บทที่ 26 การมาของชินอ๋อง
หน้าจวนเจ้าเมืองหลวนแซ่ฮ่าวสองบุรุษหนุ่มผู้มียศสูงแสดงป้ายประจำตำแหน่งและตราแต่งตั้งสำเร็จราชการแทนต่อหน้าทหารและบ่าว
หนึ่งเจ้ากรมยุติธรรมหลานชายของเสนาบดีคนใหม่ของฝ่าบาทและอีกคนคือรองแม่ทัพที่รับมือเฉินจือหานผู้นั้นได้เป็นยอดฝีมือ ทั้งสองมาเยือนด้วยสีหน้าเรียบไอรอบกายส่วนกดดันยิ่งทำให้ผู้คนใจสั่นด้วยความกลัว
ใบหน้าหล่อเหลาเพียงใดแต่ความกดดันมากมายเพียงนี้มันน่ากลัวมากกว่าน่ามองโดยเฉพาะกับคนที่มีความผิดติดตัว
“ไปตามนายของเจ้ามาเดี๋ยวนี้!” จ้าวหานกล่าวด้วยความหนักแน่นบ่าวที่อยู่ตรงนั้นแทบจะก้าวไม่ออกด้วยความกลัวที่คนทั้งสองแผ่ออกมา แต่น่ากลัวมากกว่าหากไม่ไปตามเจ้านายตามคำสั่งของคนทั้งสอง
ไม่นานนักขุนนางในชุดหรูหราอ้วนท้วนตามตัวมีเครื่องประดับที่เป็นทองอร่ามมือทั้งสองข้างยกขึ้นมาถูกันพร้อมกับรอยยิ้มประจบประแจง
“ไม่คิดเลยว่าเจ้ากรมลั่วกับรองแม่ทัพจ้าวจะมาเยี่ยมข้าถึงเมืองหลวนเชิญด้านในเถิด”
“เราสองคนไม่ได้มาเยี่ยมชมแต่มาตรวจสอบตามคำสั่งของฝ่าบาท”ลั่วอี้เซิ่งกล่าวเสียงดังฟังชัดพร้อมกับยกราชโองการแต่งตั้งในระดับสายตา
“ตรวจสอบอะไรกันเมืองหลวนของข้าส่งภาษีให้กับเมืองหลวงอย่างครบถ้วน และข้าก็ส่งรายงานทุกอย่างไม่มีสิ่งผิดปกติใดในเมือง พวกท่านไม่น่าเสียเวลา”แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงและใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าก็ไม่สามารถห้ามความกดดันในร่างกายได้เหงื่อกาลกลับไหล่เต็มแผ่นหลังเป็นความกดดันและความกลัวที่แสดงออกมา
“งั้นหรือ...”ลั่วอี้เซิ่งพูดพลางสอดส่องสายตามองรอบๆ บ่าวชายร่างกายกำยำผิดแผกไปจากบ่าวในเรือนขุนนางบุ๋นทั้งใบหน้าผิวยังหยาบกร้านสีคล้ำ แม้จะบอกว่าเป็นบ่าวใช้แรงงานแต่ก็ไม่น่าจะมีผิวที่คล้ายจะไหม้เกรียมราวกับอยู่กลางแดดมาเป็นแรมเดือนแรมปีราวกับพวกทหาร
ชายหนุ่มสองคนมองหน้ากันอย่างเข้าใจกันสองคนต่างคนต่างก็ระวังตัวกันมากขึ้น
“ก็ดูเป็นเมืองที่สงบสุขดีการค้าขายรุ่งเรืองเสียจน คนต่างบ้านต่างเมืองอยากเข้ามาค้าขายกันมากมายขนาดนี้เดินเข้ามาล้วนเป็นคนต่างชาติเกินครึ่ง” จ้าวหานพูดใบหน้าของเจ้าเมืองหลวนแซ่ฮ่าวถอดสี
“เช่นนั้นก็ให้ข้าตรวจสอบทะเบียนครัวเรือนและที่อยู่ตามบัญชีว่าชาวบ้านยังอยู่ในบ้านของตัวเองหรือไม่รวมถึงสัญญาเช่าที่ดินในถนนสายหลักและไร่นาด้วย” ลั่วอี้เซิ่งถามถึงทะเบียนรายชื่อครัวเรือนและสัญญาเช่าที่ดินของหลวงและชาวบ้านเป็นการจี้จุดเจ้าเมืองให้รู้ว่าพวกเขารู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในเมือง
“ข้อสงสัยความผิดโทษฐานทุจริตภาษีและการไล่ที่ของประชาชนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนและคหบดีต่างบ้านต่างเมืองก็คงจะเพียงพอให้พวกข้าตรวจสอบท่าน” ลั่วอี้เซิ่งพูดต่อเสียงดังฟังชัดด้วยใบหน้าที่จริงจังยิ่งทำให้คนในจวนก้มหน้าเหงื่อตก
