"คงไม่มีอะไรน่ากังวลแล้วละมั้ง..." ไมนาสพึมพำขึ้นมาหลังจากกวาดตามองไปทั่วทั้งห้องแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติน่าสงสัย
เขาลองเดินเข้าไปใกล้ๆโต๊ะหินที่อยู่กลางห้อง แล้วจึงเห็นว่ากระดาษที่วางอยู่บนนั้นล้วนแล้วแต่มีการขีดเขียนเอาไว้ ซึ่งสิ่งที่ปรากฎอยู่บนแผ่นกระดาษนั้นช่างดูคล้ายคลึงกับตัวอักษรประหลาดที่เขาเจออยู่บนแท่งหินและกลอนไม้ขัดประตูบ้าน แต่รูปแบบการจัดเรียงในแต่ละแผ่นนั้นแตกต่างกันออกไป บางแผ่นนั้นดูสมบูรณ์สวยงามและบางแผ่นก็ดูเหมือนว่าไม่ได้ถูกเขียนให้เสร็จสมบูณ์
สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา เขานึกสงสัยว่าพวกมันมีไว้เพื่ออะไรกันแน่ และก็นึกไปถึงตำนานความเชื่อในชาติที่แล้วของตน ที่ก็มีความเชื่อเื่อักขระเลขยันต์ที่ผู้คนบางกลุ่มนิยมให้ผู้ที่ตนเคารพศรัทธาขีดเขียนลงบนสิ่งต่างๆเพื่อบูชาติดตัวแล้วจะช่วยให้สมหวังตามจุดประสงค์อย่างที่ตน้า บางคนถึงขนาดสักประทับไว้ตามเนื้อหนังตัวเองเลยก็มี
"หรือมันจะมีผลคล้ายๆกันหรือเปล่านะ" ไมนาสตั้งข้อสงสัยขึ้นมาพร้อมหันไปสนใจชั้นวางหนังสือที่มีหนังสือเรียงรายอยู่หลายเล่มพร้อมทั้งแผ่นกระดาษเปล่าวางอยู่ปึกหนึ่งที่้าทับไว้ด้วยชุดหมึกกับปากกาขนนกด้ามหนึ่ง
เด็กหนุ่มลองอ่านรายชื่อหนังสือที่แสดงอยู่บนสันปกเล่มหนึ่งมีชื่อว่า 'อักขระเวทย์พื้นฐาน' ปรากฎอยู่ จึงตัดสินใจลองหยิบขึ้นมาอ่านดู
"...ต่างจากที่คิดไว้นิดหน่อยแฮะ" หลังจากอ่านหนังสืออักขระเวทย์พื้นฐานอยู่พักใหญ่ ไมนาสจึงเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว ตัวอักษรที่เขาพบเจอนั้นถูกเรียกว่าอักขระเวทย์และรูปแบบการเขียนที่แตกต่างกันออกไปหลากหลายรูปแบบนั้นจะถูกเรียกว่า 'วงจรเวทย์' ซึ่งจะมีคุณสมบัติการแสดงผลที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดของวงจรเวทย์
โดยทั่วไปแล้วนั้นการทำงานของวงจรเวทย์แบบปกติจะทำหน้าที่รวบรวมพลังมานาจากธรรมชาติรอบๆบริเวณแล้วนำมาแสดงผลตามรูปแบบของมันที่กำหนดไว้ ซึ่งมีความหลากหลายจนยากจะนับได้
ไมนาสที่อ่านไปจนถึงจุดที่มีการอธิบายถึงวิธีการเขียนและอ่านอักขระแต่ละตัวก็ปิดหนังสือวางไว้ที่เดิมทันที เพราะตนไม่ได้สนใจถึงขนาดที่จะต้องเรียนรู้อะไรขนาดนั้นและกลัวว่าจะเสียเวลาในการเดินทางของตน เขาแค่อยากรู้ว่าบ้านหลังนี้ซุกซ่อนสิ่งใดไว้เท่านั้น และคิดว่าเื่ของอักขระหรือวงจรเวทย์คงไม่มีประโยชน์อะไรกับตนมากนัก เขาจึงเบนสายตาไปยังหนังสือเล่มอื่นทันที
ไมนาสอ่านสันปกไปเรื่อยๆจนผ่านไปหลายเล่ม โดยหนังสือแต่ละเล่มที่ผ่านตาเขาล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับอักขระเวทย์ทั้งสิ้น ซึ่งเป็เหมือนส่วนประกอบที่ช่วยให้ผู้ที่เรียนรู้อักขระเวทย์สามารถนำไปใช้ประยุกต์อักขระเวทย์และปรับแต่งวงจรเวทย์ได้หลากหลายรูปแบบ
"หืม...หนังสือพวกนี้?"
