เซียวหลีลั่วแบกเซิ่งซีออกจากยอดเขาปลาเค็ม ทว่าเมื่อเหินกระบี่มาถึงประตูสำนัก เซียวหลีลั่วก็หยุดกะทันหัน แล้วเปลี่ยนทิศไปทางอื่นแทน
เซิ่งซีมองเห็นศิษย์พี่รองมุ่งหน้าฆ่าฟันมาจากยอดเขาชิงกู่แล้ว จึงรีบคว้าตัวเซียวหลีลั่วให้หันกลับไป "ท่านจะย้อนกลับไปทำไม! ทางลงเขาอยู่ทางนี้!"
"ประตูสำนักมีพิษ!"
ประตูสำนักเวิ่นซินที่ปกติจะงดงามร่มรื่น ยามนี้กลับแผ่รัศมีสีเขียวเรืองรองออกมา ดูมีพิษร้ายแรงยิ่งนัก
เวินเจ๋อิปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าทั้งสองทันที เซียวหลีลั่วตั้งท่าจะหนีไปทางอื่นแต่ก็ถูกเขาคว้าตัวไว้ได้ทัน
"ศิษย์น้องเล็กจะไปไหนหรือ?" เวินเจ๋อิยิ้มแย้มพลางหิ้วเซิ่งซีลงจากไหล่ของเซียวหลีลั่ว
เซิ่งซีสำลักคำพูด รู้สึกเหมือน์จะลงทัณฑ์ "ข้า... ศิษย์พี่รองข้าผิดไปแล้ว ท่านให้โอกาสข้าสอบซ่อมได้หรือไม่? ข้าสัญญาว่าจะไม่สอบได้ที่โหล่!"
"อย่างไรก็ต้องมีคนได้ที่โหล่คนหนึ่ง แล้วใครเต็มใจจะรับกรรมแทนศิษย์น้องเล็กล่ะ?" เวินเจ๋อิมองไปยังคนอื่น ๆ ที่ตามมา
เซียวหลีลั่ว ลวี่เสี่ยง และเหยียนเช่อต่างก้าวถอยหลังไปพร้อมกัน ทิ้งให้ยวนเซี่ยนยืนอยู่ข้างหน้าเพียงลำพัง
ดวงตาของเวินเจ๋อิเป็ประกาย "ศิษย์พี่ใหญ่ หากท่านจะเป็คนลองโอสถ ข้าจะไปเพิ่มปริมาณเป็สามเท่าเดี๋ยวนี้เลย"
ยวนเซี่ยนตีหน้าตาย มือดันกระบี่ออกจากฝัก เจตจำนงกระบี่และกลิ่นอายสังหารอันรุนแรงพลุ่งพล่านขึ้นรอบตัวทันที
เวินเจ๋อิหุบยิ้ม แสร้งทำเป็ว่าเมื่อครู่ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะหันมากล่าวกับเซิ่งซีด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ไม่มีกฎย่อมไม่เป็ระเบียบ ตกลงกันไว้ว่าเป็ยามเฉิน ก็ต้องเป็ยามเฉิน หากวันนี้ให้ศิษย์น้องสอบซ่อม วันหน้าคนอื่นที่ได้ที่โหล่ขอสอบซ่อมบ้าง จะทำอย่างไรกับกฎที่เสียไป?"
ศิษย์พี่รองนี่เลือกปฏิบัติชัด ๆ !
เซิ่งซีมองยวนเซี่ยนด้วยสายตาละห้อย "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านช่วยเป็พยานให้ข้าหน่อย ข้าเก่งขึ้นมากแล้วใช่หรือไม่?"
ยวนเซี่ยนพยักหน้า
เซียวหลีลั่วกระซิบเบา ๆ "เ้าขาดสอบ ก็ถือว่าได้ที่โหล่แล้ว"
เซิ่งซีเหยียบเท้าเขาไปหนึ่งที "พวกเราเป็ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่คลานตามกันมานะ!"
เซียวหลีลั่ว "แต่ถ้าเ้าไม่ได้ที่โหล่ ก็จะถึงตาข้าที่ต้องลองโอสถของศิษย์พี่รองแทนน่ะสิ"
เซิ่งซี "..." จู่ ๆ นางก็เข้าใจแล้วว่าทำไมศิษย์พี่ถึงได้ทำตัวเยี่ยงนี้
แต่นางก็ไม่อยากทดลองโอสถเหมือนกัน!