สภาพภายนอกเมืองหลวนอาจจะดูไม่มีความผิดปกติก็จริงแต่พอได้เข้ามาสัมผัสต่างก็รู้ว่านี่มันย่ำแย่สำหรับชาวบ้านชาวเมืองเดิมขุนนางที่โกงกินโก่งภาษีกับชาวเมืองมากขึ้น ละเว้นภาษีคนต่างชาติและไล่พื้นที่ให้กับคหบดีผู้ร่ำรวยได้มีพื้นที่แทนที่จะสนับสนุนให้ชาวบ้านมีงานโดยที่ตัวเองรับส่วยและภาษีส่วนเกินที่ไม่ต้องส่งเมืองหลวงสบายใจ
“เอาเช่นนี้ไหมเจ้ากรมลั่ว รองแม่ทัพจ้าว ข้าจะให้ขวัญถุงพวกท่านก้อนใหญ่ช่วยทำให้เรื่องนี้เงียบสักหน่อย ถือว่าเราได้ประโยชน์ร่วมกัน”เจ้าเมืองแซ่ฮ่าวผู้นั้นพูดด้วยรอยยิ้มพลางถูมือประจบด้วยคำที่น่ารังเกียจ
เพราะเช่นนี้นี่เองขุนนางที่คอยแอบสืบความผิดปกติตามเมืองต่างๆ ที่ผ่านๆมาถึงไม่เคยส่งเรื่องที่เมืองหลวนไปยังเมืองหลวง เพราะมีข้อตกลงก้อนใหญ่นี่สินะ
“ตระกูลจ้าวของข้าร่ำรวยกว่าเจ้าเมืองเช่นเจ้าไม่รู้กี่เท่าคิดว่าเงินของเจ้ามากมายเพียงใดถึงจะซื้อข้าได้หรือ อย่าลืมสิข้าเป็นลูกหลานตระกูลคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในแคว้นนี้” จ้าวหานกล่าวด้วยความเย็นชาคิดจะเอาเศษเงินเล็กน้อยมาซื้อตัวเขานั้นคงจะเป็นคนที่บ้าไปแล้ว
“ตระกูลลั่วของข้าเองทำงานซื่อตรงสุจริตมาตลอดไม่เคยรับเงินสินบนใดๆ ไม่กลัวว่าจะมีความผิดเพิ่มหรือ” ลั่วอี้เซิ่งเลิกคิ้วถาม
“เช่นนั้นก็ขอตรวจสอบทรัพย์สินของท่านเสียหน่อยเหตุใดขุนนางระดับท่านถึงมีเงินมากมายมาซื้อตัวพวกข้าเช่นนี้”
พรึบ! ผัวะ!
เมื่อทั้งสองคนปฏิเสธอย่างชัดเจนบ่าวที่เป็นทหารรับจ้างก็พุ่งเข้าใส่ขุนนางทั้งสองจากด้านหลังแต่ปฏิกิริยาของจ้าวหานรวดเร็วกว่ามาก ชายหนุ่มผลักลั่วอี้เซิ่งให้พ้นวิถีเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวกวาดขาขึ้นกระแทกเข้ากับใบหน้าของชายร่างใหญ่จนมันล้มตึง
“ฆ่าปิดปากพวกมันเสีย! อย่าให้พวกมันออกจากเมืองไปได้!”เจ้าเมืองแซ่ฮ่าวสั่งลูกน้องพร้อมชี้ด้วยความรู้สึกโมโห! ใบหน้าเหยเกดูไม่ได้
“แค่ทหารกระจอกแบบนี้คิดว่าจะทำอะไรข้าได้หรือ!” จ้าวหานคำรามเสียงดังอย่างไรตนก็เป็นขุนนางฝั่งบู๊ แม้จะไม่ค่อยออกมาแนวหน้าแต่ก็ไม่ได้มีดีเพียงแค่วางแผนรบหรอก
จ้าวหานออกฝีไม้ลายมือทั้งหมัดศอก เข่า เท้า ปะทะกับทหารร่างสูงใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว แม้จะไร้อาวุธก็ตาม
“เก่งกาจเสียจริง!” ลั่วอี้เซิ่งชมเชยจ้าวหานที่ต่อสู้มือเปล่าอย่างดุเดือดตนก็ไม่ยอมแพ้ จัดการกับคนที่เข้ามาทีละคน
“อ๊ะ!” เสียงของจ้าวหานดังขึ้นเมื่อมีไม้กระแทกเข้าที่หัวไหล่ที่ถูกธนูยิงเมื่อคืนเสี้ยววินาทีที่ชายหนุ่มเปิดช่องเพราะอาการบาดเจ็บก็ถูกเล่นงานตรงนั้นแต่ก็ไม่ทำให้จ้าวหานเสียสติ เขายังคงหลบหลีกและโต้ตอบอย่างรวดเร็วพร้อมกับฉกฉวยเอาดาบที่ตกอยู่มาถือในมือด้วยใบหน้าที่แสดงความเจ็บที่ไหล่ไม่ปิดบัง
แย่แน่! พวกมันมีมากเท่าไหร่กัน!
