ไป่เจ๋อที่ผละออกมาจากพวกอี้หานได้แล้วเขาใช้วิชาตัวเบากระโจนไปตามกิ่งไม้และก้อนหินที่เลียบกับถนนระหว่างนั้นไป่เจ๋อกำลังคิดบางอย่างอยู่
‘ใครเป็คนฝึกปราณให้อี้หานแล้วชายอีกคนหนึ่งที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ นั่นคือใครแต่ถ้าดูจากพลังปราณกับฝีมือแล้วไม่น่าจะใช่อาจารย์ของอี้หาน’ ไป่เจ๋อคิดการปรากฎตัวของผู้ฝึกยุทธ์เมื่อวันก่อน และอี้หานที่ฝึกพลังปราณในวันนี้แสดงให้เขาเห็นว่าในโลกใบนี้ยังมีผู้ฝึกยุทธ์อยู่หากแต่แฝงเร้นซ่อนตัวไม่ให้คนทั่วไปรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขาเท่านั้นและสิ่งที่ไป่เจ๋อเป็กังวลมากที่สุดคืออาจารย์ที่สอนอี้หานฝึกพลังปราณ
หากเป็เขาเมื่อสมัยก่อนไม่มีทางมาคิดเื่การต้องเข้าต่อสู้กับอีกฝ่ายแต่ตอนนี้เขามีพลังปราณอยู่แค่ระดับปราณจิตเท่านั้น ถ้าต้องปะทะกันจริง ๆเกรงว่าจะไม่สามารถสู้กับอีกฝ่ายได้
‘ต้องรีบหาทางออกเื่นี้ให้เร็วที่สุดเริ่มจากหาแหล่งกบดานของพวกเขาเพื่อรวบรวมข้อมูลก่อน’ ไป่เจ๋อคิด
ก่อนที่เขาจะผละออกมาจากพวกอี้หานไป่เจ๋อได้นำแมลงสายลับออกมา มันเป็สัตว์อสูรที่สามารถฝึกได้โดยไป่เจ๋อได้ใช้มันให้เข้าไปในสมองของชายที่คอยสังเกตการณ์เขากับอี้หานโดยแมลงสายลับนี้จะเข้าไปอยู่ในสมองและทำหน้าที่เป็เหมือนกล้องวิดีโอของคนในโลกนี้
ซึ่งไป่เจ๋อสามารถตรวจสอบมันได้หลังจากออกคำสั่งผ่านปราณเพื่อให้มันกลับมาและแสดงสิ่งที่มันบันทึกไว้ให้เขาดู
ไป่เจ๋อใช้เวลาครู่หนึ่งก็มาถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซีหลัวในสภาพเหงื่อท่วมตัว เมื่อเข้ามาในตัวอาคาร ไป่เจ๋อถอดเสื้อสูทออกทันทีเผยให้เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวเปียกชุ่มแนบเนื้อที่ทำให้พนักงานหญิงที่ได้เห็นถึงกับใบหน้าเห่อร้อนกันหมด
ไป่เจ๋อเดินไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ก่อนที่พนักงานสาวจะพาเขาไปที่ลิฟต์ VIP ตัวเดิม และกดรหัสให้ก่อนจะรีบเดินจากไปด้วยใบหูที่แดงก่ำ
หน้าห้องทำงานซีหลัว
ไป่เจ๋อเดินออกจากลิฟต์และทักทายเลขาของซีหลัวที่อยู่หน้าห้องซึ่งเลขาของซีหลัวก็ต่อสายแจ้งซีหลัว เพื่อบอกว่าไป่เจ๋อมาถึงแล้ว
“อ้าวเสี่ยวเจ๋อ ทำไมเหงื่อท่วมขนาดนั้นล่ะ” ซีหลัวทักขึ้นเมื่อเขาเดินออกมาจากห้องทำงานและเห็นไป่เจ๋อในสภาพเหงื่อท่วมตัว
“พอดีเกิดอุบัติเหตุที่ถนนสายหลักผมกลัวจะมาไม่ทันเลยวิ่งมาน่ะครับ” ไป่เจ๋อกล่าว
