The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 61 9 ราชาโจรสลัดและเรือผีต้องสาปทั้ง 7

            "นายท่านพวกข้านั้นรู้ไม่ละเอียดนัก แต่ก็พอจะมีข้อมูลอยู่บ้างเพียงเล็กน้อย ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันนี้ จึงมีเนื้อหาค่อนข้างยาว ไว้ข้าจะจดบันทึกแล้วนำไปมอบให้ท่านดีหรือไม่?"



            "ให้คนผูกเปลตรงนั้นให้ข้าที… ข้าจะนอนฟังเรื่องยาวก็ไม่เป็นไร ยิ่งมีสมมุติฐานมากเข้าไว้ ย่อมมีประโยชน์มากในภายหน้า ผู้ใดกันจะรู้ว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดเท็จ เจ้าก็ผี ข้าก็คนธรรมดา หากเขาผู้นั้นรู้ทุกอย่าง เช่นนั้นก็เป็นเขาที่สืบทอดมรดกมา ขอชาให้ข้าด้วย…"



            ลูกเรือผู้หนึ่งรีบโชว์ฝีมือการถักเปล มันอวดชายหนุ่มแล้วนำไปผูกไว้ที่กราบขวา และราวกั้นบนดาดฟ้าเรือ เปลที่ถักด้วยเชือกนิ่มถูกไกวเบาๆ พร้อมกับร่างที่นอนหันเท้าไปทิศหัวเรือ สายตาที่มองไปข้างหน้ากำลังปรับตัว รับสัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต เฮนดริกก็ไม่ได้คัดค้านลุกขึ้นยืน ลูกเรือทั้งหมดก็ลุกตาม และแยกย้ายไปทำธุระของแต่ละตน ชาชั้นดีถูกนำไปผสมน้ำร้อนแล้วนำมามอบให้ที่โต๊ะไม้ด้านข้าง กัปตันเรือเดินไปหยุดที่หลังพังงาเรือ และหมุนพังงาเบามือไปหนึ่งที มิเนอร์วามองเห็นหัวเรือค่อยๆ เปลี่ยนทิศ ปลายแหลมของไม้ที่ถูกสลักทำให้เป็นปากยาว มีใบหน้าของปลากระโทงดาบที่ดุร้ายน่ากลัวราวภูตผี มันเชื่อมต่อกันเป็นส่วนหัวเรือในขณะนี้ ปากของปลากระโทงผีกำลังหมุนชี้ออกไปอีกทิศทางหนึ่งอย่างช้าๆ



            "ว่ากันว่าเมื่อนานมาแล้ว อารยธรรมแห่งพุทธะในสมัยก่อนนั้นเรืองรองรุ่งโรจน์ แต่เนื่องจากมีหลักปฏิบัติที่มากมาย อีกทั้งยังใช้การปลีกวิเวกเป็นการทำสมาธิใคร่ครวญ เพื่อให้หลุดพ้นดับความอยากทั้งหลายออกไป ดังนั้นจึงได้แยกตัวออกจากโลกคนเป็น แล้วมุ่งหน้ามาปลีกวิเวกที่โลกวิญญาณอีกแห่งหนึ่ง ท่านเป็นผู้แข็งแกร่งจากโลกวิญญาณก็อาจจะรู้อยู่แล้ว แต่ยังมีอีกความลับหนึ่งที่ไม่เคยถ่ายทอดออกไปสู่โลกคนเป็น แม้แต่ทวยเทพผู้แข็งแกร่งบางตนก็ไม่รู้ความจริงนี้ มีเพียงผู้ที่ตายแล้วเท่านั้นที่อาจจะได้ไปที่นั่น"



            มิเนอร์วาพยักหน้าขบคิด ไม่ได้ขัดการเล่าของอีกฝ่าย จุดมวนพันลำที่เหลือเพียงน้อยนิดขึ้นมาสูบ บรรยากาศเย็นกำลังพอดี วิวทิวทัศน์รอบด้านหรือก็งามตา มีชาร้อนที่ชงมาจากใบวีดคัดเฉพาะพิเศษชุ่มคอ เมฆาสวรรค์จึงจุติลงสู่โลกใต้ทะเล พ่นเป็นควันระเหยลอยออกไป