ผลัก! ตุบ!
ทหารรับจ้างที่อยู่ด้านนอกกระเด็นผ่านตัวทั้งสองคนไปนอนตรงหน้าเจ้าเมืองแซ่ฮ่าวตามมาด้วยร่างของผู้สูงศักดิ์ที่เดินตามมาพร้อมกับหัวหน้าองครักษ์และทหารในเกราะสีดำหลายคน
“ชินอ๋อง!” รอยยิ้มของพวกจ้าวหานปรากฏ มาได้ทันเวลาพอดี ไม่เช่นนั้นอาจจะเหนื่อยจนโดนเล่นงานเสียก่อนแตกต่างจากอีกฝ่ายที่ทำหน้าตกใจจนเหยเกดูไม่ได้
“คุกเข่า!” เสียงเรียบสั่งเจ้าเมืองแซ่ฮ่าวด้วยสายตาที่พร้อมจะฆ่าคนแม้จะไม่ได้อยากแต่เข่ามันก็อ่อนลงไปเอง โดยรอบๆ มีทหารชุดเกราะสีดำที่ใช้ดาบจ่อคอทุกคนทั้งนายบ่าว
ทุกคนต่างเงียบกริบชินอ๋องมองรอบข้างด้วยสายตาเย็นชา ตั้งแต่เข้ามาก็เห็นทั้งหมดทั้งชาวบ้านที่อดอยากและพ่อค้าในเมืองที่เต็มไปด้วยคนต่างบ้านต่างภาษา
“ค้นในจวนให้หมด! เอาหลักฐานการฉ้อฉนของเจ้าคนแซ่ฮ่าวออกมาให้หมด”สิ้นเสียงของชินอ๋อง เหล่าทหารที่ไม่มีหน้าที่ล้วนรับคำแข็งขันและวิ่งเข้าไปในจวน
ส่วนตัวต้นเหตุก้มหน้าเหงื่อแตกคิดอย่างเดียวว่าตัวเองต้องตายแน่ๆเพราะชินอ๋องถนัดเรื่องการสอบสวนด้วยวิธีการทรมานที่สุด!
… … …
“ข้าจับคนแปลกหน้าที่อยู่ในภูเขาส่งให้เจ้าเมืองเว่ยทั้งหมดแล้ว”ตัวแทนสำนักกิเลนทองรายงานแก่องค์ประชุมที่มีชินอ๋อง จงหรูอี้ ลั่วอี้เซิ่งและจ้าวหานนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้ากับชินอ๋องทำให้เกิดความเกรงอย่างช่วยไม่ได้
“ขอบคุณสำนักกิเลนทองที่ช่วยเหลืออย่างไร เรื่องการฟื้นฟูเมืองหลวนข้าต้องรบกวนทางสำนักของท่านร่วมมือกับเจ้ากรมลั่วจนกว่าจะหาเจ้าเมืองคนใหม่มาประจำการ”ชินอ๋องเป็นฝ่ายขอบคุณ
หลังจากการค้นจวนก็พบกับข้าวของที่มีรูปร่างประหลาดและบัญชีที่ผิดปกติรวมถึงประกาศเก่าๆ เกี่ยวกับการขึ้นภาษีที่ทางการไม่ได้รู้เห็น
จึงสรุปได้ว่าคนแซ่ฮ่าวผู้นั้นมีความผิดจริงทั้งข้อหาฉ้อโกงภาษี การแอบอ้างคำสั่งทางการ และการกระทำโดยพลการ จึงถูกจับกุมไว้ที่คุกพร้อมกับขุนนางที่รู้เห็นทั้งหมดก่อนจะจัดแจงข้าวของและเงินทองคืนให้แก่ชาวบ้านทีละน้อย
ส่วนจวนเจ้าเมืองก็เปิดให้ชาวบ้านมาอาศัยหลังจากนี้ลั่วอี้เซิ่งได้รับคำสั่งให้ดูแลการจัดสรรค์พื้นที่เดิมให้กับชาวบ้านและเหล่าคหบดีอย่างยุติธรรมที่สุด ลั่วอี้เซิ่งก็รับคำโดยมีสำนักกิเลนทองคอยช่วยสอดส่อง
“เรื่องการสอบสวนข้าจะให้คนของข้าจัดการพร้อมกับเจ้ากรมลั่วไปเลย ดีหรือไม่” ชินอ๋องพูดต่อก่อนที่ทุกคนจะพยักหน้ารับเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นจึงแยกย้ายกันไปได้
จ้าวหานที่บาดเจ็บถูกชินอ๋องบังคับให้ไปตรวจบาดแผลเพื่อความปลอดภัยลั่วอี้เซิ่งเข้าไปจัดการกับเอกสารและหลักฐาน สำนักกิเลนทองจัดการเรื่องผู้คนส่วนจงหรูอี้นั้นก็ไปจัดการธุระตามที่ชินอ๋องสั่งส่วนตัวชินอ๋องนั้นก็จัดการเรื่องต่างๆ ตรงนี้
... ... ...