“แต่หลานจะไปสภาพนี้ไม่ได้นะอืม...เดี๋ยวปู่จัดการให้” ซีหลัวกล่าว พร้อมกับใช้สมาร์ทโฟนโทรหาใครบางคน
เพียงไม่นานมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากลิฟต์VIP ไป่เจ๋อพบว่าชายหนุ่มคนนี้แต่งตัวได้ดีมาก อีกทั้งทรงผมเองก็ดูทันสมัยทีเดียว
“นี่เป็แฟชั่นสไตลิสต์ของซีโม่ตอนนี้ซีโม่ไปต่างประเทศ เขาว่างอยู่ฉันก็เลยเรียกเขามาให้ช่วยจัดการเสื้อผ้าหน้าผมให้ก่อน ตอนนี้หลานไปอาบน้ำก่อนเดี๋ยวจะให้เขาเตรียมชุดไว้ให้” ซีหลัวกล่าว
ทางแฟชั่นสไตลิสต์วัดตัวของไป่เจ๋ออย่างคล่องแคล่วก่อนจะใช้ลิฟต์ลงไปชั้นล่าง เพื่อไปเตรียมเสื้อให้ไป่เจ๋อส่วนไป่เจ๋อก็เข้าไปอาบน้ำในห้องพักส่วนตัวของซีหลัวจากนั้นก็รับชุดที่สไตล์ลิสเตรียมไว้ให้มาใส่ ตามด้วยการเซตผม
“ไม่ต้องแต่งหน้าเหรอครับ”ไป่เจ๋อถาม เพราะเขาเห็นว่าพวกผู้ชายเดี๋ยวนี้แต่งหน้าเพื่อปกปิดสิ่งที่เรียกว่าสิวฝ้าหรือกระ ที่อยู่บนใบหน้า แน่นอนว่าตอนที่เขาเจอซีโม่เขาก็เห็นว่าซีโม่ก็แต่งหน้าด้วยเช่นกัน ถึงจะเนียนขนาดไหนแต่ไป่เจ๋อสามารถเห็นเม็ดแป้งบนหน้าของซีโม่ได้ชัดระดับ 5K Ultra HD เลยทีเดียว
“ไม่ต้องหรอกจากที่ดูผิวของเธอ ฉันยังไม่เคยเจอใครผิวเนียนขนาดนี้มาก่อน สุขภาพผิวเธอดีมาก”แฟชั่นสไตลิสต์กล่าว
ผ่านไปครู่ใหญ่
“ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนานนะครับนี่ก็เลยเวลานัดมานานแล้วด้วย” ไป่เจ๋อเดินออกมาด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินไพลินเน็คไทสีดำเรียบหรู ทับด้วยสูทสีเทาหินอ่อน รองเท้าหนังขัดมัน
“ไม่เป็ไรฉันโทรบอกเพื่อนฉันไว้แล้วว่าเราจะไปสายสักหน่อย” ซีหลัวพอใจอย่างมาก แม้ไป่เจ๋อจะไม่ใช่หลานแท้ๆ เหมือนซีโม่ แต่เขากลับรู้สึกรักและเอ็นดูไป่เจ๋อราวกับหลานแท้ ๆแม้ตัวเขาจะรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็คิดว่าอาจเพราะไป่เจ๋อเป็เด็กที่มีความสามารถอ่อนน้อม กตัญญู ซื่อสัตย์ ทำให้เขาคิดที่จะสนับสนุนเด็กคนนี้
ซีหลัวกับไป่เจ๋อลงลิฟต์ไปชั้นล่างเพื่อไปขึ้นรถแน่นอนว่าพนักงานสาวที่ได้เห็นไป่เจ๋อหลังปรับลุคการแต่งตัวแล้วพวกเธอต่างรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีก่อนจะมีอาการเวียนหัวและเป็ลมไปหลายคนขณะที่ซีหลัวกับไป่เจ๋อเดินไปขึ้นรถที่จอดรออยู่หน้าอาคาร
บนรถ
เมื่อซีหลัวกับไป่เจ๋อขึ้นมานั่งบนรถแล้วคนขับรถก็เริ่มขับรถออกไปทันทีโดยซีหลัวหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเพื่อติดต่อกับอู๋เจี่ย
