วัดร้างอยู่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมเพียงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็มาถึงทางขึ้นเพื่อไปยังวัดที่อยู่บนเนินเขา พวกนางให้คนขับรถม้ารออยู่ด้านล่างซึ่งเขาก็ไม่ได้ติดขัดอะไรเพราะบริเวณใกล้ ๆ นี้ก็ยังมีโรงเตี๊ยมและโรงพักม้าให้เขาได้ไปจิบน้ำชาและพาม้าไปกินหญ้าได้
“เหตุใดจึงมีเนินเขาอยู่บริเวณกำแพงเมืองเช่นนี้กันหากว่ามีคนปีนกำแพงขึ้นมา หรือมีการลักลอบออกจากเมืองทางด้านนี้จะป้องกันได้ทันท่วงทีหรือ”อู๋เสี่ยวหรันถามสิ่งที่สงสัยออกไประหว่างที่เดินขึ้นไปบนเนินนั้น
“ที่ตรงนี้มีมานานแล้วเ้าค่ะ เอ่อขอรับ ั้แ่จำความได้ตรงนี้ก็มีเนินและมีวัดอยู่ซึ่งร้างมานานข้าเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดไม่ทำลายหรือปรับเปลี่ยนเป็พื้นที่ราบเหมือนกับส่วนอื่นๆ แต่มีคนเล่าลือกันว่าด้านหลังวัดร้างมีปีศาจสิงสถิตอยู่ ไม่มีใครกล้าเข้าออกทางด้านหลังและหากจะมองจากด้านนอกกำแพงเมือง ตรงนี้ก็ไม่สามารถปีนขึ้นมาได้เช่นกันขอรับ”
ระหว่างที่อู๋เสี่ยวหรันฟังข้อมูลที่เหลียนฮวาเล่ามานางก็มองบรรยากาศรอบ ๆ ไปด้วย เนินนี้มีป่าค่อนข้างรก บดบังสายตาจากภายนอกได้ดีการปล่อยข่าวว่ามีปีศาจร้ายอยู่ด้านหลังก็ทำให้คนทั่วไปที่ขวัญอ่อนไม่กล้าเข้ามาลองดีหากเข้าใจไม่ผิดด้านหลังวัดร้างยังสามารถเข้าออกได้ด้วยสถานที่แห่งนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็ฐานลับ
ในที่สุดพวกนางก็เดินขึ้นมาถึงซุ้มประตูที่เป็ซากปรักหักพังดูก็รู้ว่าไม่ได้ถูกดูแลมานานมาก เสาที่ทำมาจากหินแกะสลักเป็ลวดลายสวยงามก็พอจะเดาได้ถึงความใหญ่โตในอดีต แต่ก็ถูกบดบังด้วยตะไคร่สีเขียวด้านในเป็โครงสร้างของอาคารเหมือนกับวัดทั่วไป แต่ว่าตามประตูหน้าต่างและหลังคากลับมีรอยแตกหัก
หลังจากมองเห็นโครงสร้างอาคารก็เริ่มเห็นมีคนใช้ชีวิตอยู่ในนี้ มีทั้งเด็กมีทั้งวัยผู้ใหญ่และมีคนชราพวกเขามีใบหน้าที่อมทุกข์แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่มองไม่ออกแล้วว่าสีเดิมนั้นเป็สีอะไร
เหลียนฮวาเห็นว่านางชะงักไปและมองไปรอบ ๆก็คิดว่าพระชายาอาจจะเกิดความกลัวขึ้นมา
“คุณชายท่านไหวหรือไม่ขอรับ”
“ข้าไม่เป็ไร” อู๋เสี่ยวหรันต่อไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการหวาดกลัวรังเกียจเวทนาใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นก็ทำให้เหลียนฮวาวางใจขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง
“ท่านหมอช่วยมาดูท่านแม่ของข้าด้วยขอรับท่านแม่อาเจียนออกมาเป็เื!” เด็กหนุ่มคนหนึ่งร้องะโน้ำเสียงดูร้อนรนและติดสะอื้นไห้เขาวิ่งออกมาจากอาคารทางด้านขวาและเขาวิ่งไปทางด้านซ้าย