ยามค่ำคืนมาเยือนในราตรีก่อนที่จะถึงกำหนดการของคณะขุนนางที่ต้องเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมชินอ๋องในเงามืดปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งกำลังลักลอบไปยังบ้านพักหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆท่าเรือ
เขาว่ากันว่าที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด และที่นี่ก็คือสถานที่นัดเจอกันลับๆของหลี่รุ่ยเต๋อและจูเชว่ผู้นั้น
หลี่รุ่ยเต๋อไม่ได้ออกจากเมืองหลวนไปไหนแต่อยู่เงียบๆในเงามืดเพื่อหลบหลีกสายตาที่กำลังตามหา
แต่ก็ไม่พ้นหูตาของจ้าวหานอยู่ดีชายหนุ่มลักลอบเข้าไปดักฟังที่นอกหน้าต่างโดยเร้นกายเอาไว้
หลังจากที่ชินอ๋องมาจัดการเรื่องต่างๆจ้าวหานก็ไม่ได้ดูดายไปตรวจสอบบันทึกเข้าออกเมืองและบันทึกเรือที่เข้ามาจอดเทียบท่าก็พบความผิดปกติบางอย่าง จึงตามหาสถานที่ที่น่าสงสัยแต่ก็ดันมาเจอที่นี่โดยบังเอิญ
บ้านหลังเล็กๆนี่ ดูเผินๆ เป็นบ้านของชาวบ้านธรรมดาไม่มีแม้แต่กองกำลังหรือทหารลับคุ้มกันแต่เพราะเขาบังเอิญได้ยินภาษาของแคว้นลี่จึงตรวจสอบ พบว่าที่นี่มีการใช้งานปกติสามีภรรยาทำงานเช้ากลับเย็น แต่ที่แปลกคือจำนวนอาหารที่ซื้อเข้าไปในแต่ละวันมันมากเกินไปสำหรับคนสองคนวันนี้จึงอยากมาตรวจสอบให้ชัด
และเหมือนโชคจะเข้าข้างเมื่อพบเข้ากับงูตัวใหญ่ที่ไม่ได้ระวังตัว
หลี่รุ่ยเต๋อนั่งอยู่ฝั่งเจ้าบ้านโดยมีแขกที่ใส่หน้ากากนั่งอีกฝั่ง ดูเหมือนกำลังเดินหมากโดยมีลูกเลี้ยงใส่หน้ากากยืนคุมอยู่ที่ประตู
ก่อนที่จะมีแขกอีกคนมาเยือนคือคหบดีเขยตระกูลเสิ้น และหลานชายฮูหยินผู้เฒ่าหลิวเดินเข้ามา
“ช้าเสียจริงคหบดีโจว” หลี่รุ่ยเต๋อพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง ชายสูงวัยกำลังลูบเคราเดินหมากกับผู้ใส่หน้ากากจูเชว่ตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด
โดยการสนทนาทั้งหมดเป็นภาษาของแคว้นลี่ที่ชาวบ้านทั่วๆไปคงไม่สามารถรู้เรื่องได้ทั้งหมดแน่ๆแต่ไม่ใช่จ้าวหานที่ทำศึกที่ซีหยางมานานและรู้ภาษาทางนั้นเพื่อการสอดแนม
“กว่าข้าจะหลบคนของทางการมาได้ท่านคิดว่ามันง่ายมากหรือไง!”โจวเฉิงเข่อ หลานชายของฮูหยินผู้เฒ่าหลิวพูดด้วยท่าทางไม่พอใจแต่ก็ไม่อาจทำอะไรมาก
“การขนส่งเป็นอย่างไรบ้าง”
“เป็นไปได้ด้วยดีแต่ท่านปล่อยให้ตาเฒ่าแซ่ฮ่าวอยู่ในมือชินอ๋องแบบนั้นจะดีหรือ?” โจวเฉิงเข่อถาม
“ย่อมไม่ดีอยู่แล้ว”ชายหนุ่มที่ใช้ชื่อจูเชว่ตอบพลางยกมือเดินหมากบนกระดานตรงหน้า
“แต่ก็ยังสงบสุขเดินหมากได้โดยไม่ทำอะไรแบบนี้น่ะหรือสบายเสียจริงนะพวกท่าน”
“ใครว่าข้าไม่ทำอะไรข้าลงมือไปแล้วต่างหาก” รอยยิ้มที่ผ่านมาจากหน้ากากสีขาวช่างน่าขนลุกแววตาดูเย็นชาอย่างไม่เคยเจอที่ไหน
“แล้วหลังจากนี้ควรจะทำเช่นไรต่อล่ะ เมืองหลวนก็ใช้ไม่ได้แล้ว”
“ก็มิใช่ว่าจะใช้ไม่ได้ตลอดไปเสียหน่อยอีกอย่างแม้จะไม่มีเมืองหลวน ก็มีเมืองชายแดนอีกมากมายหลายที่ที่สามารถนำข้าวของและคนข้ามมาได้”