“อู๋เจี่ยฉันกับอาจารย์ไป่กำลังนั่งรถไป อีกไม่นานคงจะถึง”ซีหลัวโทรติดต่อเพื่อนของเขาแล้ววางสายทันที
‘ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าถ้าอู๋เจี่ยได้พบกับไป่เจ๋อ เขาจะใกับตัวจริงของปรมาจารย์ผู้สร้างสรรค์งานเขียนนี้หรือเปล่านะ’ซีหลัวยิ้ม และพยายามกลั้นหัวเราะ
“ปู่ไม่ได้บอกทางนั้นเหรอครับว่าผมเป็เพียงแค่เด็กอายุ15” ไป่เจ๋อถาม ท่าทางของซีหลัวเหมือนเขาตอนกำลังจะแกล้งคนให้ใ ไม่มีผิด
“ฮ่าฮ่า ฮ่า ถ้าบอก ปู่คงจะไม่ได้เห็นสีหน้าของอู๋เจี่ยตอนที่เจอหลาน”ซีหลัวหัวเราะลั่น ส่วนไป่เจ๋อส่ายหน้า ยิ้มอย่างเหนื่อยใจ
สำนักพิมพ์ซานหลง
ั้แ่ตอนเช้าอู๋เจี่ยยุ่งวุ่นวายกับการจัดการต้อนรับปรมาจารย์ผู้เขียนภาพอักษรที่เขาเคารพนับถือจากผลงานที่กลายเป็สมบัติชาติถึง2 ชิ้น แถมยังโพสลงในเว็บไซต์ของสมาคมคนรักภาพอักษรว่า[จัดห้องรับรองท่านปรมาจารย์]
ไม่นานหน้าเว็บก็ลุกเป็ไฟทันทีมีหลายคนที่ไม่ได้ไปงานแสดงภาพของซีหลัวทำให้พวกเขาอดเสียดายที่ไม่ได้พบปรมาจารย์ผู้สร้างสรรค์ภาพอักษรอันล้ำค่าและพวกเขาอยากจะมาพบปรมาจารย์ที่สำนักพิมพ์ของอู๋เจี่ย แน่นอนว่าอู๋เจี่ยไม่ปฏิเสธเพราะในบรรดาคนในสมาคม ต่างก็มีผู้มีอิทธิพลจากหลากหลายวงการ ถ้าเขาปฏิเสธไปอาจมีปัญหาตามมาได้
“ประธานอู๋ครับตอนนี้ผู้าุโเฉียนม่อ กับคุณเฉินเฟิง มาถึงแล้วครับ”เลขาของอู๋เจี่ยรีบเข้ามารายงานการมาถึงของคนทั้ง 2
“พาพวกเขาไปที่ห้องรับรองก่อนฉันจะลงไปรอซีหลัวด้านหน้า” อู๋เจี่ยสั่งเลขาของเขา ก่อนจะลงมาที่หน้าอาคาร
ไม่นานก็มีรถเก๋งสีดำขับเข้ามาซึ่งอู๋เจี่ยจำได้ทันทีว่ามันเป็รถของซีหลัว รถค่อย ๆชะลอและจอดลงหน้าอาคารของสำนักพิมพ์ซานหลง
ซีหลัวลงมาจากรถเขาอยู่ในชุดสูทเรียบหรูสีดำ ท่าทางภูมิฐานดูดี แม้จะอายุมากแล้วส่วนไป่เจ๋อนั้นลงจากรถตามซีหลัวมาติด ๆ และตกเป็เป้าสายตาของทุกคนทันที
อู๋เจี่ยมองมาที่เด็กหนุ่มที่ลงจากรถตามหลังซีหลัวมาติดๆ เพียงแค่เห็นเขาก็รู้สึกถึงความขัดแย้งขึ้นในจิตใจเพราะเบื้องหน้าแม้จะเป็เด็กหนุ่มหน้าตาดี ยิ่งรวมกับสไตล์การแต่งตัวแล้วยิ่งส่งให้เด็กหนุ่มดูราวกับมีแสงเปล่งประกายออกจากตัวจนเขาไม่อาจละสายตาได้ อีกทั้งบรรยากาศที่ดูสูงส่งและทรงภูมิที่เขาััได้นั่นอีกมันขัดแย้งกับอายุและวัยของเด็กหนุ่มเกินไป