จากนั้นก็เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นกึ่งลากกึ่งจูงชายผู้หนึ่งที่มีอายุประมาณสี่สิบปีหนวดเครารุงรังสะพายย่ามเอาไว้ผ่านหน้าพวกนางกลับไปทางเดิม คาดว่าคนที่ถูกดึงลากมานั้นน่าจะเป็หมอพเนจร
“ตามไปดู” อู๋เสี่ยวหรันพูดจบนางก็เดินตามหลังเด็กหนุ่มโดยมีเหลียนฮวาตามนางไปติด ๆ
ระหว่างที่พวกนางทั้งสองเดินไปนั้นเหล่าคนเร่ร่อนที่อยู่ภายในก็มองตามหลังไปด้วยสายตาสงสัยแต่ก็ไม่ได้มีใครห้ามปรามหรือเข้ามายุ่มย่าม
ทางที่เดินผ่านไปพาพวกเขาทะลุออกไปด้านหลังอาคารแรกที่ตรงนั้นมีเพิงหมาแหงนที่สร้างไว้ชั่วคราวแบบลวก ๆใช้เศษไม้เศษใบไม้ขึ้นมามุงเป็หลังคาและกำแพง
เด็กหนุ่มดึงตัวท่านหมอเข้าไปด้านในตรงนั้นไม่มีประตูกั้นพวกนางจึงยังเห็นว่าด้านในมีคนนอนแน่นิ่งอยู่ไม่ขยับเคลื่อนไหวเสื้อผ้าของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยเืสีแดง
หมอที่เห็นดังนั้นเขาก็รีบไปจับชีพจรอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นเขาก็เปิดย่ามล้วงเอาห่อผ้าขึ้นมาสิ่งที่เขาหยิบขึ้นมานั่นคือเข็มขนาดยาวมากกว่าเข็มเย็บผ้าทั่วไป เขาค่อย ๆฝังมันลงไปตามหน้าอกของหญิงคนนั้นอย่างแม่นยำและดูไม่ได้ลังเลเขาใช้เวลานานทีเดียวจนกระทั่งเก็บเข็มสุดท้ายกลับเข้าไปที่ห่อผ้า
หลังจากนั้นก็พูดคุยบางอย่างกับเด็กหนุ่มและล้วงเอาห่อใบไม้ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็ห่อยาให้กับเด็กหนุ่มไปเด็กหนุ่มนั่งลงคุกเข่ากอดห่อใบไม้นั้นและโขกหัวตรงหน้าหมอพเนจรที่เพิ่งจะช่วยยื้อชีวิตมารดาเขาไว้
หมอคนนั้นเดินออกมาจากเพิงก็ได้พบกับอู๋เสี่ยวหรันและเหลียนฮวาที่ดักรออยู่ เขาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกนางเงยหน้ามองเล็กน้อยและพูดว่า
“ข้าไม่รักษาพวกท่านเห็นหรือไม่ว่าที่นี่มีแต่คนเจ็บป่วยพวกท่านมีเงินมีทองก็ไปหาจ้างหมอดี ๆ เถิด”
เหลียนฮวาทำท่ากำลังจะพูดบางอย่างแต่นางถูกอู๋เสี่ยวหรันดึงตัวเอาไว้เสียก่อน
“ท่านช่างเป็หมอที่มีน้ำใจงามจริงๆ และท่านก็เข้าใจถูกต้องแล้วว่าข้าคุณชายผู้นี้มีเงินทองมากพอที่จะจ้างหมอดี ๆสักคนมารักษา แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าพิษในตัวข้า ไม่มีหมอคนใดรักษามันได้นอกจากผู้ที่เป็ศิษย์ของฮั่วท้อเซียนซือเท่านั้น”
“คุณชายท่านนี้อย่าได้มาหลอกข้าเสียให้ยากฮั่วท้อเซียนซือหากใครได้เคยมาคุยกับข้าก็บอกไปเช่นนั้นเหมือนกันทั้งหมด”
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ท่านหมอหากท่านลองจับชีพจรให้ข้าสักครั้งและท่านวิเคราะห์ถูกว่าข้าเป็อะไรรวมถึงช่วยรักษาข้าและไม่ว่าท่านจะรักษาได้หรือไม่ คนทั้งหมดที่อยู่ในวัดร้างแห่งนี้ข้าจะดูแลอุปถัมภ์พวกเขา ให้มีงานทำให้มีที่พักพิงให้มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อแพทย์ย่อมมีจิตใจเมตตาดุจบิดามารดาข้าเชื่อว่าท่านคงอยากเห็นพวกเขามีชีวิตที่ดีแน่นอน”