“บางทีอาจจะได้เวลารุกฆาตพวกมันแล้วก็ได้นะ”หลี่รุ่ยเต๋อพูดจบก็วางหมากลงบนกระดานด้วยรอยยิ้ม และภาพของหมากบนกระดานที่ตนได้เปรียบปรากฏ
“ยามนี้กองทัพของชินอ๋องส่วนหนึ่งกำลังเคลื่อนพลกลับเมืองหลวงตามคำสั่งเราไม่จำเป็นต้องใช้เมืองหลวนหรือซีหยางเป็นทางผ่านยามนี้ก็สามารถพาทั้งคนทั้งของเข้ามาภายในแคว้นได้เช่นกันก็แค่ต้องใช้เหยื่อล่อเพื่อดึงดูดความสนใจเสียหน่อย” จูเชว่พูดอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“อย่างไรรึ”
“การปล้นเสบียงทางใต้เส้นทางไปยังชายแดนปันนาคงจะถูกฝ่าบาทสงสัยแล้วก่อนที่มันจะพังเหมือนเมืองหลวน เราก็ใช้มันเป็นการดึงความสนใจครั้งสุดท้ายเพื่อให้ความสนใจของราชสำนักเปลี่ยนจากตะวันออกเป็นใต้” จูเชว่อธิบาย
“หึนอกจากจะตัดกำลังทหารทางใต้ได้แล้ว ยังดึงความสนใจไปทางนั้นได้อีก ฉลาดจริงๆ”หลี่รุ่ยเต๋อหัวเราะอย่างพอใจ
“ไหนๆก็ทำเป็นครั้งสุดท้าย จะยิ่งใหญ่สักหน่อยก็ไม่เป็นไรหากครั้งนี้สามารถดึงความสนใจได้มากพอและบุกทางตะวันออกได้เจ้าจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์สมใจ” หลี่รุ่ยเต๋อหัวเราะชอบใจแต่นั่นทำให้คนที่แอบฟังอยู่ขนลุกไปทั้งตัว
ไม่คิดเลยว่าแผนการกบฏของจูเชว่กำลังจะถึงขั้นยึดอำนาจทั้งที่พวกเขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจูเชว่เป็นใครมาจากไหน
จ้าวหานได้ยินเช่นนั้นก็รีบเร้นกายพาตัวเองออกไปก่อนที่จะถูกจับได้
ครั้งนี้อาจจะแย่แล้วจริงๆหากเมืองหลวนไม่ได้จำเป็นต่อแผนขนาดนั้นและยังกล่าวว่ามีอีกหลากหลายเส้นทางที่จะพาทหารเข้ามาได้เช่นนั้นพวกนี้มันทำงานนี้กันมากี่ปีแล้ว
หากพวกมันศึกษาเส้นทางชายแดนตะวันออกและจะบุกมาทางนั้นเมืองเว่ยที่เป็นทางผ่านทุกเมืองก่อนถึงเมืองหลวงเล่า
แค่คิดจ้าวหานก็ร้อนเป็นไฟแล้ว
ต้องหยุดเรื่องนี้ให้ได้!
... ... ...
เช้าวันรุ่งขึ้นชินอ๋องยืนมองคุกที่อยู่ในจวนเจ้าเมือง ที่เป็นคุกที่ดีที่สุดในเมืองนี้นอกจากคนของทางการก็ไม่มีใครที่สามารถรู้ว่ามีที่นี่อยู่แต่ยามนี้กลับมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
“ท่านอ๋องเรียกมามี...นะ นี่มัน!” ลั่วอี้เซิ่ง จงหรูอี้และจ้าวหานที่เดินมาพร้อมกันก็ได้เห็นภาพตรงหน้าที่น่าสยดสยอง
ร่างของเจ้าเมืองหลวนแซ่ฮ่าวถูกตัดแบ่งกระจัดกระจายอยู่คนละฟากฝั่งของคุกโดยมีหัวที่แสดงสีหน้าความหวาดกลัววางอยู่ตรงกลาง ทั้งห้องขังเต็มไปด้วยเลือดช่างไม่น่าดูชมทีเดียว
จ้าวหานนึกถึงคำที่จูเชว่พูดเมื่อคืนว่ามันได้จัดการทำบางอย่างกับเจ้าเมืองหลวนแล้วคือการฆ่าปิดปากนี่เอง ทั้งยังเป็นการฆ่าใต้จมูกของพวกเขาราวกับประกาศสงครามก็ไม่ผิด
“มีรายงายว่าคนใหญ่คนโตของแคว้นลี่ปรากฏตัวที่ท่าเรือหรือ”ชินอ๋องถามพวกเขาโดยที่ไม่ละสายตาจากสภาพอันน่าอดสูตรงหน้าความเลือดเย็นส่งผลให้คนคนนี้สงบนิ่งยิ่ง จนจ้าวหานนึกสงสัยไม่น้อยว่าทำไมคนคนนี้ถึงไม่ได้ตกใจหรือแสดงท่าทีอะไร
“เป็นหลี่รุ่ยเต๋อแต่ตอนนี้คิดว่าน่าจะออกจากพื้นที่ไปแล้ว” จงหรูอี้เป็นคนตอบส่วนจ้าวหานนั้นตัดสินใจปิดปากเงียบเพราะนึกถึงคำพูดของเฉินจือหานวันที่ขึ้นเป็นแม่ทัพมาได้