ไม่เพียงแค่อู๋เจี่ยเท่านั้นแม้แต่เฉียนม่อกับเฉินเฟิงที่เคยพบไป่เจ๋อมาแล้วยังอดตกตะลึงกับรรยากาศที่ไป่เจ๋อแผ่ออกมาไม่ได้ พวกเขารู้สึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้านั้นดูน่าเคารพยำเกรงมากกว่าตอนที่เจอกันคราวก่อนเสียอีก
“ซีหลัวอย่าบอกนะว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือ...” อู๋เจี่ยกระซิบถามซีหลัวเมื่อเห็นซีหลัวพยักหน้า เขาก็เข้าใจแล้วว่าคำตอบคืออะไร
“ขอแนะนำให้รู้จักนี่คืออาจารย์ไป่ หรือไป่เจ๋อ ตอนนี้เขาเป็หลานบุญธรรมของฉัน ผู้เขียนภาพอักษร[ไป๋หู่เทียนตี้] กับ [ไท่ซื่อคง]รวมถึงนิยายที่กำลังจะเซ็นสัญญาซื้อขายกับทางสำนักพิมพ์ซานหลงหรือที่ทุกคนเรียกเขาว่า ปรมาจารย์ภาพอักษร” ซีหลัวกล่าวแนะนำไป่เจ๋อให้อู๋เจี่ยและสมาชิกของสมาคมคนรักภาพอักษรได้รู้จัก
“รู้สึกเป็เกียรติที่ได้พบทุกท่าน”ไป่เจ๋อประสานมือทำความเคารพ ในขณะที่เหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายต่างปากอ้าตาค้างพวกเขาไม่เคยคิดว่าผู้ที่สร้างผลงานเหล่านี้คือเด็กหนุ่มอายุเพียง 15 ปีเท่านั้นส่วนสาเหตุที่ไม่มีใครรู้ว่าปรมาจารย์อายุเพียงแค่ 15 นั้นเป็เพราะซีหลัวขอร้องให้ผู้ที่มาร่วมในงานจัดแสดงปิดเื่อายุไว้นั่นเอง
“หลานชายเอ๊ย อาจารย์ไป่เป็เกียรติที่ได้พบครับ” มีบางคนเริ่มพูดขึ้นแต่ก็ยังใช้คำได้ไม่ถูกนัก บางคนยังไม่เชื่อ จึงยังคงมองสังเกตไป่เจ๋อเพื่อจับผิดบางคนรู้สึกคับแค้นใจ เมื่อเห็นไป่เจ๋อแล้วพวกเขานึกถึงสมัยตัวเองยังหนุ่มแน่นกลับไม่มีความสามารถหรือหน้าตาอันเป็ภัยต่อเหล่าหญิงสาวเยี่ยงนี้เลย
สมาชิกของสมาคมที่เป็ผู้หญิงวัย40-50 ปีบางคนหน้าแดง พวกเธอรู้สึกเหมือนได้กลับไปวัยสาวอีกครั้งหลังจากไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการได้เจอชายหนุ่มมานานหากพวกเธออายุสัก 30 พวกเธอจะไม่ลังเลที่จะแย่งชิงเด็กหนุ่มคนนี้เป็แน่
“เอ่ออาจารย์ไป่ เชิญด้านในก่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมจะเอาสัญญามาให้อ่านดูก่อน”อู๋เจี่ยรีบเชิญไป่เจ๋อเข้าไปในอาคารสำนักพิมพ์ทันที
ไป่เจ๋ออ่านสัญญาและถามข้อสงสัย โดยมีทนายความที่ซีหลัวจ้างมา คอยตอบคำถามข้อกฎหมายที่ไป่เจ๋อสงสัยเมื่อพบว่าสัญญาไม่มีปัญหาไป่เจ๋อจึงเซ็นชื่อของตนลงในสัญญาโดยมีซีหลัวที่ตอนนี้กลายเป็ผู้ปกครองของไป่เจ๋อ เป็ผู้เซ็นรับรองอีกครั้งเพราะอายุของไป่เจ๋อนั้นยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะทำสัญญาได้ด้วยตัวคนเดียว