“ท่าน….ท่านเป็ใครกันถึงได้รับปากว่าจะดูแลคนถึงครึ่งร้อยในนี้ได้” หมอผู้นั้นมองอู๋เสี่ยวหรันั้แ่หัวจรดเท้าโดยใช้สายตาที่ไม่มีความเชื่อถือเลยสักนิด
ครั้งนี้เหลียนฮวาเดินหน้าขึ้นมาบดบังสายตาเขาและพูดว่า
“เ้านายข้าสามารถเลี้ยงคนได้ทั้งเมืองรับรองพวกเราไม่มีทางหลอกลวงท่าน”
หมอเคราแพะทำสีหน้าครุ่นคิดสักครู่จากนั้นเขาจึงบอกว่า “พวกท่านตามข้ามา”
หมอพเนจรออกเดินนำหน้าไปทางด้านหลังของวัดอู๋เสี่ยวหรันและเหลียนฮวาหันมองหน้าและสบตากัน จากนั้นจึงเดินตามเขาไปทั้งหมดหยุดลงที่โต๊ะตัวหนึ่งที่ทำมาจากหินแกะสลักใต้ต้นโพธิ์สูงใหญ่หมอพเนจรนั่งลงและส่งสายตาเป็สัญญาณให้อู๋เสี่ยวหรันนั่งตรงกันข้ามกับเขา
ตอนนี้อู๋เสี่ยวหรันรู้แล้วว่าหมอยินดีที่จะตรวจชีพจรให้กับนางจึงเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามเขาและยื่นแขนออกมาวางตรงกลางโต๊ะแต่โดยดี
“ข้าควรเรียกท่านว่าอะไรดี”
“เรียกหมอพเนจรเหมือนคนอื่นๆ ก็ได้” หมอพเนจรตอบนางและใช้สองนิ้ววางทาบทับลงไปบนข้อมือตรงเส้นชีพจรที่กำลังเต้นอยู่
หลังจากที่เขาวางนิ้วลงไปชั่วอึดใจเขาก็ทำสีหน้าตกตะลึงเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับอู๋เสี่ยวหรันทันทีเมื่อเห็นว่าหญิงสาวอมยิ้มกลับมาเขาก็ก้มหน้าลงและวิเคราะห์ชีพจรของนางต่อเพื่อความแน่ใจเขาขอจับชีพจรนางจากทั้งสองข้าง
หลังจากเก็บมือกลับมาแล้วหมอพเนจรเงียบไปพักใหญ่เขานั่งนิ่ง ๆ ไม่พูดจาหรือวิเคราะห์สิ่งใดออกมา แต่เขากลับหันไปมองเหลียนฮวาแทน
“ท่านนี้ก็คงเป็แม่นางเหมือนกันสินะ”
ท่าทางของเหลียนฮวาและอู๋เสี่ยวหรันไม่ได้แปลกใจเลยสักนิดเพราะหากว่าหมอพเนจรผู้นี้มีความสามารถจริง เพียงแค่จับชีพจรดูเขาก็ต้องรู้แล้วว่าท่านชายตรงหน้าแท้จริงแล้วเป็ผู้หญิง
“ถูกต้องเ้าค่ะท่านหมอ”
หมอพเนจรได้ฟังก็ถอนหายใจออกมาจากนั้นก็หันไปมองหน้าของอู๋เสี่ยวหรัน“คุณชายพิษของท่านมันเข้าไปอยู่ทุก ๆส่วนในร่างกายทั้งหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่กระดูกมีหลายชนิดเสียด้วยแต่โชคยังดีที่พิษของตะกั่วมันได้ถูกหยุดไว้ก่อนหากท่านรับมานานอีกสักหน่อยข้าคงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”
ฟังประโยคที่เขาบอกคล้ายว่าร่างกายของนางนั้นเกินเยียวยาเสียแล้วแต่เมื่อฟังถึงประโยคสุดท้าย คนฟังก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาแล้ว
“จริงหรือเ้าคะท่านหมอท่านช่วยพระชาเอ่อ นายท่านของข้าได้จริง ๆ ใช่ไหมเ้าคะ”
“ในเมื่อท่านรับปากแล้วว่าจะช่วยทุกคนที่นี่ข้าเองก็ไม่ขอปฏิเสธที่จะช่วยเหลือท่าน เพียงแต่ขั้นตอนมันอาจจะยุ่งยากไปสักหน่อยขอเวลาให้ข้าได้จัดเตรียมตัวยาและสมุนไพรให้ครบถ้วนก่อน”
