต์ค้างไว้ แล้วผายมือเชิญให้ริวลากกระเป๋าออกไปก่อน ริวจึงโค้งให้เธอเล็กน้อยเป็เชิงขอบคุณแล้วจึงลากกระเป๋าออกจากลิฟต์
เบื้องหน้าริวเป็ชานชลาที่ไร้ซึ่งผู้คนดูเงียบเหงาวังเวง ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวาก็ไม่เจอใคร ยิ่งทำให้ความฉงนสงสัยในใจพุ่งทวีมากยิ่งขึ้น แสงไฟนีออนจากเพดานก็ส่งเสียงแถมยังติด ๆ ดับ ๆ เหมือนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ พอมองตรงไปที่รางรถไฟก็พบว่ามันมีสภาพขึ้นสนิมเหมือนไม่มีการใช้งานมานานนับสิบปี
“ที่นี่เป็สถานีรถไฟเฉพาะของ TSJ สยามน่ะค่ะ ไมได่ใช้งานมาหลายปีแล้ว”
เลขาสาวเอ่ยขึ้นราวกับรู้ใจว่าริวกำลังคิดอะไรอยู่ ชายหนุ่มหันหลังกลับไปมองเลขาสาว พบว่าเธอกำลังจดจ่ออยู่กับการใช้โทรศัพท์มือถือแบบฝาพับเครื่องสีแดงสดพิมพ์ข้อความอะไรบางอย่างอยู่อย่างทุลักทุเล ริวจึงเดินไปข้างหลังเธอเพื่อดูหน้าจอโทรศัพท์ด้วย จึงเห็นว่าเธอกำลังติดต่อหาคนที่น่าจะเป็บัดดี้ของเขาอยู่
“โอเค เรียบร้อย”
เลขาสาวกดปุ่มส่งข้อความก่อนจะพับหน้าจอโทรศัพท์ลง แล้วหันมาคุยกับริวต่อ
“เมื่อกี้ฉันส่งข้อความหาบัดดี้ของคุณค่ะ ฉันขอให้เธอโทรศัพท์มาก่อนถึงสถานีนี้ห้านาที อ้อ แล้วก็นี่ค่ะ โทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ผู้อำนวยการฝากฉันมาให้คุณถือติดตัวไว้ในระหว่างทำภารกิจ”
เลขาสาวยื่นโทรศัพท์มือถือฝาพับให้ริว เขารับไว้พร้อมกับขอบคุณเธอ เลขาสาวจึงเอ่ยต่อไปว่า
“บัดดี้ของคุณจะนั่งรถไฟมาที่สถานีนี้ คุณก็รอขึ้นรถขบวนเดียวกับเธอเลย ฉันคงต้องขอตัวก่อน มีงานที่ต้องรีบไปสะสางต่อน่ะค่ะ ขอให้คุณโชคดี”
“อ่าครับ ขอบคุณที่พาผมมาส่ง ไว้เจอกันครับ”
เลขาเผยยิ้มให้ริวเล็กน้อยก่อนจะจากไป ทิ้งให้ริวอยู่ที่ชานชลามืดสลัวตามลำพัง ชายหนุ่มหันไปมองรอบ ๆ สถานนีอีกครั้ง แล้วเขาก็เพิ่งสังเกตเห็นม้านั่งตัวหนึ่งตั้งอยู่ออกไปไม่ไกลนัก ข้าง ๆ กันนั้นมีตู้ขายของอัตโนมัติที่ดูใหม่กว่าสิ่งของอื่น ๆ ในสถานีตั้งอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ อย่างสนอกสนใจ
ตู้ขายของอัตโนมัตินั้นขายเครื่องดื่มและไอศกรีมรสต่าง ๆ ริวมองไอศกรีมในตู้ด้วยแววตาเป็ประกาย จนเผลอกลืนน้ำลายดังเอื๊อก และแล้วสายตาของชายหนุ่มก็หยุดอยู่ที่ไอศกรีมแตงโมที่อยู่มุมล่างสุดของตู้ รู้ตัวอีกทีเขาก็มานั่งอยู่ที่ม้านั่งข้าง ๆ ตู้ขายของอัตโนมัติพร้อมกับไอศกรีมแตงโมที่น่าเย้ายวนใจเสียแล้ว
ริวเปิดฝาถ้วยไอศกรีมแตงโมออก ั์ตาที่เป็ประกายอยู่แล้วก็ยิ่งเป็ประกายมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นเนื้อไอศกรีมสีแดงสดอัดแน่นอยู่ภายในถ้วย เขาหยิบช้อนที่ติดอยู่กับฝาปิดออกมาแล้วตักเข้าไอศกรีมปากทันที
“โอ้ !”
ริวเผลออุทานออกมา ความหวานนี้ กลิ่นหอมนี้ ความเย็นชื่นใจนี้ มันช่างสมกับเป็ไอศกรีมแตงโมจริง ๆ ! ไม่มีอะไรเหมาะกับสภาพอากาศร้อนของเมืองสยามไปมากกว่าแตงโมอีกแล้ว ถ้าเป็ไปได้เขาขออยู่ตรงนี้แล้วนั่งกินไอศกรีมแตงโมให้หมดตู้จนเป็เบาหวานตายไปข้างหนึ่งเลยจะได้ไหมเนี่ย
ที่บอกว่าไม่ชอบแตงโมน่ะ โกหกล้วน ๆ !!