แสงแรกแห่งรุ่งอรุณ สาดส่องทอประกายผ่านหมู่มวลหิมะที่ลอยละลิ่วโปรยปรายลงจากฟากฟ้า ขับให้ต้นเหมยฮวาบริเวณเนินเขาสะท้อนแสงสีขาวระยิบระยับประดุจก้อนเพชร แม่ทัพหนุ่มผู้หล่อเหลานั่งอยู่บนหลังม้าหน้าจวนที่ว่าการอำเภอกำลังรอทหารคนสนิท เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อเสียงฝีเท้าดังกรับ ๆ วิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
“ท่านแม่ทัพรอนานหรือไม่” น้ำเสียงทุ้มของตงเหอ เอ่ยถามผู้เป็นาย
“ไม่นานมาก ข้าเพิ่งตระเตรียมข้าวของเสร็จ แล้วธุระที่ให้ไปทำสำเร็จหรือไม่” จ้านเฟยหลงตรงเข้าประเด็น
“เรียบร้อยขอรับ หลงจู๊จางบอกว่าผู้ที่ปั้นรูปปั้นนี้เป็หญิงหม้ายสกุลลี่นามว่าลี่จิ่น หาก้าติดต่อนางหลงจู๊จางบอกว่าสามารถนัดหมายให้ได้ขอรับ” ตงเหอรายงาน
“ดี หากองค์ไทเฮาชื่นชอบ เราค่อยกลับมาหานางก็แล้วกัน” พูดจบก็กระตุกบังเหียนม้า พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง
ส่วนอีกฟากหนึ่งของเมืองหลิวหลิน ยังมีราชมนตรีหนุ่มอีกคนนั่งอยู่บนหลังม้าสีหมอก เดินฝ่าหิมะวนไปเวียนมาหน้าประตูบ้านของเหวินชิงหลี ชายหนุ่มยังคิดไม่ตกว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ เขากลัวเหลือเกิน กลัวว่านางจะใช้มารยาดึงรั้งเขาไว้ ในใจจึงกล้า ๆ กลัว ๆ
เมื่อสี่ปีก่อน เต๋อหลางเยว่กับเหวินชิงหลีมีสัมพันธ์ทางกายกลับมิได้เกิดจากความรัก แต่เป็เพราะความอิจฉาริษยาของเหวินหลิวหลีต่างหาก ที่ทำให้เต๋อหลางเยว่กับเหวินชิงหลีมีสัมพันธ์กันโดยไม่ได้ตั้งใจ ทุกอย่างล้วนเกิดจากยากระตุ้นกามารมณ์ในโถกำยาน ซึ่งเหวินหลิวหลีบงการให้ซวงซวงสาวใช้เป็คนจุด เต๋อหลางเยว่ชายหนุ่มอายุสิบเก้า กำลังคลั่งไคล้เหวินหลิวหลีหญิงสาวอายุสิบเจ็ด
วันนั้นในจวนราชเลขา เต๋อฮูหยินจินเยว่จัดงานฉลองการรับตำแหน่งให้แก่ลูกชาย แต่ดันเกิดเื่อับอายขายขี้หน้า เมื่อในงานซวงซวงบอกกับเหวินชิงหลีว่าจวิ้นอ๋องพระคู่หมายรอนางอยู่ที่เรือนชมจันทร์ แต่พอไปถึงกลับกลายเป็ราชเลขาใหม่ ใบหน้าแดงซ่านเพราะเมากลิ่นกำยานอยู่ ยากระตุ้นกามารมณ์ตัวนี้ร้ายแรงเอาการ ทันทีที่ไปถึงราชเลขาก็โผเข้าหานางทั้งที่ยังไม่ตั้งตัว เหวินชิงหลีต่อต้านอย่างหนัก หากต้องพ่ายแพ้ให้กับฤทธิ์ยาและพละกำลังของบุรุษ แล้วที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่า คือนางกลับกลายเป็ผู้ร้ายทำเสน่ห์วางยาผู้ชายเสียอย่างนั้น นี่มันยุติธรรมกับนางแล้วอย่างนั้นหรือ
เมื่อต้องถอนหมั้นจวิ้นอ๋องแล้วแต่งเข้าจวนราชเลขา เหวินชิงหลีหวังเพียงว่า จะได้รับความเอาใจใส่จากชายผู้เป็สามี กลับกันเต๋อหลางเยว่ไม่เหลียวแลนางแม้สักนิด เพียงเพราะคิดว่านางเป็ต้นเหตุให้ตนพลัดพรากจากเหวินหลิวหลี เต๋อหลางเยว่บีบคั้นนางครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าทำแบบนี้ด้วยเหตุใด