อู๋เสี่ยวหรันได้ฟังก็รู้สึกว่าชีวิตนี้เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
“ท่านหมอ้าตัวยาอะไรบ้างหรือสมุนไพรอะไรบอกข้าได้เลยนะขอรับที่จวนของพวกเรามีสมุนไพรให้เลือกมากมายข้าคิดว่าครึ่งหนึ่งของแคว้นนี้พวกเราน่าจะมีมันทั้งหมดตัวข้าเองก็พอจะศึกษาวิชาแพทย์อยู่เล็กน้อยอาจจะพอช่วยท่านได้”
หมอพเนจรได้ฟังที่เหลียนฮวาพูดเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและหันมองหน้าอู๋เสี่ยวหรันอีกครั้ง “พวกท่านเป็ใครกันแน่ทำไมถึงมีสมุนไพรมากมายขนาดนั้น”
“พวกเราแค่เป็คนที่มีฐานะพอมีพอกินเ้าค่ะอย่าได้ฟังที่สาวใช้ของข้าพูดเกินความจริงเลย นางเพียงอยากจะช่วยให้ข้าหายเร็ว ๆก็เท่านั้น” พูดจบนางก็หันไปหาเหลียนฮวา “เ้าอยู่คุยเื่สิ่งที่้ากับท่านหมอข้าจะไปดูรอบ ๆ”
“ไปคนเดียวไม่ได้เ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไร”
“ก็ได้เ้าค่ะแต่อย่าออกไปนอกเขตวัดนะเ้าคะ”
เหลียนฮวาต้องยอมจำนนต่อสายตาที่ห้ามขัดของพระชายาตามจริงแล้วทั้งคู่รู้ดีอยู่แล้วว่าตอนนี้องครักษ์เงาได้เฝ้าอยู่รอบ ๆวัดร้างแห่งนี้ไว้ทุกด้านจึงไม่กังวลมากนัก
วัดร้างแห่งนี้มีบริเวณที่กว้างมากพอให้คนครึ่งร้อยอยู่ภายในนี้แบบไม่อึดอัดได้ไม่น่าเชื่อว่าสถานที่เช่นนี้และยังอยู่ในเขตเมืองหลวง มันจะถูกปล่อยเอาไว้เื่นี้ไม่ปกติเอาเสียเลย
อู๋เสี่ยวหรันเดินมาสักพักนางก็ได้เห็นครอบครัวหนึ่ง ที่นางสังเกตเห็นครอบครัวนี้ได้ นั่นก็เพราะว่าเด็กทารกในห่อผ้ากำลังร้องไห้อยู่เสียงนั้นค่อนข้างจะแหบแห้ง เหมือนกับว่าเสียงของเขานั้นใกล้จะหมดไปเต็มที
พวกเขาสร้างเพิงพักเล็กๆ อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ และอยู่ห่างจากครอบครัวอื่น ๆ มากพอสมควรประกอบด้วยพ่อแม่และลูกที่ยังเป็เด็กทารกอยู่ในห่อผ้านางเดินเข้าไปใกล้อีกนิดเผื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น
นางถึงได้เห็นว่าในมือของคนพ่อนั้นถือถ้วยเก่าที่มีรอยแตกอยู่คนแม่กำลังพยายามใช้ช้อนเล็ก ๆ หยอดของเหลวบางอย่างลงไปในปากของทารก“ทำอย่างไรดีเขาไม่ยอมกลืนน้ำข้าวนี่เลยท่านพี่”
“คนแซ่จางที่อยู่ด้านโน้นนางก็ไม่ยอมให้ลูกเรากินน้ำนมบอกว่าเราต้องมีเงินให้นางก่อนไม่อย่างนั้นก็จะไม่ยอมแบ่งน้ำนมส่วนที่ลูกนางจะต้องกินอิ่มให้ลูกเราเปล่าๆ ได้”
“ท่านพี่อย่าได้โมโหไปเ้าค่ะพวกเราที่อยู่ในนี้ล้วนแล้วแต่ลำบากด้วยกันทั้งสิ้น เห็นนางบอกว่าจะกลับไปบ้านเก่าแต่ไม่มีเงินสำหรับเดินทาง นางจะเห็นแก่เงินบ้างก็ไม่แปลกอะไร”
“ถ้าเช่นนั้นเ้ากินน้ำต้มข้าวนี่ก่อนจะได้มีน้ำนมให้ลูก”
ภาพที่เห็นคือภาพที่สามียกถ้วยแตกๆ ใบนั้นป้อนให้ภรรยาเขากิน แม้ว่าตัวของเขาจะแอบกลืนน้ำลายด้วยความหิวอยู่ก็ตาม
อู๋เสี่ยวหรันนางแอบมองอยู่ในที่ลับตาภาพเบื้องหน้าทำให้นางย้อนไปถึงวันเก่า ๆ เมื่อชาติที่แล้ว