แน่นอนว่าการเซ็นสัญญาผ่านไปด้วยดีนั่นทำให้อู๋เจี่ยดีใจมาก แค่คิดถึงยอดขายนิยายเื่นี้ตัวเขาก็แทบอยากจะะโโห่ร้องด้วยความดีใจแทบแย่แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าไป่เจ๋อจะถามถึงเงื่อนไขบางข้ออย่างละเอียด และจดลงบนกระดาษพร้อมกับให้อู๋เจี่ยเซ็นกำกับเนื้อหาที่เขาจดไว้ว่าถูกต้องและเข้าใจตรงกัน
“งานเอกสารเสร็จแล้วผมขอเชิญอาจารย์ไป่กับทุกคนจากสมาคมไปที่ห้องประชุมใหญ่ได้เลยที่นั่นจัดเป็อาหารแบบบุฟเฟ่ต์ไว้แล้ว จะได้พูดคุยกันกันได้ทั่วถึงส่วนผมขอตัวไปจัดการเื่เอกสารสัญญาก่อน” อู๋เจี่ยกล่าวก่อนจะแยกตัวออกไป
ซีหลัวกับไป่เจ๋อหลังอู๋เจี่ยเดินออกไปพวกเขาเดินไปยังห้องประชุมใหญ่ที่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็ห้องจัดเลี้ยงไปแล้วโดยมีพนักงานของสำนักพิมพ์เป็คนนำทางไป
ห้องประชุมสำนักพิมพ์ซานหลง
เมื่อไป่เจ๋อเดินเข้ามาในห้องประชุมที่จัดงานเลี้ยงเฉียนม่อนั้นเป็คนแรกที่เดินเข้ามาทักทายไป่เจ๋อก่อนท่าทางของเขาราวกับผู้น้อยคารวะผู้ใหญ่ไม่มีผิดนั่นทำให้ไป่เจ๋อทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะตอนนี้ร่างกายเขาเพิ่งอายุ 15 เท่านั้นหากคนอื่นเห็นภาพนี้มันจะไม่เหมาะ
“อาจารย์ไป่”เฉียนม่อนั้นประสานมือคำนับ เขาค้อมกายลงเล็กน้อย เพื่อเป็การให้เกียรติไป่เจ๋อเพราะถึงอย่างไร ไป่เจ๋อก็ยังอายุน้อยกว่าเขามากนัก
“ผู้าุโเฉียน”ไป่เจ๋อเองก็ทำการประสานมือและค้อมกายลงเช่นกัน แน่นอนว่าเขาค้อมกายลงมากกว่าด้วยเพราะเฉียนม่อนั้นอายุมากกว่าเขาในร่างนี้
“เอ่ออาจารย์ไป่ ไม่ทราบว่าพอจะเขียนภาพอักษรให้สักชิ้นได้หรือไม่”เฉียนม่อเดินเข้ามากระซิบบอกไป่เจ๋อ
“ผู้าุโเฉียนทำแบบนี้ คนอื่นจะมาขอไป่เจ๋อเขียนกันหมดน่ะสิ” ซีหลัวกล่าวนั่นทำให้เฉียนม่อมีสีหน้าหมองลงทันที
“ผมเขียนให้ได้ครับแต่ว่าสามารถนำมันออกมาจัดแสดงได้หลังวันเกิดของท่านนะครับ” ไป่เจ๋อกล่าวเขาคิดว่าวิธีนี้แก้ปัญหาได้เหมาะสมที่สุด
“จริงเหรอขอบคุณมากนะอาจารย์ไป่ ฉันสัญญาเลยว่า หากนิยายเื่นี้วางจำหน่ายเมื่อไหร่ฉันยินดีช่วยประชาสัมพันธ์เต็มที่” เฉียนม่อกล่าว
หลังจากนั้นก็มีคนจากมาสนทนากับไป่เจ๋อไม่ขาดสายแน่นอนว่ามีคนมาขอให้ไป่เจ๋อเขียนภาพอักษรให้ แต่ก็ถูกปฏิเสธไปนอกจากนี้คนที่มีตำแหน่งผู้บริหารสถานีโทรทัศน์บางคนยังเข้ามาคุยกับไป่เจ๋อว่าหากนิยายของไป่เจ๋อทำยอดขายได้ดีเขาจะขอเชิญไปออกรายการที่ช่องสถานีโทรทัศน์ของเขาแน่นอนว่าไป่เจ๋อตอบรับอย่างเป็กันเอง เพราะนี่เป็โอกาสที่ไป่เจ๋อกำลัง้า