หลังจากกวาดมองอ่านสันปกหนังสือั้แ่เล่มแรกมาเรื่อยๆในที่สุดก็พบกับหนังสือที่ไม่มีชื่อบนสันปกที่มีอยู่ไม่กี่เล่มซึ่งถูกจัดเรียงต่อจากเหล่าหนังสือที่เกี่ยวกับอักขระเวทย์ และหนังสือเล่มนี้ก็มีความหนาที่มากกว่าเล่มอื่นบนชั้นหนังสือ
ไมนาสจึงลองหยิบขึ้นมาดูและเห็นชื่อที่แสดงอยู่ที่ปกหน้าของมัน
"รายชื่อหินแร่ของไมเนรัล" ไมนาสอ่านชื่อบนปกหนังสือพร้อมทั้งเหลือบมองไปยังชั้นวางหินแร่ฝั่งตรงข้ามรวมถึงกองหินแร่ที่อยู่ข้างกันไปด้วย
"ดูท่าเ้าของบ้านนอกจากจะศึกษาอักขระเวทย์แล้วยังชอบสะสมแร่ด้วยเหรอนี่ พิลึกจังแฮะ" ไมนาสไม่เข้าใจว่าคนที่ชอบศึกษาเื่อักขรเวทย์จะสนใจในเื่หินแร่ด้วยทั้งๆที่ดูไปแล้วทั้งสองอย่างไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย จึงสร้างความฉงนให้เขาไม่น้อย
'...หลายๆคนก็มักจะมีงานอดิเรกมักจะดูไม่เข้ากับหน้าที่การงานอยู่ด้วยนี่นะ...' เด็กหนุ่มนึกไปถึงข้อเท็จจริงจากชาติที่แล้วของตน ซึ่งพอจะสร้างความสมเหตุสมผลในใจเขาขึ้นมา
"แต่ว่าบางที่นี่อาจจะมีประโยชน์กับเราก็ได้...เื่การเดินทางบางทีคงต้องรอสักพักแล้วละนะ" ไมนาสนั้นคิดว่าหนังสือตรงหน้าจะมีประโยชน์กับเขาอย่างมากในอนาคต บางทีเื่พวกนี้อาจจะช่วยให้เขาสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาก็ได้ใครจะไปรู้ แต่เื่หินแร่ของโลกใบนี้นั้น มีประดับไว้ก็ไม่เสียหาย แถมหลังจากที่ตื่นขึ้นมาบนโลกใบนี้นั้นเด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่าความจำของตนนั้นจะดีกว่าปกติ เพราะเขาสามารถจดจำรายชื่อพืชสมุนไพรจากตำราของฮิวเบิร์ชได้อย่างรวดเร็วครบถ้วนแม้เวลาจะผ่านไป แต่ความรู้ที่ได้จากการอ่านนั้นเสมือนกับสลักอยู่ในรอยหยักสมองของเขายากจะลบเลือนทีเดียว
เขาจึงนำหนังสือไปนั่งอ่านที่โต๊ะหินในทันทีและไล่อ่านั้แ่หน้าแรก ซึ่งเนื้อหาภายในไม่เพียงแต่อธิบายรายละเอียดของแร่แต่ละชนิดเท่านั้น ยังมีรูปภาพประกอบให้จดจำได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วยเหมือนกับตำราพืชสมุนไพรที่เขาเคยอ่านไม่มีผิด
เด็กหนุ่มใช้เวลาอ่านอยู่เกือบสองวันแต่ก็ยังอ่านไปได้เพียงครึ่งเล่มเท่านั้น และได้รู้ว่าตำราเล่มนี้มีการจำแนกหินแร่ต่างๆไว้มากมายกว่าที่เขาเคยรู้จัก ถึงขนาดที่ว่าตารางธาตุที่เขาเคยท่องจำในอดีตก็ไม่อาจเทียบได้กับจำนวนที่เขาได้อ่านไปแล้ว หินแร่แต่ละชนิดนั้นก็มีความหายากง่ายที่แตกต่างกัน แต่มูลค่าของพวกมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการค้นพบ