“เต๋อหลางเยว่ ข้าไม่เคยวางยาทำร้ายท่าน ที่ข้าเดินเข้าไปหาท่านในวันนั้น เพราะคิดว่าท่านเป็จวิ้นอ๋องเพราะเหตุใดท่านถึงไม่ยอมเชื่อใจข้า” นางะโใส่หน้าชายหนุ่มด้วยอารมณ์โกรธเคือง
“เื่ที่คุณหนูรองแอบชอบท่านราชเลขาซวงซวงรู้มานานแล้ว ที่คุณหนูรองทำไปก็เพราะมีใจให้กับท่านท่านอย่าโกรธคุณหนูรองเลยนะเ้าคะ” เต๋อหลางเยว่นึกถึงน้ำเสียงที่ซวงซวงอ้อนวอน
“เื่ระหว่างเราคงเป็ไปไม่ได้อีกแล้ว ที่น้องรองทำไปก็เพราะแอบชื่นชอบท่านมานาน หลิวหลีหวังว่าพี่หลางเยว่จะทำดีกับนางให้มากนะ” น้ำเสียงอ่อนหวานดังก้องในหู
“เื่ที่เหวินชิงหลีชอบเ้า พวกเราสกุลเหวินรับรู้ดี แต่ก็พูดไม่ได้ เพราะนางถูกหมั้นหมายให้กับจวิ้นอ๋อง แต่วันนี้นางเป็ของเ้าแล้ว สกุลเหวิน ของเราฝากเ้าดูแลนางด้วย”
นี่คือสิ่งที่เสนาบดีเหวิน เหวินกั๋วได้พูดกับเขาก่อนวันส่งเกี้ยวมารับ เหวิน ชิงหลี
เต๋อหลางเยว่คงคิดไม่ถึง ว่านี่คือแผนการของคนสกุลเหวิน พวกเขาหวังให้ลูกรักที่เกิดจากภรรยารองอย่างเหวินหลิวหลี เกี่ยวดองจวนจวิ้นอ๋องแทนเหวินชิงหลีบุตรของภรรยาเอก
ด้านเหวินชิงหลี เมื่อผู้เป็สามีไม่เอาใจใส่ นางจึงเอาแต่ใจและอาละวาดอย่างหนัก จนเต๋อฮูหยินทนไม่ไหว ส่งนางไปยังบ้านบรรพบุรุษ ต่อให้อยู่ในที่ที่ลำบากมีหรือคนอย่างเหวินชิงหลีจะยอมลดราวาศอก นางทุบตีสาวใช้ทุกวัน ข่มขู่จวนราชเลขาว่าขอแขวนคอตาย สุดท้ายเป็เพียงการข่มขู่เท่านั้น ล่าสุดนางส่งจดหมายหาชายผู้เป็สามี ขอร่วมงานมงคลของเหวินหลิวหลีที่จวิ้นอ๋องแต่งนางเป็พระสนม หากชายหนุ่มไม่รับปากนางขอดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย
ทว่านางก็ดื่มเข้าไปแล้วจริง ๆ เพียงแต่์เล่นตลกสลับิญญาของเหวินชิงหลีอีกคนมาเข้าร่างแทน
เหตุนี้ทำให้ผู้คนต่างเข้าใจผิด คิดว่านางคงเล่นตลกอีกแล้วกระมัง ชื่อเสียงเลื่องลือด้านความร้ายกาจของเหวินชิงหลี ทำเต๋อหลางเยว่ทนไม่ไหว จำต้องส่งนางไปยังเมืองหลิวหลินแทน
‘หากเข้าไปตอนนี้นางจะอาละวาดหรือไม่นะ’ เต๋อหลางเยว่คิดหนัก แต่ไหน ๆ ได้มาถึงที่นี่แล้ว ชายหนุ่มตัดสินใจขอเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน เต๋อ หลางเยว่ะโลงจากหลังม้า แล้วผูกมันไว้ตรงประตูใหญ่นอกเรือน ก่อนผลักประตูไม้เข้าไป
ด้านหลังประตูบานใหญ่ ตรงทางเดินทอดยาวออกไปจรดหน้าเรือนหลังเล็ก มีแปลงดอกเก๊กฮวยสีเหลืองนวลปลูกเรียงรายจนทั่ว เริ่มจากบริเวณทางเข้ากระทั่งถึงหน้าเรือนดอกไม้ออกดอกชูช่อบานสะพรั่งส่งกลิ่นตลบอบอวล ภาพตรงหน้า ทำเอาชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