“อาจารย์ไป่รบกวนคุยเื่เมื่อวันก่อนต่อได้รึเปล่าครับ” เฉินเฟิงเดินมาหาไป่เจ๋อและผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ที่กำลังคุยกับไป่เจ๋อที่เห็นเฉินเฟิงเขารีบขอตัวไปคุยกับคนอื่นเพราะเฉินเฟิงผู้จัดละครมือทองที่ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์หลายช่องให้ความเคารพยำเกรงทั้งฝีมือและชื่อเสียง
เฉินเฟิงพาไป่เจ๋อออกมาที่ห้องที่อยู่ข้างห้องประชุมซึ่งซีหลัวนั้นนั่งจิบไวน์อย่างสบายอารมณ์อยู่ที่โซฟาในห้องนี้ก่อนแล้ว
เฉินเฟิงจัดท่าทางให้ไป่เจ๋อยืนตรงจากนั้นก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายภาพไป่เจ๋อในมุมต่าง ๆทำให้ไป่เจ๋ออดสงสัยไม่ได้ว่าเฉินเฟิงกำลังทำอะไร
“เอ่อคือ...ทำอะไรอยู่เหรอครับ” ไป่เจ๋อถามขึ้น พร้อมกับเอียงคอเล็กน้อยด้วยความสงสัยนั่นทำให้ซีหลัวที่กำลังละเลียดไวน์แดงลงคอถึงกับพ่นไวน์แดงออกมา
‘นะ...น่ารักหลานฉันน่ารักมาก’ใบหน้าของซีหลัวนั้นดูเหมือนคนเห่อหลานที่เพิ่งลืมตาออกมาดูโลกไม่มีผิด
‘ดะ…ดาเมจรุนแรงมากฉันคิดไว้ไม่มีผิด เขาเหมาะที่จะเป็ดาวจริง ๆ’เฉินเฟิงเองก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจด้วยเช่นกัน และนี่ทำให้เขายิ่งมั่นใจว่าไป่เจ๋ออาจจะเหมาะกับวงการบันเทิงก็เป็ได้
“อาจารย์ไป่สนใจเข้าวงการไหมครับ” เฉินเฟิงถามขึ้น
“เอ๋ได้เหรอครับ ผมไม่มีความรู้หรือพื้นฐานเลยครับ” ไป่เจ๋อกล่าวเขาไม่ค่อยมันใจเท่าไหร่ ถึงจะดูพวกคลิปหรือข่าวจากในอินเทอร์เน็ตแล้วก็ตามแต่มันก็เหมือนแค่การมองก้นมหาสมุทรจากเรือยอร์ชเท่านั้นเขาไม่อาจรู้ตื้นลึกหนาบางในวงการนี้เลย
“ของพวกนี้ฝึกฝนได้ดูอย่างซีโม่ หลานของผู้เฒ่าซีหลัวสิ ตอนฉันชวนซีโม่ เขาก็พูดแบบนี้แหละฉันเลยจัดคอร์สฝึกชุดใหญ่ จนได้เป็นายแบบมีชื่อเสียงโด่งดังถึงทุกวันนี้ไง” เฉินเฟิงยืดอกด้วยความภูมิใจ
“พอเลยเสี่ยวเฉิน เอาหลานฉันไปคนนึงแล้วยังจะเอาไปอีกเหรอเหลือหลานให้ฉันโอ๋บ้างไม่ได้รึไง” ซีหลัวดึงไป่เจ๋อมากอดแล้วทำหน้าถมึงทึงใส่เฉินเฟิง
‘ตาแก่นี่หวงแม้กระทั่งคนที่ไม่ใช่หลานในไส้งั้นเรอะ’เฉินเฟิงคิด
“ซีหลัวคุณกลายเป็คุณปู่ขี้เหงาไปซะแล้ว ฉันไม่ได้ห้ามให้เจอหลานนี่ คุณมันพวกบ้างานมีเวลาให้หลานด้วยรึไง” เฉินเฟิงกล่าว