ในโลกใบนี้คุณประโยชน์ที่ค้นพบในตัวมันต่างหากถึงจะใช้ตีเป็มูลค่าได้อย่างแท้จริง หินแร่บางชนิดที่หาได้ยากก็ไร้ค่าเมื่อถูกพบว่าพวกมันไม่ได้มีคุณสมบัติใดที่จะนำมาใช้ประโยชน์ แต่ก็มีอยู่น้อยชนิดที่ถึงแม้จะหายากแต่ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากความสวยงามจึงล่อลวงสิ่งมีชีวิตที่ชื่นชอบสิ่งของสีสันสวยงามระยิบระยับอย่างมนุษย์ให้เกิดความรู้สึกอยากจะขึ้นมาและตีค่าของพวกมันให้สูงขึ้นตามความนิยมในสังคมที่มากขึ้นและได้ถูกจำแนกให้อยู่ในประเภทอัญมณี
ในตอนนี้ไมนาสเริ่มเบื่อกับการนั่งอ่านอยู่เฉยๆ เขาหยิบหนังสือขึ้นมาและเดินไปยังชั้นวางแร่ เพื่อดูว่าแร่พวกนี้นั้นมีหินแร่ชนิดใดบ้างด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าแร่ที่ได้รับการสะสมอยู่นี้มีอยู่กี่ชนิดแล้วจากหนังสือที่เขาอ่านมา
เขากวาดตามองไปยังหินแร่แต่ละก้อนก็สามารถจดจำออกว่าพวกมันมีชื่อเรียกว่าอะไรและมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างจนมาสะดุดตากับหินแร่สามก้อนที่อยู่ในถาดแก้วเล็กๆใบหนึ่ง เด็กหนุ่มไม่อาจทราบได้ว่าพวกมันมีชื่อหรือคุณสมบัติใดแต่ลักษณะของมันเป็ก้อนกลมรีค่อนข้างใสขุ่นไม่สามารถมองทะลุผ่านมันได้ มันมีขนาดเล็กพอๆกับหัวแม่มือ แต่สีสันของมันนั้นมีหลากหลายอยู่ในก้อนเดียวกันเป็ลวดลายที่ปะปนกันจนดูเหมือนมีเื่ราวในตัวของมันอันเกิดจากธรรมชาติ
"สงสัยยังอ่านไปไม่ถึง..." ไมนาสพึมพำพร้อมกับยื่นมือไปเพื่อจะหยิบพวกมันขึ้นมาดูสักก้อนหนึ่ง
"อ๊ะ!..."
ในทันทีที่นิ้วของเด็กหนุ่มัักับมันก้อนหนึ่งก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับเขาจนต้องหดมือกลับในทันที ด้วยอาการสะดุ้งที่เกิดขึ้นเขาถึงขนาดทำหนังสือที่ถืออยู่ในมืออีกข้างร่วงลงพื้นไปด้วย แต่เหมือนโชคร้ายที่ด้านมุมสันปกหนังสือร่วงหล่นใส่หัวแม่เท้าไมนาสเข้าอย่างจัง
"เอื้อออ!!...แม่ง-!!" เสียงร้องสบถใผสมความเ็ประบมหลุมออกจากปากมาเสี้ยวหนึ่ง แต่สีหน้าเหยเกบิดเบี้ยวจากการกัดฟันทนความเ็ปก็ยังคงอยู่ขณะที่เขานั่งเอามือกุมปลายเท้าของตนอยู่พักใหญ่ ด้วยความหนาหนักของหนังสือที่มากบวกกับแรงโน้มถ่วงและระยะทางจากความสูงของตน เขารู้สึกราวกับโดนค้อนทุบเข้าเต็มๆที่ปลายนิ้วหัวแม่เท้าจริงๆ
"เมื้อกี้นี้มัน..." เมื่อผ่านไปสักพักหลังจากความเจ็บระบมค่อยๆหายไป ไมนาสก็เริ่มรวบรวมสติกลับมา นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ขณะที่ตนสำผัสกับเ้าหินแร่ประหลาดก้อนนั้น ที่จู่ๆเขาก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่แทรกซึมเข้ามาผ่านทางปลายนิ้วแล้วสายตาของตนที่เหมือนกับมีอะไรบางอย่างโผล่เข้ามา ซึ่งเขารีบดึงมือกลับมาอย่างตื่นใ และความรู้สึกประหลาดเ่าั้ก็หายไปทันที
เขาค่อยๆยืนขึ้นพร้อมกับหยิบหนังสือเดินกะเผลกไปยังโต๊ะหินเพื่อวางหนังสือลง แล้วจึงหันกลับมามองหินแร่ประหลาดก้อนนั้น
