บทที่ 27 น้องน้อยแสนฉลาด (100%)
บรรยากาศในป่าชั้นกลางแตกต่างจากป่าชั้นแรกราวกับอยู่กันคนละโลก ป่าชั้นกลางไม่มีหมอกกลิ่นหอม แต่มีไอเย็นชื้นกระจายไปทั่วป่า ต้นไม้ใหญ่ใบหนาทึบแผ่กิ่งก้านปกคลุมท้องฟ้าบดบังแสงอาทิตย์ แม้จะเป็นช่วงเวลาบ่ายแต่แสงสว่างในป่ากลับเหมือนยามใกล้ค่ำ“สมุนไพรในป่าชั้นกลางนอกจากซ่อนตัวเก่งแล้ว มันยังโจมตีตอบโต้กลับได้อีกด้วย” ถานฟงบอกซู่มินเด็กน้อยลงจากอ้อมแขนของอี้หานแล้วยืนมองสำรวจพื้นป่าด้านหน้าอย่างตั้งใจ ไอเย็นชื้นเป็นอุปสรรคต่อการรับรู้กลิ่น แสงสว่างที่มีน้อยเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็น การล่าสมุนไพรในหุบเขาแห่งนี้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ“พวกมันตอบโต้รุนแรงไหมเจ้าคะ” ซู่มินถามถานฟง“สมุนไพรที่ข้ากับพี่ศิษย์ใหญ่เคยล่าได้ในป่าชั้นนี้มีสองชนิด คือต้นวิญญาณลมและต้นหนามหิน ต้นวิญญาณลมตอบโต้ด้วยคลื่นจิตทำให้มึนงง ต้นหนามหินมีหนามเล็กซ่อนอยู่บนยอดอ่อน ถ้าโดนหนามมันแทงตัวจะชาไปหนึ่งก้านธูป เวลาจับต้องจับที่ลำต้นช่วงล่างแล้วรีบตัดยอดมันทิ้ง สมุนไพรทั้งสองชนิดเป็นส่วนผสมยาของขั้นสูง” ถานฟงตอบซู่มิน“ยาขั้นสูงเป็นยาหายากราคาแพง สมุนไพรในป่าชั้นนี้มีค่ามากกว่าสมุนไพรในป่าชั้นแรกมาก ศิษย์พี่มีพลังจิตน่าจะต้านพลังจิตของต้นวิญญาณลมได้ งั้นให้พี่หลันเป็นผู้อุ้มข้า แล้วศิษย์พี่ทั้งสองเป็นผู้ลงมือจับ”“ตกลง”สามหนุ่มตอบพร้อมกัน ซู่หลันก้มลงอุ้มน้องสาวอย่างรวดเร็ว ความจริงเขาอยากเป็นผู้อุ้มน้องน้อยตั้งแต่แรกแล้ว แต่ติดที่อี้หานตัวสูงใหญ่และก้าวขาได้ยาวกว่า เขาจึงเสียสละให้ผู้อื่นอุ้มน้องสาวแทน เพื่อความรวดเร็วในการเดินป่าซู่มินน้อยในอ้อมแขนพี่ชายเพ่งกระแสจิตไปที่ประสาทสัมผัสการได้ยิน ฝึกแยกแยะเสียงต่าง ๆ อยู่ครู่หนึ่งก็จดจำเสียงลม เสียงใบไม้ปลิว และเสียงหญ้าไหวได้“ฟุบ!” เสียงแปลกประหลาดดังขึ้นเบา ๆ จากดงหญ้ารกชัฏด้านหน้า“ตรงนั้น” เสียงเล็กใสร้องบอก พลางชี้นิ้วไปที่ดงหญ้า อี้หานกับถานฟงพุ่งตัวไปพร้อมกันทันทีวิ๊ง...วิ๊ง...