‘นี่เป็ฝีมือของนางจริงหรือ’ ชายหนุ่มครุ่นคิด สายตาจับจ้องยังต้นเหมยฮวาหน้าเรือน หญิงสาวนางหนึ่งแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายสีเทาอ่อนสาบทับขวาใบหน้าหมดจดงดงาม ดูเหมือนนางกำลังจดจ่อทำอะไรสักอย่างบนม้านั่งหินใต้ต้นไม้ ที่บนกิ่งเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะสีขาว
ดั่งต้องมนต์สะกด ชายหนุ่มไม่อาจละสายตาจากภาพที่เห็นตรงหน้าได้เลยจริง ๆ เสมือนธรรมชาติหลอมรวมนางไว้ ให้ดูกลมกลืนเป็อันหนึ่งอันเดียวกัน ราวกับถูกรังสรรค์ปั้นแต่งด้วยฝีมือของประติมากรชั้นยอด ชายหนุ่มอดรนทนไม่ไหวค่อย ๆ ก้าวเดินไปทีละก้าว
ใต้ต้นเหมยฮวา...เหวินชิงหลีกุลีกุจอจัดต้นเก๊กฮวยที่เพิ่งตัดใส่ลงในตะกร้า ฉับพลันนางรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องมาที่นาง ด้วยสัญชาตญาณหญิงสาวรีบเงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาเยือน
แปลกจริง เวลาสี่ปีกว่า ๆ เกือบห้าปี นอกจากจางโม่โฉวกับคนงานที่นางว่าจ้างให้ทำแปลงดอกเก๊กฮวย่ก่อนเข้าฤดูหนาวแล้ว เหวินชิงหลีไม่เคยให้ใครเข้ามาในบ้านวันนี้กลับมีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาเสียได้ มิหนำซ้ำยังเป็ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเอาการ หากเปรียบเหล่าดาราที่เคยพบพานมาก่อนในโลกอดีต เื่ความงามนั้นมีหรือจะเทียบชั้นชายหนุ่มตรงหน้าได้ ์ทรงเมตตาประทานเทพบุตรมาให้นางแล้วจริง ๆ
“คุณชายเข้ามาในเรือนข้า ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดกับข้าอย่างนั้นหรือ” นางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“แกล้งจำข้าไม่ได้ เพื่อเรียกร้องความสนใจอย่างนั้นหรือ”
ชายหนุ่มกระตุกมุมปาก กล่าวด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม
น้ำเสียงร้ายกาจวาจาบาดหูเช่นนี้ช่างคุ้นหูนางยิ่งนัก เหวินชิงหลีหวนนึกถึงครั้งแรกตอนฟื้นขึ้นมาในบ้านบรรพบุรุษ
‘เหวินชิงหลี คนอย่างเ้าอยู่บนโลกคนก็รังเกียจ อยู่ในปรโลกผีก็รังเกียจ แม้แต่พญายมยังไม่กล้ารับเอาตัวเ้าไว้ เ้าคิดว่าตัวเ้าเองน่าสมเพชหรือไม่ เมื่อบ้านบรรพบุรุษไม่น่าอยู่สำหรับเ้า เช่นนั้นข้าขอสงเคราะห์เ้าไปอยู่เมืองหลิวหลินแทนก็แล้วกัน’
ใช่แล้วนี่คือเสียงเขาล่ะ เต๋อหลางเยว่ราชมนตรีหนุ่มสามีปากร้ายของนาง ภาพไฝสีน้ำเงินเข้มตรงหางตาด้านซ้ายเริ่มฉายชัดขึ้นมาในหัว
‘เป็เขาจริง ๆ ด้วย’ ครั้นนึกขึ้นได้ นางแทบอยากเอาหน้ามุดแทรกแผ่นดินหนี นางแอบผิดหวังลึก ๆ ที่เห็นกงจักรว่าเป็ดอกบัว เห็นคนชั่วเป็เทพบุตรเสียได้ เหวินชิงหลีใจดีสู้เสือ นางระบายยิ้มมุมปากก่อนกล่าวกับชายหนุ่ม
“แล้วใต้เท้าราชมนตรีนึกสนใจข้าภรรยาบ้างหรือไม่” นางเน้นหนักตรงคำว่าสนใจเป็พิเศษ
