รุ่งขึ้นยามบ่ายมหาอำมาตย์วาสุธีพร้อมองค์ชายอัศวเมฆเชิญชุดพานพุ่มดอกไม้มงคล ๙ ชนิดพร้อมเครื่องทองกำนัลมามอบแด่เซียงจือกงถึงที่พักและขออภัยที่ได้กระทำล่วงเกินตัวท่านเซียงจือกงปฏิเสธไม่รับทองโดยให้เหตุผลว่ามิได้มีความเสียหายใดเกิดขึ้นและยืนยันให้นำทองกลับคืนไป
“สิ่งใดที่ข้าพเ้าได้กระทำล่วงเกินท่านผู้บัญชาการกองเรือไปข้าพเ้าหวังว่าตัวท่านจะเมตตาอภัยให้ และหากในภายหน้าท่านมีสิ่งอันใดจะชี้แนะสั่งสอนข้าพเ้าก็จะยินดีน้อมรับฟัง”องค์ชายรับสั่งขึ้นหลังจากมหาอำมาตย์ได้พูดจาไกล่เกลี่ยเป็เบื้องต้นไปก่อนแล้ว
แม้เซียงจือกงจะประหลาดใจต่อท่าทีและการกระทำขององค์ชายใหญ่แต่ก็ทูลเจรจาด้วยใบหน้าเกลื่อนยิ้ม
“กระหม่อมมิได้ติดใจสิ่งใดเลย ขอพระองค์อย่าทรงถือเป็อารมณ์เลยพระเ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นข้าพเ้าก็หมดห่วงเมื่อคืนมิพักหลับสนิทเพราะรำลึกถึงความอันมิใคร่สมควรของตนที่กระทำไว้”
นายใหญ่แห่งกองเรือมิใส่ใจรับสั่งโอดครวญตามมารยาทรีบเปลี่ยนหัวข้อทันที
“กระหม่อมทราบจากไต้ซีหงว่าองค์ชายจะทรงเข้าร่วมประลองคัดเลือกตัวแทนขุนพลฉลูนักษัตรเป็ความจริงหรือพระเ้าค่ะ"
องค์ชายใหญ่ทรงคาดไม่ถึงจะถูกทูลถามเื่นี้ทรงหันไปทอดพระเนตรไต้ซีหงผู้ถูกกล่าวอ้าง แล้วรับสั่งว่า
“ข้าพเ้าก็เพียง้าทดสอบฝีมือเพลงอาวุธครั้งนี้เป็โอกาสดีที่เหล่าผู้มีฝีมือชาวปตานีจะได้มาชุมนุมกัน...หากแม้นโชคดีผ่านการประลองอาวุธจนถึงด่านสุดท้าย ก็เป็สุดยอดปรารถนาแล้ว”
“กระหม่อมขอถวายพระพรให้พระองค์มีชัยชนะดังพระประสงค์พระเ้าค่ะ”
ผู้รับการถวายพระพรทรงยิ้มเบิกบานหทัยทรงระลึกถึงพระธิดาแห่งเมืองนครศรีธรรมราชที่จะมาทอดพระเนตรการชิงชัยยิ่งทรงเคลิบเคลิ้มรับสั่งขึ้น
“ท่านมหาอำมาตย์อีกนานไหมขบวนเสด็จของพระราชธิดาเมืองนครฯ จึงจะมาถึง”
“คงอีกไม่เกินชั่วยาม พระเ้าค่ะ”มหาอำมาตย์ผู้รับผิดชอบการรับเสด็จและต้อนรับคณะทั้งหมดจากเมืองนครฯ ทูลตอบแล้วจึงกล่าวชักชวนนายกองเรือขึ้น
“ท่านเซียงจือกง หากท่านไม่ติดธุระอันใดขอเชิญร่วมเฝ้ารับเสด็จพระราชธิดาแห่งเมืองนครฯเราได้ตั้งแถวกองทหารและขุนนางรอรับไม่ไกลจากเรือนพักแห่งนี้”
ทุกครั้งที่ได้ยินคนเอ่ยถึงพระราชธิดาเมืองนครฯเซียงจือกงมักคิดไปถึงเ้าทิพใคร่จะได้พินิจพระพักตร์และพระลักษณะของพระนางผู้กุมหัวใจของหลานชายและพระเชษฐาคู่อริจึงตอบว่า
“ขอบใจท่านอำมาตย์เรายินดีน้อมรับคำเชิญของท่าน.. ครั้งนี้นับว่าเป็บุญของเราที่จักได้ยลพระสิริโฉมของพระราชธิดาแห่งเมืองนครฯ ซึ่งเลื่องลือว่างดงามยิ่งนัก”
ทั้งหมดตกลงรออยู่ในที่พำนักของไต้ซีหงโดยจัดเ้าพนักงานคอยติดต่อส่งข่าวการเคลื่อนขบวนเสด็จของพระราชธิดามาเป็ระยะ
ส่วนเ้าเรือนไต้ซีหงนั้นบัดนี้เมื่อเห็นองค์ชายเสด็จมาทรงขออภัยนายใหญ่ของตนจึงประจักษ์ถึงความล้ำลึกของนายกองเรือสินค้าอีกทั้งละอายใจในความเขลาของตน หากมิใช่เพราะมีความดีความชอบเป็ทุนรอนอยู่บ้างป่านนี้คงถูกนำขึ้นเรือไปรอปะากลางทะเลแล้ว.. ครั้นสำนึกถึงภาคทัณฑ์ที่ตนได้รับ ทั้งครั่นคร้ามและเคารพต่อเซียงจือกงขึ้นไปอีก