‘จับตาดูผู้ชายแซ่อู่ไว้’คำพูดนั้นของเฉินจือหานในยามนั้นตนเองก็ไม่แน่ใจว่าคืออะไร แต่พอเรื่องเริ่มชัดคำพูดนั้นก็ยังเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
เรื่องจูเชว่ก็เรื่องหนึ่งชินอ๋องก็ยังเป็นผู้ต้องสงสัย จะบอกเรื่องที่รู้มาเมื่อคืนไม่ได้เด็ดขาดไม่ใช่แค่นั้น บุรุษแซ่อู่ทุกคนก็จะรู้ไม่ได้เด็ดขาด ต้องทำทุกอย่างอย่างระวังและรัดกุม
นอกจากเรื่องจูเชว่แล้วคำว่า จับตาดูผู้ชายแซ่อู่ ยังเป็นการบอกด้วยว่า คนพวกนี้ไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้นจ้าวหานพึ่งจะตระหนักรู้ในตอนนี้
ไม่มีอ๋องใดอยู่ในเมืองหลวนนอกจากชินอ๋องเรื่องที่ชินอ๋องเองอาจจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็ยังเป็นไปได้หรืออาจจะเป็นจวิ้นอ๋องที่กำลังอยู่ในการเดินทางกลับเมืองหลวงอาจจะอยู่แถวนี้ก็ได้ รุ่ยอ๋องที่อาจจะลักลอบออกมาหรือแม้แต่องค์รัชทายาทที่จับตัวยากผู้นั้น
ทุกคนล้วนไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้น! จนกว่าจะจับจูเชว่ได้ ก็จะไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น
“เช่นนั้นจ้าวหานก็ส่งคนไปบอกแม่ทัพตะวันออกเสียหน่อยว่าให้เคลื่อนทัพไปประจำพร้อมรบแถวๆ ซีหยางตราบใดที่ยังไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร ก็จะหย่อนยานไม่ได้เด็ดขาด”
จ้าวหานรับคำแล้วมองที่ซากศพของคนแซ่ฮ่าวผู้นั้นเพื่อเตือนใจ ห้ามทำพลาดเด็ดขาด ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม จนกว่าเรื่องนี้จะจบ
คนที่ไว้ใจได้มีเพียงตัวเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น!
… … …
เมืองหลวงยามเช้าตรู่ขบวนทัพของชินอ๋องก็มาถึงที่หน้าประตูขบวนทัพกว่าครึ่งของชินอ๋องกลับมายังเมืองหลวงตามคำสั่งของโอรสสวรรค์ นำโดยชินอ๋องพระอนุชาของโอรสสวรรค์ที่อยู่บนหลังม้าอย่างองอาจในยามนี้
ชายหนุ่มร่างสูงไหล่กว้างรูปร่างกำยำแต่ยังคงดูดีใบหน้าหล่อคมคายเป็นสีคล้ำแดดเล็กน้อย ไร้หนวดเคราแต่ก็ยังดูดุดันรับกับคิ้วได้รูป ยามนี้อยู่ในชุดเกราะสีดำบนอาชาสีนิลตัวใหญ่
ทั้งหน้าตาฐานะ และชาติตระกูล ล้วนเป็นที่หมายปอง นับตั้งแต่ที่หวางเฟยเสียไปบรรดาคุณหนูในเมืองหลวงก็ล้วนหมายปองอยากจะเป็นหวางเฟยคนใหม่ของชินอ๋อง
ทว่าชินอ๋องก็ยังไม่มีทีท่าจะสนใจสตรีคนใดองค์ชายน้อยของชินอ๋องก็ไม่เคยออกงานสังคมเลยสักครั้งถูกหลบเอาไว้ที่ตำหนักไทเฮาอยู่เสมอ
ข่าวการมาถึงของกองทัพชินอ๋องและเหล่าผู้สำเร็จราชการแทนที่ไปยังเมืองหลวนไปถึงยังบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็วทั้งฝั่งที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์อย่างครบถ้วน
ทันทีที่ชินอ๋องมาถึงฝ่าบาทก็เชิญน้องชายเข้าพบยังตำหนักของไทเฮาทันทีสาเหตุนั้นไม่ใช่อะไรเพราะองค์ชายน้อยของชินอ๋องและหวางเฟยคนก่อนอยู่ที่ตำหนักไทเฮานั่นเอง
... ... ...