            "โลกคนเป็นนั้นก็ส่วนหนึ่ง โลกคนตายนั้นก็ส่วนหนึ่ง ทั้งสองโลกต่างก็คือโลกใบเดียวกัน หากมีผู้ตกตายที่โลกนี้ นั่นแปลว่าจะมีวิญญาณปรากฏขึ้นที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ในโลกเบื้องล่างที่เป็นโลกของคนตาย หรือที่มนุษย์เราเรียกกันว่าโลกปีศาจบ้าง นรกบ้าง หากบอกว่าโลกเบื้องล่างทางทิศเหนือถูกปกครองโดยเทพแห่งมรณา มีแม่น้ำแห่งความโศกเศร้าอาเครอนไปพรมแดนเชื่อมต่อกับโลกมนุษย์ เช่นนั้นพื้นที่ที่เหลืออีก 3 ทิศ ย่อมเป็นของเผ่าปีศาจซึ่งนำโดยเหล่า 7 บาปที่ปกครองอยู่ ดังนั้นพรมแดนเชื่อมต่อระหว่างโลกกึ่งกลางจึงมีอยู่ 2 แห่ง…"



            "แต่โลกวิญญาณนั้นต่างไป โลกวิญญาณคืออีกโลกหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกันเลยกับโลกในตอนนี้ ราวกับกระจกที่ส่องสะท้อนซึ่งกันและกัน แต่ก็คาบเกี่ยวในเส้นเวลาเดียวกัน สาวกเหล่านั้นจึงใช้โลกวิญญาณเป็นที่ฝึกตน ดังเช่นข้าที่สมควรอยู่โลกเบื้องล่าง แต่โดนบังคับให้มาอาศัยอยู่ในโลกกึ่งกลาง ไม่อาจไปผุดไปเกิดใหม่ได้ ขอเพียงมีคุณลักษณะที่เหมาะสม ย่อมสามารถเข้าออกทั้งสองโลกได้ แต่กับโลกวิญญาณนั้นไม่ใช่ มีเพียงผู้ที่เห็นแจ้งเท่านั้นจึงจะไปอยู่อาศัยที่นั่นได้"



            "แล้วข้าจะเข้าไปโลกวิญญาณได้อย่างไร?"



            มิเนอร์วาถามอย่างสงสัย ความคิดมากมายกำลังเต้นตุบๆ ตีกันให้วุ่นไปหมด



            "ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันขอรับ… เป็นเพราะคำสาปพวกข้าถึงได้รู้ความจริงนี้ ผู้อื่นนั้นยิ่งไม่ทราบเลยขอรับ กล่าวกันว่าในโลกวิญญาณฝั่งนั้นเองก็มีนรกและสวรรค์เช่นกัน แต่ข้าก็ไม่เคยพบเห็นด้วยตาตัวเองมาก่อน และซากอารยธรรมที่เรากำลังมุ่งหน้าไปกันนี้ ก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในหลายๆ ซากที่มีอยู่ เนื่องจากอารยธรรมแห่งพุทธะนั้นเต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ จึงนับเป็นของแสลงสำหรับภูตผี พวกข้าเลี่ยงไม่เข้าไปใกล้มาโดยตลอด จึงจดบันทึกไว้เสมอว่าเป็นสถานที่ต้องห้าม ทุกครั้งที่ได้พบเจอ"



            มิเนอร์วายกยิ้มอย่างพึงใจและเอ่ยหลอกล่อ "หากการเดินทางครั้งนี้จบลงด้วยดี หลังกลับอาณาจักร ข้าจะหาวิธีช่วยพวกเจ้าให้สามารถล่องเรือท้าแสงแดดเอง เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าหอกแห่งความลับคือสิ่งใด?"



