บทที่ 1
ลมหนาวในเดือนพฤศจิกายน ทำให้เราจากกัน และมันกำลังจะทำให้เรามาพบกันอีกครั้ง
... ลำปางหนาวมาก ...
ลำปางหนาวจริง ๆนะเหรอ ... ไม่หนาวมากขนาดนั้นหรอกหนาวโหดสุดก็ 8 - 10 องศาใน่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงต้นกุมภาพันธ์เท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่ต่างจากกรุงเทพเท่าไรหรอก ผมเคยอยู่ที่นั่นั้แ่เด็กอายุ 12 จนถึง 18 ปี ผมรู้จักที่นั่นดี กลิ่นอายแห่งเมืองรถม้ายังคงตรึงอยู่ในใจของผมเสมอ แม้แต่ตอนนี้ ...
ชีวิต่วัยรุ่นของผมอยู่ที่นั่น ... ก่อนที่ผมจะเติบโตมีชีวิตเป็มนุษย์เงินเดือนอยู่ที่กรุงเทพ พนักงานออฟฟิศผู้ที่มีปัญหากับหัวหน้างาน ผมถูกพักงานหนึ่งเดือนจากการบังคับตัวเองไม่ให้ต่อยหน้าหัวหน้า ไม่ไหว ผมนั่ง ๆนอน ๆอยู่ที่ห้องมาหลายวันแล้ว นั่นทำให้ผมมีเวลารื้อของในห้องเล่น และเจอไอเทมส์ต่าง ๆที่เก็บไว้จนลืม รวมถึง ภาพถ่ายเก่า ๆทำให้ผมระลึกสตอรี่ของมัน ทุกชิ้นล้วนมีที่มา
... ความสุขเดียวของผมก็คือได้คิดถึง ความหลัง ... ธรรมชาติของไอ้ขี้แพ้ล่ะ ....
พ.ศ. 2560 ...
“ฮัลโหล ...“
“เออ ๆกูเอง ... ปีใหม่นี้มาลำปางป่าววะ”
“ี้เีไป ... กูจะนอน“
มันโทรมาก่อกวนผมมาได้สักพักแล้ว และมันชอบที่จะโทรมาตอนเช้า ๆ เป็เวลาที่ผมี้เีสุด ๆ
“นอนอยู่แต่ในห้อง น่าเบื่อจะตาย ไปเที่ยวเหอะไม่ได้ไปหลายปีแล้ว มึงไม่คิดถึงลำปางเหรอวะ”
“บ้านมึงอยู่นั่นนี่ กูคนกรุงเทพ”
“เออ ไอ้คนเมืองกรุง ... แล้วแต่นะ” วางสาย ...
ลำปางเหรอ ไม่ไปเหยียบอีกแล้วล่ะ ... ทำไมนะเหรอ เพราะผมอยากจะลืมยังไงล่ะ
“ก๊าบ ๆ ก๊าบ ๆ “ ริงโทนเสียงเป็ดร้องดังขึ้นมาอีกครั้ง
“UNKNOWN” สกรีนหน้าจอบอกว่าเป็สายแปลก
“ฮัลโหล ... “
“วุธเหรอเปล่า เราปริมเองนะได้เบอร์นายจากนคร “
“อ้อปริม หวัดดี สบายดีนะ...“
“อืมมม ... ปีนี้กลับลำปางป่าว เห็นป้านายบ่นหาอยู่นะ”
“อือออ .... คิดดูก่อนนะ “
“นี่เบอร์เราเองนะ เมมไว้ด้วย อยากให้นายมานะ“ เราคุยกันสองสามประโยคก่อนที่เธอจะวางสาย
คนแรกที่โทรมาคือไอ้คร หรือนคร เป็เพื่อนสมัยเรียนเพียงมัธยมเพียงคนเดียวของผม ที่ยังคบหาสนิทกันจนถึงทุกวันนี้ มันทำงานที่โรงไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ลำปาง อีกคนชื่อปริม เธอเป็ครูสอนวิชานาฏศิลป์โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดเธออยู่ที่ลำปางเหมือนกัน ...