“อันที่จริงท่านไม่จำเป็นต้องเอาพวกข้ามาด้วยก็ได้นี่เจ้าคะ”เสียงหวานของจ้าวซินเยว่ถามจากด้านหลัง โดยเบื้องหน้าที่ถูกถามไม่ใช่ใครคือแม่ทัพเฉินจือหาน
นอกจากจ้าวซินเยว่แล้วยังมีจ้าวอี้หยางที่ถูกลากมาด้วยแม้จ้าวอี้หยางจะรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ออกมาข้างนอกแต่ไม่ใช่กับนางเสียหน่อย นางมิใช่พวกสตรีที่ชอบออกไปไหนมาไหนข้างนอกเป็นไปได้ก็อยากจะทำอะไรต่อมิอะไรในเรือนของตัวเองเหมือนทุกๆ วัน
หากแต่เฉินจือหานกลับเข้ามาโดยพลการทั้งยังบอกว่าชินอ๋องกับพวกพี่ใหญ่กลับมาแล้วกำลังจะไปตำหนักของไทเฮาตามคำสั่งของฮ่องเต้นางเองก็รู้เรื่องนั้นแล้วแต่มันไม่ได้เกี่ยวกับนางจึงไม่ได้สนใจทว่าบุรุษผู้นี้ก็ดันลากนางมายังตำหนักด้วย ก่อนออกมาจากจวนพบกับจ้าวอี้หยางทั้งสองคนที่ไม่รู้ไปสนิทกันตอนไหนก็ตกลงมาที่ตำหนักไทเฮากันหมด
“ต้องมาสินานๆ ทีเจ้าญาติผู้น้องหน้าตายผู้นั้นจะออกมาพบปะผู้คนพวกเจ้าควรจะรู้จักเอาไว้นะ” เฉินจือหานพูดด้วยรอยยิ้ม แต่ใบหน้าสวยของคนฟังขมวดคิ้วอย่างสงสัยกับคำว่าเจ้าญาติผู้น้องหน้าตายผู้นั้น หมายถึงใครกันนะ
ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวเมื่อเข้ามาถึงตำหนักของไทเฮาก็ได้พบกับทุกคน ไทเฮานั่งเป็นประธาน โดยมีฮ่องเต้ชินอ๋อง ส่วนข้างๆ ไทเฮาเป็นเด็กชายผิวขาวอายุประมาณห้าปีมีแก้มสีฟาดใบหน้าดูน่าชังเกาะชายเสื้อไทเฮามองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตาที่มีคนมากมายขนาดนี้
จ้าวซินเยว่และจ้าวอี้หยางทำความเคารพทุกโดยมีเฉินจือหานเป็นผู้นำแล้วจึงไปนั่งประจำที่ของตนเอง
“นั่นลูกชายของชินอ๋องหรือเจ้าคะ”จ้าวซินเยว่กระซิบถามเฉินจือหานอย่างใกล้ชิดตามความเคยชินโดยไม่รู้ตัวเลยว่านั่นอยู่ในสายตาของชินอ๋องทั้งหมด
“ใช่แล้วละเจ้าเด็กนั่นแหละ ญาติผู้น้องหน้าตายที่ข้าว่า เป็นลูกชายของชินอ๋องเป็นชินอ๋องซื่อจื่อ” เฉินจือหานไม่ได้ปิดบัง เพียงแต่จ้าวซินเยว่ก็ยังสงสัยก่อนหน้านี้นางก็เข้าออกตำหนักของไทเฮาเป็นว่าเล่น เหตุใดจึงไม่เคยเจอ
“เจ้าเด็กนั่นไม่ค่อยเข้ากับคนเหมือนพ่อนั่นแหละพวกเจ้าไม่เคยพบก็ไม่แปลก” ราวกับเฉินจือหานอ่านใจนางออกหญิงสาวทั้งสองคนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“อู่ซินถงคารวะท่านพ่อของเจ้าเสียสิ นานๆ ทีจะได้กลับมาเจอกันสักที” ไทเฮากล่าวด้วยรอยยิ้มส่วนเด็กชายนั้นมองชินอ๋องด้วยสายตาเป็นประกายและไม่ละสายตาไปไหน ก่อนจะค่อยๆเดินไปตรงหน้าและทำความเคารพ
“อู่ซินถงคารวะท่านพ่อ”เสียงเล็กๆ ของเด็กชายพูดออกมาอย่างน่ารักทำให้ทุกคนยกยิ้ม แต่ที่ดูยินดีที่สุดคงไม่พ้นชินอ๋อง
“ลุกขึ้นเถอะมาให้ข้าดูหน่อย เจ้าโตขึ้นแค่ไหนแล้ว”เมื่อเด็กชายลุกขึ้นก็รีบวิ่งไปหาชินอ๋องทั้งสองคนกอดกันอย่างคิดถึงเป็นภาพที่น่าตื้นตันพ่อลูกที่ไม่ได้เจอกันนาน
“ดื้อกับท่านย่าหรือไม่”ชินอ๋องถามลูกชายของตัวเองด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยาก
“ข้าเป็นเด็กดีเสมอ”