--------------------------------------------------
ริมแม่น้ำปตานี ณบริเวณโค้งน้ำเหนือขึ้นไปจากท่าพระวัง ใต้เงาแมกไม้ใหญ่เ้าทิพยืนทอดม้าคอยด้วยสีหน้าสดใสเป็ประกายเ้าทิพเป็คนสองสายเื พระบิดาเป็พระาาแห่งปตานีพระมารดาเป็หญิงงามชาวเชียงแสนจึงมีลักษณะเด่นผสมผสานของชาวเมืองใต้และเมืองเหนือ คิ้วดกเข้ม ตาคมลึกสันจมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ขนตายาวงอน ผิวกายไม่คล้ำไม่ขาว ลักษณะโดยรวมทำให้เ้าทิพเป็หนุ่มรูปงามมีเสน่ห์มักเป็ที่ประทับใจของสาวรุ่นสาวใหญ่ที่ได้พบเห็น
ไม่นานจึงเห็นขบวนเรือ ๕ลำพายล่องมา ประดับธงเมืองนครศรีธรรมราชเ้าทิพเพ่งมองจนเห็นในเรือลำกลางนั่งเด่นด้วยหญิงสาววัยแรกรุ่น ดวงหน้าสวยคมสดใส รวบเรือนผมขึ้นด้วยรัดเกล้าทองคำฝังจินดาแพรวพราวเผยต้นคองามระหงใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเป็สุขเมื่อเรือล่องมาถึงแนวร่มไม้ที่เ้าทิพทอดม้ายืนอยู่ เหมือนนางจะได้แลเห็นพลันโบกมือไหวๆ ทักทายมาชายหนุ่มจึงชักม้าออกเดินขนานไปกับเรือของนางที่ล่องในลำน้ำมือขวาแนบทรวงอกด้านซ้ายเป็สัญลักษณ์บอกความรักความคิดถึง ทั้งสองต่างจ้องมองกันไม่คลาดตา
เมื่อเข้าใกล้ท่าพระวังเ้าทิพต้องลงจากหลังม้าแล้วจูงฝ่าผู้คนมากมายซึ่งรายล้อมอยู่รอบบริเวณจนถึงด้านในจึงถูกกันไว้มิให้เข้าไปด้วยมีกองทหารของนครปตานีตั้งแถวเรียงรายเฝ้ารับเสด็จด้านในสุดคือสองขุนนางพระคลังนายท่าของเมืองปตานีและนครศรีธรรมราชยืนคู่กัน
ครั้นขบวนเรือซึ่งเ้าทิพเฝ้าติดตามเข้าเทียบท่าจึงมีทหารกองย่อยกรูลงจากเรือมาตั้งแถวอยู่สองฝั่งทางเดินซ้ายขวาจากนั้นจึงเห็นชายในชุดขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งก้าวลงจากเรือ ร่างแม้จะท้วมเล็กแต่ก็ดูแข็งแรงคล่องแคล่วใบหน้าทรงสี่เหลี่ยม ศีรษะที่เถิกออกและรอยหยักบนหน้าผากบ่งบอกวัยใกล้ ๖๐ ปีเหนือริมฝีปากประดับไว้หนวดดำปนสีขาวเงิน
เสียงกล่าวต้อนรับของสองพระคลังนายท่าระบุนามของท่านชัดเจน.. “มหาอำมาตย์วิษณุยัน”ผู้ดำรงตำแหน่งเ้ากรมวังและมหาอำมาตย์เอกของราชสำนักนครศรีธรรมราช
หลังจากประเมินความพร้อมและความปลอดภัยของท่าเทียบเรืออยู่สักครู่หนึ่งได้ยินเสียงของมหาอำมาตย์วิษณุยันดังขึ้น
“กราบทูลเชิญเสด็จองค์หญิงวิสาณีราชบุตรีแห่งองค์กษัตริย์นครศรีธรรมราช พระเ้าค่ะ”
องค์หญิงวิสาณีในฉลองพระองค์สีขาวลายขลิบทองภูษาทรงยาวจรดข้อพระบาท พระวรกายพาดด้วยสไบลายทองเฉียงคลุมรัดพระองค์ทำจากเส้นทองลายใหญ่ ขับเน้นพระวรกายโค้งมนสมส่วนได้รูปทรงเยื้องพระบาทขึ้นมาบนท่าเรือ พระคลังนายท่าทั้งสองเมืองทยอยเข้าเฝ้ากราบทูลเชิญเสด็จขึ้นวอที่เตรียมไว้ พระนางทรงผินพระพักตร์สอดพระเนตรหาเ้าทิพแต่มิทรงพบตัว
พระนางคือหญิงสาวที่ทรงโบกพระหัตถ์ทักทายเ้าทิพกลางลำน้ำปตานี..