ใครจะไปรู้ว่าศิษย์พี่รองผู้วิปลาสจะวิจัยโอสถพิสดารอะไรออกมาอีก นางไม่อยากเป็เหมือนศิษย์พี่สามที่ร้องห่มร้องไห้เรียกอาจารย์ว่าท่านแม่ แถมยังถืออ่างน้ำวิ่งไล่ตามอาจารย์ไปทั่วทั้งเขาเพื่อจะล้างเท้าแสดงความกตัญญูหรอกนะ
ปลาเค็มก็มีศักดิ์ศรีนะ
"ศิษย์พี่รอง ความสัมพันธ์ศิษย์ร่วมสำนักของเรามันเปราะบางขนาดนี้เลยหรือเ้าคะ?" เซิ่งซีมองเวินเจ๋อิอย่างน่าสงสาร
เวินเจ๋อิทำสีหน้าลังเล
เซิ่งซีรุกต่อ "สำนักเวิ่นซินของเรามีปลาเค็มแค่ตัวเดียว… ไม่ใช่สิ มีศิษย์น้องหญิงแค่คนเดียวนะเ้าคะ ท่านช่วยถนอมข้าหน่อยเถอะ"
ลวี่เสี่ยงพยักหน้าเห็นด้วย "นั่นสิ ถ้าไม่ได้ศิษย์น้องเล็กพาพวกเราไปเก็บของตกหล่นในแดนลับอันสุ่ยซานจนได้แก่นอสูรมามากมายขนาดนั้น โอสถตัวใหม่ของศิษย์พี่รองก็คงทำเสร็จไม่เร็วขนาดนี้หรอก"
เซิ่งซีรู้สึกเหมือนถูกศิษย์พี่สี่โจมตีเข้าอย่างจัง นี่สรุปคือนางทำตัวเองใช่หรือไม่?
ในที่สุด เวินเจ๋อิก็ยอมใจอ่อน "ในเมื่อศิษย์พี่ใหญ่ยืนยันว่าเ้าก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว งั้นครั้งนี้ข้าจะปล่อยเ้าไปสักครั้ง การสอบประจำเดือนครั้งหน้า ห้ามมาสายเด็ดขาด"
เซิ่งซีที่รอดพ้นความตายมาได้รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก "ขอบคุณเ้าค่ะศิษย์พี่รอง!"
เวินเจ๋อิหยิบขวดออกมาสองขวด "สองขวดนี้คือโอสถที่ต้องทดสอบในครั้งนี้ เ้าเลือกเอาสักขวดแล้วกัน"
เซิ่งซี "..." ศิษย์พี่รอง คำว่าปล่อยของท่าน คือปล่อยให้เลือกวิธีตายเองสินะ?
"น่าอนาถแท้" เซียวหลีลั่วและลวี่เสี่ยงทนดูไม่ได้จนต้องช่วยปิดตาให้อีกฝ่าย
เหยียนเช่อที่ได้รับ 'บัตรยกเว้นโทษปะา' นอกจากจะเห็นใจแล้วยังรู้สึกคาดหวังเล็กน้อย "ศิษย์พี่รอง สองขวดนี้มีสรรพคุณอะไรบ้างหรือ?"
"ก็ที่ศิษย์น้องเล็กเคยเสนอไว้คราวก่อนไง เื่การกลายเป็แมวหรือสุนัข ขวดนี้เป็แมว ส่วนขวดนี้เป็สุนัข"
เซิ่งซีฟื้นคืนชีพขึ้นมาทันที "ข้ากิน!"
การเป็แมวเป็หมามันช่างมีความสุขเหลือเกิน นางไม่ขอเป็มนุษย์แล้ว ฮ่า ๆ !
ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของทุกคน เซิ่งซีที่เมื่อครู่ยังต่อต้านอย่างหนักกลับหยิบโอสถทั้งสองขวดของเวินเจ๋อิไปอย่างมีความสุข แล้วกลืนลงไปเม็ดหนึ่งทันที
เซิ่งซีรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงประหลาดภายในร่างกาย ทัศนวิสัยของนางค่อย ๆ ลดต่ำลง ร่างกายหดม้วนเข้าหากัน นอกจากความเ็ปเพียงเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่มีความรู้สึกไม่สบายที่ทนไม่ได้แต่อย่างใด
เมื่อนางดูดซับฤทธิ์โอสถจนหมดสิ้น นางก็ได้กลายเป็ลูกแมวน้อยตัวหนึ่ง
เซิ่งซีมองดูอุ้งเท้าเล็ก ๆ สีขาวราวกับมังคุดของตนเองแล้วถูไถไปมาอย่างพอใจยิ่ง พลางหันไปมองร่างกายตนเอง แม้จะมีหางเพิ่มมาหนึ่งหางจนไม่ค่อยชินนัก แต่หางใหญ่ขนฟูนั้นดูแล้วช่างน่ารักเหลือเกิน
อาภรณ์ิญญาที่ทำจากขนหางเฟิ่งหวงจำเ้าของได้แล้ว มันจึงยืดหดตามร่างกายที่เล็กลงกลายเป็เสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงที่พอเหมาะพอดีกับตัวแมว แม้แต่กำไลทองคุ้มกายที่จิ้งเฉินหยวนจวินมอบให้ ก็กลายเป็วงทองเล็ก ๆ สองวงสวมอยู่ที่อุ้งเท้าขนฟู
"ศิษย์พี่สี่ มีกระจกหรือไม่เ้าคะ?" เซิ่งซีถามอย่างคาดหวัง น้ำเสียงของนางกลายเป็เสียงอ้อนแหลมเล็กแบบแมว
ลวี่เสี่ยงไม่เข้าใจว่านางดีใจเื่อะไร เขาหยิบกระจกออกมาส่องให้เซิ่งซี ในกระจกทองเหลืองที่ใสราวกระจกเงา ปรากฏภาพแมวพันธุ์แร็กดอลล์ลายแท็บบี้ตัวหนึ่งกำลังจ้องมองตัวเองตาเป็ประกาย
เซิ่งซีหมุนตัวหน้ากระจกอยู่หลายรอบ รู้สึกพอใจกับร่างแมวของตนเป็อย่างยิ่ง นางเอ่ยชมเวินเจ๋อิอย่างจริงใจ "ศิษย์พี่รองช่างเป็ที่หนึ่งในวิถีโอสถจริง ๆ เ้าค่ะ!"