ไป่เจ๋อเห็นว่าทั้งสองเริ่มจะทะเลาะกันเขาจะต้องหาทางยุติก่อนเื่จะบาดปลาย ไป่เจ๋อรีบคว้ามือทั้ง 2คนเดินมาที่ห้องประชุม จากนั้นเดินขึ้นไปบนเวทีของห้องประชุม
นั่นทำให้ซีหลัวกับเฉินเฟิงที่กำลังทะเลาะกันหยุดและมองตามไป่เจ๋อไปว่าเขาคิดจะทำอะไรแน่นอนว่าทุกคนที่อยู่ในห้องประชุมเองก็หยุดการพูดคุยพร้อมกับจ้องมองมาที่ไป่เจ๋อด้วยความสนอกสนใจ
เมื่อไป่เจ๋อเห็นทุกสายตามองมาที่เขาแล้วเขาจึงเริ่มขับลำนำ [ไท่ซื่อคง] ทันที ด้วยน้ำเสียงแฝงเจตจำนงความสงบทำให้ทุกคนหลับตาลงและจมลงสู่ห้วงอารมณ์ของลำนำที่ไป่เจ๋อชักนำจนกระทั่งลำนำจบลงทุกคนก็ค่อย ๆ ตื่นจากภวังค์ พร้อมกับเสียงปรบมือดังสนั่น
“นี่คือวิธีขับลำนำ[ไท่ซื่อคง] รึ ช่างไพเราะยิ่งนัก”
“เยี่ยมเยี่ยม เยี่ยม ดีจริง ๆ โชคดีที่ได้มา”
“มีใครถ่ายวิดีโอเอาไว้บ้าง”
“ฉันถ่ายเอาไว้พอดี”
[[[ส่งมาให้ฉันด้วย] ]] ทุกคนในห้องประชุมเมื่อได้ยินว่ามีคนบันทึกวิดีโอไว้ก็ะโให้คนคนนั้นส่งคลิปให้พวกเขาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
บรรยากาศภายในห้องประชุมกลับมาสนุกสนานอีกครั้งส่วนไป่เจ๋อหลังจากนั้นก็ถูกห้อมล้อมด้วยเหล่าคนของสมาคมใช้เวลาอยู่นานกว่าจะผละออกมาได้
“ผมตกลงครับ”ไป่เจ๋อได้ตอบตกลงกับเฉินเฟิง ขณะที่ซีหลัวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เพราะคนแก่แบบเขาเพื่อนฝูงจะลงไปอยู่ในโลงตอนไหนก็ไม่รู้ ลูกก็บริหารงานของบริษัทในเครือปีหนึ่งก็เจอกันแค่ 2-3 ครั้ง หลานแท้ ๆ ก็มีคิวงานยุ่งจนแทบไม่ได้เจอกัน
“เยี่ยมเลยถ้ายังไงฉันจะส่งตารางเรียนให้อีกทีนะ” เฉินเฟิงกล่าว
“ปู่อย่าเศร้าสิครับ ผมสัญญาว่าจะวิดีโอคอลหาทุกวันเลย” ไป่เจ๋อกล่าว
ก่อนงานเลี้ยงจะเลิกอู๋เจี่ยได้เข้ามาขออนุญาตไป่เจ๋อ เพื่อนำต้นฉบับนิยายเล่มแรกให้คนที่อยู่ในงานโดยมีข้อแม้ว่าให้คนเหล่านี้ช่วยประชาสัมพันธ์นิยายให้
ไม่ต้องคิดให้มากทุกคนตอบตกลงและรีบแยกย้ายกันกลับ เพื่อจะได้ลองอ่านนิยายที่ได้รับมาทันทีส่วนซีหลัวก็ให้คนขับรถของเขาไปส่งไป่เจ๋อกลับบ้าน
อาคารร้างสำนักของเหลาเหล่า
ตอนนี้ร่างของอี้หานกำลังนอนอยู่บนเตียงในสภาพเปลือยเปล่าพร้อมกับโซ่ที่ลามแขนและขาของเขาเอาไว้พอเขาเริ่มรู้สึกตัว เปลือกตาที่ปิดอยู่ค่อย ๆ เปิดขึ้นสิ่งที่เขาเห็นคือใบหน้าของเหลาเหล่าจ้องเขม็งมาที่เขาด้วยความโกรธอี้หานสะดุ้งและเด้งตัวเพื่อที่จะะโหนี แต่กลับพบว่าตัวเองถูกล่ามไว้บนเตียง
“นี่มันอะไรกันครับอาจารย์”อี้หานถาม เขารู้สึกสังหรณ์ไม่ค่อยดียิ่งเมื่อเห็นว่าตัวเองไร้ผ้าสักชิ้นปกปิดร่างกาย เขาก็ยิ่งหวาดวิตก