วิ๊งคลื่นจิตบางเบาแผ่ออกมาจากดงหญ้า สองหนุ่มผู้มีประสบการณ์รีบปล่อยคลื่นจิตของตนออกมาต้าน อี้หานเตะปลายเท้ากวาดใส่ดงหญ้า“พรึบ” สมุนไพรต้นเรียวเล็กสีขาวขุ่นขนาดสามชุ่น (สามนิ้ว) ดีดตัวออกมา มือใหญ่ของถานฟงที่ตั้งท่ารออยู่แล้ว คว้าจับมันได้ทันที“วิ๊ด!!” ต้นวิญญาณลมเปล่งเสียงหวีดร้องแสบหูอยู่ครู่หนึ่งก็สงบลง“ศิษย์น้องเล็ก เจ้าเก่งมาก” อี้หานที่ไม่ค่อยพูดเอ่ยชมซู่มิน“พวกเราเก่งกันทุกคนเจ้าค่ะ” ซู่มินน้อยเอ่ยชมทุกคนอย่างจริงใจอี้หานลูบหัวศิษย์น้องเล็กในอ้อมแขนของพี่ชายอย่างเอ็นดู ในใจพลันรู้สึกคันยุบยิบอยากจะแย่งตุ๊กตาน้อยกลับมาอุ้มไว้เหมือนเดิมผ่านไปสองชั่วยาม กลุ่มซู่มินล่าต้นวิญญาณลมและต้นหนามหินได้มากกว่ายี่สิบต้น ระหว่างทางพบกลุ่มศิษย์สำนักอื่นบ้างประปราย แต่ไม่พบสัตว์อสูรเลยสักตัวเดียวซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างมาก “โฮกกกก!!!” หมีขนเหล็ก สัตว์อสูรขั้นสี่คำรามอย่างเกรี้ยวกราด ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองกลุ่มมนุษย์ตรงหน้าอย่างกระหายเลือด สองขาใหญ่ค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหากลุ่มเฟิ่งหรูที่กำลังต่อสู้กับวานรแขนยักษ์“แฮก แฮก แฮก นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น!!” เฟิ่งหรูแผดเสียงโวยวายอย่างเหนื่อยหอบ สองมือดึงเชือกเวทตรึงร่างวานรแขนยักษ์ไว้คนละข้างกับซ่านมัวเพื่อให้คนในกลุ่มที่เหลือสังหารมันได้โดยง่ายเริ่มสั่นเทาเพราะใกล้หมดแรงเมื่อเห็นหมีขนเหล็กย่างกายเข้ามาร่วมวงด้วยอีกตัว เฟิ่งหรูก็สติแตกซ่าน ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในป่าชั้นกลาง พวกนางโดนสัตว์อสูรเข้าโจมตีอย่างต่อเนื่องจนแทบไม่มีเวลาพักหายใจ สภาพทุกคนในตอนนี้น่าเวทนาเป็นที่สุด เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดวิ่นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดคราบสกปรกของฝุ่นดิน เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล“กรรร!!!” เสียงคำรามอย่างดุดันดังขึ้นที่ด้านหลัง ร่างหมาป่าทมิฬตัวโตสองตัวปรากฏขึ้น“กรี๊ดดดดด...ไอ้เดรัจฉานสารเลว พวกข้าไปล่วงเกินบรรพบุรุษของพวกแกหรือไง!!”เฟิ่งหรูกรีดร้องราวกับคนเสียสติ หากเสวี่ยหยางได้ยินคำพูดของนางเขาคงจะตอบว่า “ใช่” ในถ้ำหินขนาดไม่ใหญ่มาก เปลวไฟถูกก่อขึ้นภายใน กลุ่มซู่มินกำลังกินเนื้อนกอินทรีขนแดงย่าง เพราะซู่หลันบอกว่าเนื้อสัตว์อสูรช่วยเพิ่มพลังยุทธ์ได้ หลังกินอิ่มแล้ว สองศิษย์พี่เอาสมุนไพรที่ล่าได้ทั้งหมดในวันนี้ออกมาจากถุงวิเวท“ศิษย์พี่เคยล่าสมุนไพรเหล่านี้ได้วันละกี่ต้นเจ้าคะ” ซู่มินเอ่ยถาม“สมุนไพรในป่าชั้นสองหายาก ข้ากับศิษย์พี่ใหญ่เคยล่าได้วันละไม่เกินห้าต้น” ถานฟงตอบซู่มิน“เช่นนั้น