“เ้ามีอะไรคู่ควรให้ข้าสนใจอย่างนั้นหรือ” เต๋อหลางเยว่คงเปล่งวาจาเ็าไร้เยื่อใย ทั้งที่ในใจแอบรู้สึกผิดอยู่บ้างที่เวลาเกือบห้าปีมานี้ เขาไม่เคยมาดูดำดูดีนางเลย
เหวินชิงหลีกระตุกยิ้มมุมปากทีหนึ่ง ก่อนเอื้อนเอ่ยออกไป “ขออภัยใต้เท้าราชมนตรี หากข้าภรรยาเข้าใจท่าทีของท่านผิด ใต้เท้าดั้นด้นมาถึงนี่ มีธุระอะไรกับข้าภรรยาเช่นนั้นหรือ”
นางพูดเหน็บแนมด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ใบหน้าคงระบายยิ้ม ทั้งที่หัวใจตอนนี้ร้อนรนยิ่งกว่าเปลวเพลิง นางกลัวเหลือเกินกลัวเปาจู๋พาเฟิงเกอเข้าบ้านมาตอนนี้ หากเป็เช่นนั้นจริงนางจะอธิบายกับเขาเช่นไร
เต๋อหลางเยว่อดแปลกใจไม่ได้ เหวินชิงหลีพูดจายียวนแต่ทุกถ้อยคำ ล้วนเป็คำพูดที่ชาญฉลาด ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง อย่างน้อย ๆ ก็แววตาของนาง เมื่อก่อนเปลวอัคคียังร้อนแรงสู้สายตานางไม่ได้ วันนี้เปลี่ยนไป ราวกับสายน้ำใต้ท้องทะเลลึก ต่อให้อยากค้นหาก็คาดเดาไม่ถูก นึกถึงครั้งอยู่บ้านบรรพบุรุษ นางรบเร้าให้เขารับนางกลับจวน ตอนนี้กลับเฉยชาได้ถึงเพียงนั้น นางคงทำใจได้แล้วกระมัง คิดดังนี้เต๋อหลางเยว่รู้สึกฝาดเฝื่อนในลำคอ
“จะไม่เชิญข้าเข้าบ้านหน่อยหรือ” ชายหนุ่มตัดบทเพราะไม่รู้จะตอบนางเช่นไร
“เชิญใต้เท้า” เหวินชิงหลีส่งยิ้มพร้อมผายมือ
เต๋อหลางเยว่นั่งรอขณะหญิงสาวขอตัวไปชงชา เขารู้สึกเพลิดเพลินสบายตา กับสิ่งของเครื่องใช้ที่นางจัดวางภายในบ้าน ก่อนสังเกตเห็นว่า ในนั้นไม่มีสิ่งของชิ้นใดเป็ของจวนราชมนตรี เต๋อหลางเยว่กำหมัดแน่นจนได้ยินเสียงดังกร๊อบ
“ขายแม้กระทั่งเครื่องใช้ที่จวนราชมนตรีส่งมา เ้าใจกล้าเกินไปแล้ว”
ชายหนุ่มบดฟันจนเส้นเืข้างลำคอปูดโปน หากคนจิตใจไม่เข้มแข็งพบเห็นใบหน้าของชายหนุ่มในยามนี้คงลมแทบจับ
เื่เหวินชิงหลีขายเครื่องเรือนเครื่องใช้ เต๋อหลางเยว่ได้รับรายงานจากเซียงเถาบ่าวรับใช้ของเต๋อฮูหยินมาสักพักแล้วว่าของถูกขายในตลาดอันฉี เต๋อหลางเยว่ส่งหวังจิ้งองครักษ์คนสนิทไปตรวจสอบ ก็เห็นว่าเป็ของจริง เพียงแต่ไม่ยอมปักใจเชื่อ กระทั่งได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ชายหนุ่มจึงรู้สึกเดือดดาล
วินาทีนั้นเหวินชิงหลียกกาน้ำชาเข้ามาพอดี นางััได้ถึงอารมณ์คุกรุ่นเหมือนคลื่นพายุกำลังก่อตัว ตามสัญชาตญาณของสายลับที่ถูกฝึกมา นางไม่รู้เหตุผลอะไรทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าโกรธเคืองไม่พอใจ ช่างเถอะตอนนี้นางแสร้งไม่รู้อะไรปลอดภัยกว่า
“ขออภัยใต้เท้าที่ให้รอ” นางส่งยิ้มหวานพร้อมรินน้ำชาให้ เต๋อหลางเยว่ดื่มชาจนหมด ก่อนหมุนถ้วยเปล่าไปมาแล้วยื่นหน้าถามนาง