"ถ้ายังไม่รู้จักมันดีพอ ทางที่ดีอย่างเพิ่งไปแตะต้องมันจะดีกว่า" ไมนาสตัดสินใจที่จะไม่แตะต้องมันอีกจนกว่าจะรู้ข้อมูลของมันว่ามีอะไรที่เป็อันตรายต่อตนหรือไม่
เขาตัดสินใจนั่งลงอ่านหนังสือรายชื่อหินแร่ของไมเนรัลต่ออีกครั้งโดยหวังว่าจะเจอเนื้อหาของหินแร่ประหลาดก้อนนั้นโดยเร็วที่สุด
ไมนาสจดจ่ออยู่กับเนื้อหาในหนังสือจนล่วงเข้าสู่เวลาเข้านอนแต่ก็ยังไม่พบกับข้อมูลของหินแร่ก้อนนั้นเสียทีจนเริ่มที่จะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว
"อ่านมาตั้งขนาดนี้แล้วยังไม่เจออีกแฮะ มันจะมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ไหมเนี้ย...เอ๊ะนี่มัน!" ขณะที่ไมนาสกำลังบ่นพึมพร้อมทั้งเปิดหน้าถัดไปนั่นเอง ก็ได้เจอกับเนื้อหาของแร่ที่คุ้นตา นั่นก็คือผลึกที่อยู่ในตะเกียงผนังของบ้านหลังนี้นั่นเอง
"ผลึกบลาส์ค เมื่อมันถูกถ่ายทอดมานาเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็จะเกิดการส่องแสงสีอ่อนๆออกมาคล้ายกับเปลวเพลิง...เป็อย่างนี้นี่เอง" ในที่สุดเขาก็ได้รู้คำตอบของแสงที่ส่องออกมาจากตะเกียงพวกนี้เสียที ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดตะเกียงที่ติดอยู่ที่ผนังห้องโถงจึงมีการส่องแสงเป็เวลาเฉพาะ จากการสังเกตอยู่หลายวันของไมนาส เขาพบว่าพวกมันจะเปิดปิดเป็เวลาเดียวกันในทุกๆวันราวกับถูกตั้งเวลาเอาไว้ แต่ตะเกียงที่ติดอยู่ในห้องใต้ดินนี้กลับเปล่งแสงออกมาตลอดเวลาที่มีการเปิดประตูลับเข้ามาและพวกมันได้รับพลังมานาจากที่ไหนกันแน่ถึงได้ส่องแสงออกมาได้อย่างนั้น
แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่พบกับข้อมูลที่้า ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถเปิดข้ามหน้าหนังสือเพื่อหาข้อมูลของหินแร่ประหลาดก้อนนั้น แต่ไมนาสก็ไม่ทำเช่นนั้น เพราะเขาคิดว่าถึงอย่างไรตนก็ตั้งใจที่จะอ่านเนื้อหาทั้งหมดอยู่แล้ว ถ้าเปิดข้ามกลับไปกลับมาแล้วปรากฎว่าไม่มีข้อมูลของหินแร่ประหลาดนี่ขึ้นมา จะยิ่งทำให้เขาเสียเวลาเปล่า
"เฮ้อ... ไม่รู้จักทำป้ายบอกชื่อพวกมันเลยหรือยังไง" ไมนาสบ่นอุบอิบและหาวออกมา เขาเริ่มรู้สึกยอมแพ้ต่อความง่วง จึงลุกขึ้นเดินออกจากห้องลับใต้ดินไปเข้านอนในที่สุด
เช้าวันใหม่หลังจากที่จัดการธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น เด็กหนุ่มก็กลับเข้าไปยังห้องลับใต้ดินอีกครั้ง