ศิษย์พี่กับพี่หลันก็เก็บสมุนไพรไว้ในถุงวิเวทแค่คนละต้นต่อวัน ที่เหลือข้าจะเก็บไว้ในถุงวิเวทของข้า”ซู่มินหยิบสมุนไพรขั้นสูงส่งให้สามหนุ่มคนละต้น ที่เหลืออีกสามสิบสองต้นเก็บใส่ถุงวิเวทของตนเองไว้ทั้งหมด เมื่อเห็นว่าไม่มีใครถามหรือเอ่ยคัดค้านอะไร เด็กน้อยก็ส่งวิเวทของตนให้สามหนุ่มดู“สมุนไพรที่ใส่เข้าไปหายไปไหนหมด ทำไมเหลืออยู่เพียงไม่กี่ต้น” ซู่หลันเอ่ยถามน้องสาว“มีของดีก็ต้องรู้จักซ่อนไว้ พวกเราเป็นแค่คนธรรมดา ถ้าพวกคนชั้นสูงคิดจะขอแบ่งของจากพวกเรา จะได้ไม่ต้องแบ่งเยอะ” เด็กน้อยตอบคำถามเสียงใส“ฉลาดและรอบคอบไม่เคยเปลี่ยน”ซู่หลันเอ่ยชมน้องสาว พลางเอานิ้วจิ้มแก้มเล็กนุ่ม ทั้งสามหนุ่มต่างคิดว่าถุงวิเวทของซู่มินคงจะได้มาจากอาจารย์เหว่ยจงจึงไม่ติดใจสงสัยอะไรอี้หานร่ายเวทป้องกันภัยไว้ที่ปากถ้ำ แล้วบอกน้อง ๆ รีบนอนพักผ่อน สามหนุ่มนอนหลับสนิทอย่างรวดเร็วด้วยเวทนิทราของเสวี่ยหยางมังกรขาวตัวโตที่งดงามปรากฏร่างขึ้นในถ้ำ เด็กน้อยที่ยังไม่หลับนั่งจ้องมองมังกรขาวตาแป๋ว“พรุ่งนี้เก็บสมุนไพรในป่าชั้นกลางต่ออีกวันก็พอ วันที่เหลือให้เข้าไปที่ป่าชั้นใน ตอนนี้เจ้าจงนั่งสมาธิสงบจิตอาจารย์จะถ่ายทอดสัมผัสแห่งมังกรให้เจ้า” เสวี่ยหยางสั่งศิษย์น้อยซู่มินนั่งสมาธิรวบรวมจิตตามคำสั่งอาจารย์มังกร กรงเล็บสีทองวางลงบนหัวของเด็กน้อยอย่างแผ่วเบา แสงสีทองอ่อนห่อหุ้มร่างเล็กอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ ซึมหายเข้าไปในกายสัมผัสรับรู้แห่งจิตวิญญาณของซู่มินถูกเปิดออก กระแสจิตแผ่ออกจากร่างเล็กเป็นระลอกคลื่น ญาณรับรู้ทรงพลังสามารถสัมผัสทุกสิ่งรอบตัวได้ไกลกว่าห้าลี้เสวี่ยหยางมองศิษย์น้อยที่เพลิดเพลินกับการใช้พลังใหม่สำรวจป่าอย่างเอ็นดู ก่อนหันไปสนใจร่างที่หลับสนิทของซู่หลัน กรงเล็บมังกรสัมผัสลงที่อกของเด็กหนุ่ม“เจ้าแก่บ้าสั่งสอนลูกศิษย์ได้ไม่เลว ร่างกายเจ้าหนุ่มน้อยแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่เส้นชีพจรวิญญาณยังเปิดไม่หมด”วิญญาณมังกรขาวหายเข้าไปร่างในของซู่หลัน ร่างเด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่งสมาธิ วงเวทอักขระสีทองเหนือหัวหมุนวนช้า ๆ ดูดพลังปราณฟ้าดินในอากาศ แล้วเทลงบนร่างของซู่หลันยามราตรีในถ้ำอันอบอุ่นของพวกซู่มินช่างแสนสงบ ผิดกับราตรีที่ริมชายป่าชั้นกลาง ที่มีแต่เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงสัตว์อสูรคำรามอย่างบ้าคลั่ง