            ชายหนุ่มใช้ดวงตามรกตคู่นั้น สบตาจ้องกัปตันผีที่หมุนพังงาเรือ เปลี่ยนเข็มหัวเรืออีกครั้งอย่างชำนาญ เฮนดริกเองก็รีบพยักหน้าตอบรับ ตัวมันเองก็สงสัยเช่นกัน… มิเนอร์วากำมือยื่นไปให้อีกฝ่ายทั้งๆ ที่นอนอยู่



            "ในนี้มีคำตอบซ่อนเอาไว้… เจ้าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มันไป ไม่ว่าคำตอบนั้นจะอยู่ในมือใคร เจ้าจะต้องไปเอามันมาให้ได้… ในอนาคตเจ้าต้องสืบความลับ ลอบสังหาร แทรกซึมแฝงตัว รวบรวมข่าวสาร รายงานทุกการเปลี่ยนแปลงไปของโลกใบนี้ให้แก่ข้า ไม่ต้องห่วงเรื่องกำลังคน เจ้าเป็นผู้ถือหอก ข้าเป็นผู้เตรียมม้าศึก เพียงตั้งใจแทงหอกนั้นให้แม่นก็พอแล้ว…"



            กัปตันเรือผงกหัวอีกครั้ง เข้าใจความหมายที่มิเนอร์วาต้องการจะสื่อถึงได้ทันที ช่างเป็นคนที่มองการณ์ไกลนัก ไม่แปลกที่คิดถึงสิ่งที่จะกระทำอย่างยิ่งใหญ่ ความทะเยอทะยานอยาก คือสิ่งอันเป็นพื้นฐานของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ อยากจะเป็นแม่ทัพ แต่จิตใจเท่าชาวบ้านธรรมดา ผู้นำกองทัพเช่นนั้นจะต้านศึกได้สักกี่ครากันเชียว



            "ไหนเจ้าลองเล่าถึงขุมอำนาจบนห้วงสมุทรนี้ให้ข้าฟังหน่อย เล่าอย่างละเอียดอีกที แล้วก็หมอกขาวนี่ด้วยมันคืออะไรกันแน่…"



            มิเนอร์วาอยากรู้เป็นอย่างมาก หมอกขาวที่แม้แต่ราชันย์เทวะก็ยังไม่อาจล่วงรู้ความลับได้ แท้จริงแล้วกำเนิดมาจากอะไรกันแน่ กัปตันเฮนดริกใช้มือรับพังงาให้หยุดลง และถอยหลังออกมา ให้นายท้ายเรือเป็นผู้คุมหางเสือรับช่วงต่อ



            "มหาสมุทรโลกคนเป็นแบ่งออกเป็น 5 แห่ง ปกครองโดย 9 ราชาโจรสลัดอันเลื่องชื่อ ห้วงสมุทรทะเลแดงทางทิศใต้ ปกครองโดย 3 ราชาโจรสลัด ลำดับเก้า แปด และเจ็ดเรียงกันมา อันดับ 9 มารหูเดียว เท็ด สิ่งมีชีวิตชั่วร้ายจากนรกของโลกใบนี้ ที่ร่างกายกำยำสูงใหญ่ราวกับหมีตัวยักษ์ ว่ากันว่าหูมันดีมากเสียจนรู้ว่าเมื่อใดอันตรายกำลังเข้ามาใกล้ และสามารถซุ่มโจมตีได้อย่างไร้เสียง"



            "อันดับ 8 ฉลามคลั่ง ชาร์กัล นับว่าเจ้านี่เป็นผู้ที่มีความอดทนต่ำผู้หนึ่ง ใจร้อนโผงผาง เลี่ยงได้ก็ให้เลี่ยง เพราะไม่รู้ว่ามันจะสติหลุดเมื่อไหร่ เป็นคนคลั่งไร้เหตุผลผู้หนึ่ง และอันดับ 7 ผู้ช่วงชิงความฝัน วีโอน่า 1 ใน 3 สตรีที่เป็นราชาโจรสลัด ว่ากันว่าชมชอบการทรมาน โดยการทำให้อีกฝ่ายเกือบจะสมหวัง แล้วช่วงชิงทำลายความฝันนั้นในจังหวะสุดท้ายของชีวิต"