“ยังจะอะไรอีกล่ะฉันสั่งเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่างไปเพิ่งไปยุ่งกับไป่เจ๋อ” เหลาเหล่าพูดเสียงดุ
“มันก็แค่คนธรรมดา...”อี้หานยังพูดขึ้นไม่จบก็โดนเหลาเหล่าตบหน้าไปฉาดหนึ่งพร้อมกับเขารับรู้ถึงกลิ่นคาวภายในปาก พร้อมกับของเหลวสีแดงไหลออกมาจากมุมปาก
“คนธรรมดาเหรอตอนนี้ศิษย์พี่ของเธอกรีดร้องอย่างกับคนเสียสติ เอาแต่ร้องว่าช่วยด้วย ๆเสือขาวตัวใหญ่มันจะกินผม ฉันต้องฉีดยาให้เขาหลับไปยังดีที่ยังพอเล่าเหตุการณ์ได้บ้าง” เหลาเหล่ากล่าว
“ไป่เจ๋อมันไม่ใช่คนธรรมดาเหรอครับ”อี้หานถาม
“ตามที่ฉันฟังมาไม่พบว่าใช้พลังปราณ แต่กลับทำให้เธอหมดสติได้ นับว่าไม่ธรรมดาฉันคิดว่าอาจจะเป็เวทย์มนตร์” เหลาเหล่ากล่าว
“วะ...เวทย์มนตร์มันจะเป็ไปได้ยังไง มันไม่น่าเชื่อ” อี้หานกล่าว
“แต่ขนาดพลังปราณที่เธอคิดว่าไม่มีมันก็ยังมีได้ ดังนั้นระวังไว้จะดีกว่า ครั้งนี้อีกฝ่ายไม่ได้กะเอาชีวิตเธอถือว่าโชคดีที่เธอยังมีชีวิต แต่ว่า...”น้ำเสียงของเหลาเหล่าเปลี่ยนเป็น้ำเสียงที่แฝงความโกรธอี้หานรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมา
“อะ...อาจารย์อย่าบอกนะว่าอาจารย์จะลงโทษด้วยการสูบปราณหยางของผมน่ะ”อี้หานเริ่มดิ้นไปมาเพื่อจะให้โซ่ที่ลามเขาอยู่นั้นขาดออกขณะที่เหลาเหล่าเริ่มถอดเสื้อผ้าของตนเอง
“ในฐานะอาจารย์ศิษย์ที่ไม่เชื่อฟังจะต้องถูกลงโทษและฉันเพิ่งคิดวิธีลงโทษที่จะทำให้เธอไปไหนมาไหนไม่ได้สัก 2-3 วัน”พูดจบเหลาเหล่าจับที่ต้นขาของอี้หานแยกออก และนำขาของอี้หานพาดบ่าของตน
“ดะ...เดี๋ยวอาจารย์อย่าบอกนะว่า” พูดยังไม่ทันจบ เหลาเหล่าสอดใส่ตัวตนเข้าไปภายในของอี้หาน
“อ๊ากกกอาจารย์ศิษย์ขอโทษ ศิษย์...โอ๊ย...จะไม่...ทำ...อ๊า...อีกแล้ว ฮือ ๆ อาจ๊านนนนน”อี้หานร้องออกมาด้วยความเจ็บและจุกแต่แทนที่เหลาเหล่าจะหยุดกลับเร่งจังหวะเร็วขึ้น
ศิษย์ของเหลาเหล่าที่อยู่นอกห้องเมื่อได้ยินเสียงของอี้หานร้องโหยหวนอย่างเ็ปทรมานพวกเขาได้แต่หลั่งเหงื่อเย็นเยียบ พร้อมกับเอามือปิดก้นของตน
ั้แ่พวกเขาอยู่กับเหลาเหล่ามาไม่เคยมีใครถูกอาจารย์ของพวกเขาทำโทษพิเศษแบบนี้มาก่อนดูเหมือนอาจารย์ของพวกเขาจะโกรธมากอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนทำให้พวกเขาไม่กล้าห้ามเพราะกลัวจะโดนลูกหลงได้แต่ภาวนาให้อี้หานผ่านพ้นการลงโทษของเหลาเหล่าในคืนนี้ไปได้