ท่าทางการพูดคุยอย่างสนิทสนมแม้จะไม่ได้ดูห่างเหินเหมือนพ่อลูกที่ไม่ค่อยได้เจอกัน
ทุกคนต่างเผยรอยยิ้มกับสองพ่อลูกที่พึ่งได้มาพบกันอีกครั้งก่อนที่ไทเฮาจะแนะนำเด็กน้อยให้รู้จักกับคนอื่นๆโดยเฉพาะสองสาวของตระกูลจ้าวและเด็กชายก็ดูให้ความสนใจกับพี่สาวคนใหม่มากทีเดียว
“ลูกชายของเจ้านั้นสนใจเรื่องดนตรีและศิลปะมากฝีไม้ลายมือก็ไม่ธรรมดาแม้จะอายุแค่นี้เหมือนเจ้าตอนเด็กๆ ไม่มีผิดเรียกได้ว่ามีพรสวรรค์ หากมารดาของเขารู้คงภูมิใจ” ไทเฮาพูดด้วยสายตาภูมิใจแต่เมื่อพูดถึงหวางเฟยใบหน้าของชินอ๋องก็ซึมลงเล็กน้อย
แม้จะไม่ได้รักกันหวานซึ้งแต่ก็อยู่ด้วยกันมานานมีลูกด้วยกัน เป็นคู่คิดและคู่ชีวิตที่ดียิ่งนางเสียสละหลายอย่างเพื่อตนยิ่งทำให้รู้สึกเศร้าที่นางไม่ได้อยู่เห็นลูกชายที่เติบโตขึ้นมา
“เช่นนั้นหรือ”ชินอ๋องถามลูกชาย
“ท่านพ่อข้าได้ข่าวว่าคุณหนูจ้าวทั้งสองมีความสามารถดนตรีชั้นสูงและเก่งด้านศิลปะแม้จะอายุยังน้อยไม่ทราบว่า ข้าจะเรียนดนตรีและศิลปะกับพวกนางได้หรือไม่”เด็กน้อยถามด้วยสายตาใสซื่อ พลางมองมาทางจ้าวซินเยว่และจ้าวอี้หยางที่ยังคงแสดงสีหน้าประหลาดใจ
“ต้องถามคุณหนูทั้งสองเองแล้วล่ะว่ายอมรับเจ้าเป็นศิษย์หรือไม่” ชินอ๋องไม่ได้ขัดข้อง หากลูกชายของตนต้องการและคุณหนูทั้งสองไม่ได้รังเกียจก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี
“ว่าไงคุณหนูจ้าว”ฮ่องเต้เป็นฝ่ายถาม
“หากไม่รังเกียจคนมีฝีมือน้อยนิดเช่นข้าข้าก็พร้อมจะถ่ายทอดทุกอย่างที่รู้ให้แก่อ๋องน้อยเจ้าค่ะ” จ้าวอี้หยางนั้นเป็นคนรักเด็กใจดีจึงไม่รังเกียจอยู่แล้ว
“ข้าก็เช่นกันเจ้าค่ะ”จ้าวซินเยว่เสริม ยิ่งนางที่เคยเป็นถึงครูบาอาจารย์ยิ่งไม่คิดจะปฏิเสธใครที่ดิ้นรนหาความรู้นางยิ่งชอบ ยิ่งเด็กน้อยผู้นี้ดูดีใจจากใจจริงนางจะฝึกฝนให้กลายเป็นปรมาจารย์เลยทีเดียว
“เช่นนั้นข้าคงต้องให้คนไปเชิญคุณหนูทั้งสองมาที่จวนบ่อยๆแล้ว” ชินอ๋องกล่าว
ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีแต่ก็มีบุคคลหนึ่งที่แสดงสีหน้าไม่ดีเลยก็คือ เฉินจือหานที่เห็นชินอ๋องส่งสายตาเช่นนั้นให้จ้าวซินเยว่อย่างไม่ปิดปังและนางเองก็ไม่ได้หลบเลี่ยงยิ่งทำให้ไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดจนนางรู้สึกได้
แต่ก็นั่นแหละนางกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่มีอะไรชัดเจนนางจะไปไหนกับใครก็ได้ทั้งนั้น
“ไว้ข้าจะไปส่งคุณหนูทั้งสองด้วยตัวเองท่านแค่บอกวันและเวลามาก็พออย่างไรข้าก็เข้าออกจวนสกุลจ้าวบ่อยๆ อยู่แล้ว”เฉินจือหานขัดพลางมองชินอ๋องด้วยสายตาเรียบเย็นเหมือนสุนัขหวงถิ่นแต่ชินอ๋องกลับยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยพร้อมสายตาท้าทาย
“ไม่รบกวนเจ้าหรอกหลานรัก”
ชินอ๋องพอจะรู้ว่าระหว่างที่ตนไปทำศึกที่ซีหยางเฉินจือหานก็คงจะเข้าหาจ้าวซินเยว่จนสนิทสนมกัน แต่เขาไม่ยอมหรอกตราบใดที่นางยังมิได้ปฏิเสธหรือแต่งงาน เขาก็ยังมีสิทธิ์ทั้งนั้น
หลานรักเจอกันสักตั้งแล้วกัน!
#####