ขณะกำลังเดินไปนั่งที่โต๊ะซึ่งตนได้วางหนังสือรายชื่อหินแร่ทิ้งไว้ ก็เหลือบมองไปยังชั้นวางหินแร่ซึ่งตอนนี้เขาจดจำและรู้จักพวกมันได้เกือบทั้งหมดแล้ว ไมนาสคิดถึงเื่ที่ตนบ่นไว้เมื่อคืนที่ว่าทำไมเ้าของบ้านไม่รู้จักทำป้ายระบุชื่อพวกมันไว้ เขาก็อดหัวเราะตนเองในใจไม่ได้ เพราะถ้าเขาเป็เ้าของบ้านหลังนี้และรู้จักหินแร่พวกนี้ทั้งหมดแล้วจะทำป้ายระบุชื่อพวกมันไปทำไม ก็ในเมื่อไม่ได้จะเอาพวกมันไปจัดแสดงที่ไหนอยู่แล้ว เขาอดรู้สึกอายกับตัวเองไม่ได้ที่บ่นออกไปเช่นนั้นเมื่อคืนนี้จริงๆ
ไมนาสนั่งลงบนเก้าอี้อ่านเนื้อหาต่อจากที่ค้างไว้เมื่อคืนในหน้าเดิมจนจบหน้านั้นและเปิดหน้าถัดไปทันที เสมือนรู้สึกคล้ายว่าตนถูกกลั่นแกล้งอย่างไรไม่รู้ เพราะหน้าที่เปิดถัดไปกลับเป็ข้อมูลของหินแร่ประหลาดก้อนนั้นเอง ทำให้ไมนาสรู้สึกหัวเสียเล็กน้อย
"ถ้าเราทนอ่านอีกนิดก็เจอแล้วแท้ๆ...แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยก็มีข้อมูลของมันละนะ" ถึงเขาจะรู้สึกหัวเสียแต่ก็โล่งใจเช่นกัน ถ้าหากหนังสือเล่มนี้ไม่มีข้อมูลของมัน เขาคงรู้สึกคาใจไม่น้อยทีเดียว
"ศิลามานา หินที่เกิดจากการรวมตัวของซากกระดูกของสิ่งมีชีวิตโบราณขนาดใหญ่ที่ทับถมจนพลังมานาถูกรวบรวมเข้าไปในกระดูกเป็เวลานับหลายล้านปี จนแปรสภาพเป็ศิลาที่สามารถรวบรวมและกักเก็บมานาบริสุทธิ์ไว้ภายใน พบเจอได้ในเหมืองแร่มานาทั่วมหาทวีป ลักษณะโดยทั่วไปจะเป็ก้อนหินผิวเรียบค่อนข้างใสขุ่นจนมองเห็นภายในได้เล็กน้อยไม่สามารถมองทะลุผ่านศิลามานาได้ สีและลวดลายของพวกมันจะแตกต่างกันออกไปแต่ลักษณะโดยทั่วไปนั้นเหมือนกัน สามารถนำไปใช้เป็ส่วนประกอบสำคัญในการสร้างคฑาเวทย์และไอเทมพลังเวทย์อื่นๆ" ไมนาสที่อ่านข้อมูลของศิลามานาจนจบก็ต้องมองกลับไปยังศิลามานาทั้งสามก้อนนั้นอีกครั้ง
"ความรู้สึกตอนนั้นคงเป็เพราะมานาที่อยู่ภายในศิลามานาสินะ..." ไมนาสเอ่ยกับตนเองแล้วก็กลืนน้ำลายเข้าไปอึกใหญ่ เขาเดินเข้าไปที่ชั้นวางหินแร่และตัดสินใจเอื้อมมือจะไปหยิบศิลามานาอีกครั้ง
ในเมื่อไม่มีตำเตือนหรือคำอธิบายที่เกี่ยวข้องถึงความอันตรายของมันพวกมัน เขาจึงคิดว่าถ้าหากััมันโดยตรงก็คงไม่น่าจะเป็อันตรายเพราะครั้งแรกที่ััมันก็ไม่ได้สร้างความเ็ปทรมารใดๆ
"หวังว่าคงไม่มีอะไรที่อันตรายหรอกนะ" ไมนาสภาวนาพร้อมทั้งหยิบศิลามานาก้อนหนึ่งขึ้นมากำไว้ในมือไม่ยอมปล่อย
ความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรบางอย่างไหลซึมผ่านมือขึ้นมาราวกับสายน้ำที่เย็นสบายค่อยๆไหลอาบไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นในกรอบสายตาของไมนาสก็มีข้อความโผล่เข้ามาตรงกลางสายตาของเขา
「พบแหล่งพลังงาน」
「ระบบช่วยเหลืออวตารกำลังเริ่มต้น...」
"หือ... นี่มันอะไรกัน...?" ไมนาสกะพริบตาถี่ๆพร้อมทั้งขยี้ตาตนเองแต่ก็ยังมีข้อความที่เหมือนลอยอยู่กลางอากาศปรากฎอยู่ ไม่ว่าเขาจะเบนสายตาไปยังที่ใด ข้อความก็จะเคลื่อนที่ตามสายตาราวกับมันถูกผูกติดอยู่กับนัยตาของเขา