"ศิษย์น้องเล็กชมเกินไปแล้ว อย่าลืมเขียนรายงานความรู้สึกหลังใช้มาให้ข้าด้วยล่ะ นี่คือค่าตอบแทนล่วงหน้า" เวินเจ๋อิยิ้มอย่างถ่อมตัว พลางส่งถุงวิเศษที่ภายในบรรจุโอสถล้ำค่าจำนวนหนึ่งให้เซิ่งซี
เซิ่งซีเก็บถุงวิเศษด้วยความเบิกบานใจ "เื่เล็กเ้าค่ะ ศิษย์พี่รองเกรงใจเกินไปแล้ว วันหน้าหากมีเื่ดี ๆ แบบนี้อีก ต้องเรียกข้าด้วยนะเ้าคะ"
ภาพความปรองดองระหว่างศิษย์พี่และศิษย์น้องนี้ ทำเอาศิษย์พี่ที่เหลืออีกสี่คนถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน
หรือว่าศิษย์น้องเล็กจะเสียสติไปเพราะความกลัวเสียแล้ว...
…
แม้จะกลายเป็แมวน้อยไปแล้ว แต่พลังิญญาของเซิ่งซียังคงอยู่ เพียงแต่อุ้งเท้าไม่สะดวกต่อการจับกระบี่นัก
พวกศิษย์พี่พานางกลับมาส่งที่ยอดเขาปลาเค็ม
ลวี่เสี่ยงได้ปรับปรุงหุ่นเชิดทำงานบ้านสองตัวบนยอดเขาปลาเค็มให้กลายเป็หุ่นเชิดที่เหมาะสำหรับการดูแลแมวน้อยมากขึ้น
ส่วนเหยียนเช่อก็เห็นว่าเรือนพักของเซิ่งซีมีเพียงค่ายกลป้องกันพื้นฐานที่ใช้สำหรับตัดการสำรวจจากภายนอกเท่านั้น จึงมอบชุดค่ายกลพิทักษ์ระดับเลิศให้นางอีกชุด หากเปิดใช้งานเต็มกำลัง แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นแปรเทวะมาเองก็ต้องออกแรงไม่น้อยกว่าจะทำลายค่ายกลนี้ได้
ในขณะที่เซียวหลีลั่วหยิบขวดโอสถออกมาอย่างมีลับลมคมใน "ศิษย์น้องเล็ก นี่คือโอสถคืนร่างที่อาจารย์ให้ข้าไว้ เ้ารีบกินเถอะ"
เซิ่งซีระงับความอยากที่จะปัดขวดโอสถตกโต๊ะ แล้วปฏิเสธเซียวหลีลั่วไป "ไม่ล่ะเ้าค่ะ ข้าชอบรูปลักษณ์ตอนนี้ที่สุดเลย"
เซียวหลีลั่วคร่ำครวญสารภาพผิดกับยวนเซี่ยนด้วยความเ็ป "ศิษย์น้องเล็กต้องเสียสติไปเพราะความกลัวแน่ ๆ ถ้ารู้แบบนี้ สู้ให้ข้าไปลองโอสถให้ศิษย์พี่รองเสียยังดีกว่า"
ยวนเซี่ยนมองเขาอย่างอ่อนใจ ก่อนจะยื่นมือไปลูบหัวของเซิ่งซี ฝ่ามือของเขามีรอยด้านจาง ๆ ความเย็นเยียบอ่อน ๆ นั้นทำให้เซิ่งซีรู้สึกคุ้นเคย นางจึงถูไถหัวไปมาตามสัญชาตญาณ
ยวนเซี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองสบดวงตาใสกระจ่างของเซิ่งซี แล้วขยี้หัวนางอีกครั้ง แมวน้อยก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
"ศิษย์น้องเล็กชอบก็ดีแล้ว" ยวนเซี่ยนปลอบเซียวหลีลั่ว
เซิ่งซีนอนหมอบบนเบาะนุ่มอย่างมีความสุข "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านชอบแมวน้อยหรือไม่เ้าคะ?"
ยวนเซี่ยนมองนางโดยไม่ละสายตา เห็นเงาสะท้อนของตนเองในดวงตาแมวที่งดงามราวกับไพลินล้ำค่า เขาบีบอุ้งเท้าหน้าอันอ่อนนุ่มและอบอุ่นของเซิ่งซีแล้วเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างจริงจังว่า "ชอบ"