หลังจากที่ผมเรียนจบมอปลายก็มาเรียนต่อที่กรุงเทพกับพ่อแม่
อาจจะสงสัยว่าผมไปเกี่ยวเนื่องอะไรกับที่ลำปาง ตอนวัยเด็ก่ปิดเทอม พ่อกับแม่ผมพาไปเยี่ยมป้าที่ลำปาง ่นั้นเป็เทศกาลบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ทั้งตระกูลยกเว้นผมลงความเห็นว่าผมน่าจะบวชสักเดือน เพราะผมเกเรหนักเสียเหลือเกิน ผมถูกฝึกใช้ชีวิตเป็แบบเป็แผน มีวินัยที่วัดนั่นเอง พอครบกำหนดสึกก็ถูกทางบ้านวางโปรแกรมให้ผมอยู่เรียนหนังสือที่บ้านป้า จนจบมอปลายนั่นแหละ
ผมรักป้ามาก ผมเชื่อฟังป้ามากว่าพ่อกับแม่เสียอีกทุกคนรู้ว่าป้าน่าจะเอาผมอยู่
หลังจากนั้นผมจึงมาเรียนต่อมหาลัยเอกชนที่กรุงเทพ ในขณะที่เพื่อน ๆผมเอ็นฯติดกันที่เชียงใหม่ และบ้างก็เรียนต่อราชฏัฎที่ลำปาง ... พวกเราต่างแยกย้ายกันไป ต่างคนต่างมีชีวิตดำเนินไปเป็ของตัวเอง
จนถึงวันนี้ ... เป็วันที่ผมต้องตัดสินใจไปรับไปลมหนาวที่ลำปางอีกครั้ง ...
สถานีรถไฟลำปาง ...
“กูนึกว่ามึงจะไม่มาซะแล้ว ... ป่ะ !!! วันนี้ต้องฉลองกันให้หัวทิ่ม” ไอ้ครมันขับดรีมคันเดิม คันเดียวกับเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว มารับผมถึงชานชาลาตำบลบ่อแฮ้ว
“นั่นมันไอ้กอบสุขของมึงนี่หว่า ยังขับได้อยู่เหรอวะ กูนึกว่ามันเป็เศษเหล็กไปซะแล้ว” ผมกับไอ้ครวัยสิบกว่าขวบพากันตั้งชื่อให้กับรถดรีมสีดำเงาของมันว่าไอ้กอบสุข พวกเราจะใช้ไอ้กอบสุข ขับแล่นไปมาตามประสาวัยรุ่นติดปีก
“โอ่ยยย ... คันนี้ได้สาวมาหลายคนแล้วนะไอ้วุธ อย่าประมาทมันเชียว ... “ ผมเดินไปลูบคลำ รถจักรยานยนต์คันเก่า ยี้ห้อดรีม 110 ซีซี รุ่นเอ็กเซส รุ่นยอดนิยมสำหรับวัยรุ่นสมัยพวกผม
“อยากลองขับดูมั๊ย ระลึกถึงความหลังยังไงเล่าเพื่อน”
ผมหันไปมองหน้ามัน รอยยิ้มแห้ง ๆของมันกับบรรยากาศภาพจำเก่า ๆค่อย ๆหลั่งใหลเข้ามา ผมกลับมายิ้มเต็มผืนแก้มได้อีกครั้ง หลังจากไม่ได้ยิ้มอิ่มแบบนี้มานาน ... จนผมแทบจะลืมไปแล้ว ว่ายิ้มแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร
ลำปางวันนี้ แม้จะไม่ใช่หน้าหนาวแบบฟูลออฟชั่น ยามแลงเช่นนี้ลมเย็น ๆที่เรียกว่าลมแล้ง ยังคงพัดปลิวกระทบผิวกายให้ขนลุกซู่ ...
สวัสดีความหลัง ... ฉันมาเยี่ยมเธอนะ ...