ขณะเสด็จขึ้นบนฝั่งพระสิริโฉมงดงามปรากฏชัดต่อทุกสายตาที่มารอรับเสด็จพระพักตร์เป็วงรูปไข่ พระขนง (คิ้ว) เข้มโค้งยาวรับกับพระนลาฏ (หน้าผาก)มนผุดผ่อง พระเนตรดำคมวาวดุจมณีนิล พระนาสิก (จมูก) เป็สันเหนือพระโอษฐ์อิ่มพระราศี (ผิวหน้า) นวลเปล่งปลั่งยามย่างเยื้องพระวรกายมั่นคงสง่างามสมกับเป็นางพญาองค์น้อยแห่งแคว้นสิบสองนักษัตร
เ้าทิพถูกกันไว้ยังด้านนอกได้แต่ชะเง้อคอมองเมื่อขบวนเสด็จเคลื่อนออกจากท่าพระวังจึงขึ้นม้าเดินตามอยู่ไกลๆ ด้วยใจเจ็บแปลบ ยามอยู่เมืองนครฯจะพบพระราชธิดาเมื่อใดก็มิถูกกีดกันแต่ครั้นกลับมาอยู่ปตานีเมืองเกิดกลับมิสามารถพบพานพระนางได้แต่อดสูละอายใจในศักดิ์ฐานะของตนนัก
ขบวนเสด็จมาหยุดระหว่างทางใกล้บริเวณเรือนที่พักของไต้ซีหงมหาอำมาตย์วาสุธี องค์ชายอัศวเมฆ เซียงจือกงและคณะขุนนางผู้ใหญ่ต่างรอรับเสด็จอยู่
“เกล้ากระหม่อมมหาอำมาตย์วาสุธีพร้อมเหล่าขุนนางแห่งราชสำนักปตานีน้อมรับเสด็จพระราชธิดาแห่งพระเ้านครศรีธรรมราชพร้อมขอต้อนรับท่านมหาอำมาตย์วิษณุยันสู่เมืองปตานี”อำมาตย์วาสุธีกราบทูลและกล่าวขึ้นหลังจากแสดงความเคารพ
มหาอำมาตย์ผู้ถูกเอ่ยนามพร้อมบรรดาขุนนางจากเมืองนครฯพากันลงจากหลังม้า มิทันจะได้กล่าวสิ่งใดผู้มารอต้อนรับก็กล่าวต่อด้วยไมตรีว่า
“ท่านมหาอำมาตย์และคณะเดินทางมาแต่ไกลได้รับความสะดวกทุกสิ่งหรือไม่”
“ขอบคุณท่านมหาอำมาตย์วาสุธีที่ช่วยจัดกองเรือไปรับที่อ่าวปตานีทั้งกองเรือเชิญเสด็จพระราชธิดาและเรือขนถ่ายสัมภาระ ข้าพเ้าซาบซึ้งอย่างยิ่ง”
เรือใหญ่แล่นออกจากนครศรีธรรมราชั้แ่เช้ามืดใช้เวลาสองถึงสามชั่วยาม (ราว ๗ ชั่วโมง) จึงถึงอ่าวปตานีผู้คนที่เดินทางต่างต้องรับอาหารกันบนเรือทั้งสองมื้อ โดยรับมื้อเช้าขณะเรือแล่นไกลออกจากฝั่งและมื้อเที่ยงก่อนถึงอ่าวปตานีครั้นเข้าจอดทอดสมอที่อ่าวจึงเปลี่ยนย้ายมายังกองเรือเล็กซึ่งราชสำนักปตานีจัดเตรียมไว้เชิญธงประจำเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นประดับแล้วจึงล่องเข้าสู่แม่น้ำปตานีมาขึ้นบกที่ท่าพระวังท่านมหาอำมาตย์วาสุธีได้ยินคำชื่นชมจากมหาอำมาตย์แห่งนครใหญ่อดยิ้มภูมิใจในความพรั่งพร้อมของปตานีมิได้
“ขอท่านมหาอำมาตย์อย่าได้เกรงใจไปเลยข้าพเ้าได้เตรียมพระตำหนักและที่พักหลายหลังไว้แล้ว อาหารเย็นก็จัดไว้พร้อมก่อนอื่นข้าพเ้าขอทูลเชิญองค์ชายอัศวเมฆเป็ผู้แทนพระองค์ถวายพระพรและเชิญเสด็จเ้านายแห่งเมืองนครฯสู่เมืองปตานี” กล่าวแล้วค่อยเบี่ยงกายหลบไป