“ถ้วยชานี้เ้าซื้อจากที่ใดหรือ” ความจริงแล้วเขา้าถามนางมากกว่า ว่าเครื่องใช้จวนราชมนตรีส่งมาไปอยู่เสียที่ใด
เหวินชิงหลีอึ้งงงกับคำถาม
“ก็แค่ถ้วยดินเผาธรรมดาใต้เท้าถามทำไมหรือ” ความจริงนางเลี่ยงที่จะตอบ เพราะไม่มีใช้นางจึงทำขึ้นมาเอง
“ข้าถามเ้าก็แค่ตอบ” ชายหนุ่มแค่นเสียงดุ
“ข้าภรรยาทำขึ้นมาเอง ถ้วยชานี้มีอะไรให้ใต้เท้าสนใจหรือ”
เหวินชิงหลีเป็คนเฉลียวฉลาด แม้ไม่รู้เหตุผลในการถามแต่มีบางอย่างผิดปกติแน่ เพราะตลอดสี่ปีที่ผ่านมา นางไม่เคยรับการเหลียวแลจากจวนราชมนตรี โชคดีที่อดีตนางเป็นักศึกษาด้านศิลปะเซรามิก กอปรกับเป็ธุรกิจของที่บ้าน ทำให้นางเชี่ยวชาญด้านนี้เป็พิเศษ แค่ทำเครื่องปั้นดินเผาขั้นพื้นฐาน ถือว่าจิ๊บจ๊อยมากสำหรับนาง
ชายหนุ่มอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ “เ้าทำเป็เมื่อไหร่”
“ข้าภรรยาทำเป็ั้แ่อายุสามขวบ” ไม่พูดเปล่านางชูมือขวาขึ้นสามนิ้วพร้อมปั้นหน้าจริงจัง
“เหอะ เป็ถึงฮูหยินจวนราชมนตรี ชีวิตเ้าตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ” แม้รู้สึกแปลกใจแต่มิวายเย้ยหยันนาง
“ขออภัยใต้เท้า ที่ข้าภรรยาทำตัวให้สูงส่งสมฐานะและเกียรติยศของท่านมิได้”
เหวินชิงหลีประชดประชัน พร้อมกำหมัดแน่นเพื่อระงับความโกรธ
“แล้วเครื่องเรือนที่จวนราชมนตรีส่งมาตั้งมากมายเล่า เ้าเอาไปไว้เสียที่ใด ทำไมไม่เอาออกมาใช้ หรือเ้ากระหายเงินมาก จนขายโรงจำนำหมดเสียแล้ว”
เมื่อเหวินชิงหลีได้ฟัง ไม่รู้ว่านี่เป็คำถามหรือ้าเย้ยหยันนางกันแน่
“ขออภัยใต้เท้า จวนราชมนตรีเคยส่งของเหล่านี้ให้ข้าภรรยาด้วยกระนั้นหรือ ข้าภรรยาไม่ยักรู้ ส่งมากี่ครั้งกันเล่า หากเป็ดั่งเช่นที่ท่านว่า ข้าภรรยาคงได้แต่งตัวหรูหรากว่านี้เป็แน่ คงสุขสบายไม่ต้องตรากตรำทำงาน ขุดแปลง พรวนดิน รดน้ำต้นไม้ ท่านว่าจริงหรือไม่”
น้ำเสียงราบเรียบ แฝงไปด้วยถ้อยคำประชดประชัน กระทั่งแววตาของนางช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกเย้ยหยัน
เมื่อได้ยินคำตอบ ชายหนุ่มบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรเหมือนมีก้อนกลม ๆ จุกอยู่ตรงลำคอ จวนราชมนตรีส่งข้าวของมา แต่นางแอบขายตามที่เซียงเถาบอก หรือความจริงแล้วไม่ได้ส่งมากันแน่ แต่ในจวนกลับมีบัญชีรายจ่ายในส่วนของนาง หรือว่าเป็เขาเองที่เข้าใจผิด คนดูแลจวนคือเต๋อฮูหยิน และเขาเองก็ไม่เคยก้าวก่าย เห็นครานี้เต๋อหลางเยว่จะปล่อยผ่านไม่ได้เสียแล้ว
“ข้าจะกลับแล้ว เ้าไม่ต้องส่ง” อยู่ ๆ ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นกระทันหัน ทำเอาเหวินชิงหลีมึนงง
“เป็ไบโพลาร์รึไง นึกจะไปก็ไป ชิ! ปากร้ายนักนะ โดนตอบกลับแค่นี้ทำเป็รับไม่ไหว” สาวน้อยแอบย่นจมูกแลบลิ้นตามหลัง ยิ้มกริ่มอย่างพออกพอใจ