            เฮนดริกเดินมานั่งข้างมิเนอร์วาที่นอนอยู่บนเปล แล้วไกวเปลให้อย่างเบามือ ราวกับมารดากล่อมบุตรและเอ่ยเล่าต่อ



            "ส่วนด้านห้วงสมุทรคลั่งทางทิศตะวันออก ของอาณาเขตหมู่เกาะอันมากมายนั้น ปกครองโดยอันดับ 6 ร่วมกับอันดับ 5 พวกมันเป็นพี่น้องฝาแฝด ฉายาฆาตกรสองร่าง จีมาลและดีมาล ว่ากันว่าผู้น้องจีมาลนั้นชมชอบการผ่าสตรีสาวหน้าตาดีทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนผู้พี่ดีมาลกับชมชอบการข่มเหงย่ำยีแล้วค่อยฆ่า เป็นราชาโจรชื่อฉาวที่ผู้คนต่างพากันหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะเหล่าสตรี หากพวกมันถูกใจผู้ใด ย่อมต้องหาทำทุกวิถีทางเพื่อช่วงชิงไปให้ได้"



            มิเนอร์วาหลับตา จินตนาการว่าจะไม่ยอมให้พวกมันพาเกรเซียไปเด็ดขาด ภาพในหัวกำลังเกินจริงไปไกล เพราะความล่องลอยเข้าครอบงำดวงตาเริ่มปิดปรือ



            "และอันดับ 4 อัปสรเมืองบาดาล ลูมีน่า สตรีเผ่าอสรพิษบาดาล ที่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์เพศหญิง ว่ากันว่ามักหลอกล่อบุรุษด้วยมารยา เมื่อเหยื่อตกอยู่ในตัณหาจึงค่อยกลืนกินดวงวิญญาณ ด้านการต่อสู้นั้นไม่ได้แข็งแกร่งมาก หากแต่ด้านการหลอกใช้ผู้อื่น แกล้งเป็นสตรีผู้ถูกรังแกนั้นถนัดนัก จนแม้แต่ฆาตกร 2 พี่น้องยังต้องติดกับ เฝ้าประคบประหงมดูแล ยกให้เป็นอันดับที่ 4 ด้วยความอยากเอาใจ ปกครองทางด้านทะเลคลั่งร่วมกัน"



            "ส่วนห้วงสมุทรสนธยา ซึ่งเป็นมหาสมุทรทางทิศตะวันตกนั้น ปกครองโดยอันดับ 3 ราชาหนังมนุษย์ ดาเมี่ยน และอันดับ 2 นักล่าสมบัติ วิเวียน มีเพียงคนสุดท้ายเท่านั้นที่ปกครองห้วงสมุทรทางทิศเหนือแต่เพียงผู้เดียว อันดับ 1 ราชาวิปลาส แจ็ค… มีเพียง 3 คนสุดท้ายนี้เท่านั้น ที่ข้าไม่ค่อยมีข้อมูลมากนัก ว่ากันว่าผู้หนึ่งมีงานอดิเรกคือสะสมหนังมนุษย์ อีกผู้หนึ่งไม่เน้นปล้นฆ่า แต่ชอบตะลอนไปทั่วเพื่อหาสมบัติ ส่วนคนสุดท้ายนั้นแทบไม่มีรายละเอียดใดเลย รู้เพียงแค่ว่าเก่งกาจด้านการใช้มีดสั้น และมีความฉลาดเป็นกรด"



            มิเนอร์วาลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก รู้สึกปากแห้งคอกระหาย จึงเอื้อมมือไปยกแก้วชาขึ้นมาจิบแล้วถามต่อ



            "จากที่เจ้าเล่ามา นั่นหมายความว่าที่โลกคนตายเองก็มีโจรสลัดเช่นกันใช่หรือไม่?"



            เฮนดริกพยักหน้ายอมรับ โจรสลัดผีเหล่านั้นต่างก็เป็นแค่ร่างที่ถูกสาป ต่างกันก็แค่ถูกคำสาปต่างกันคนละแบบ เป็นวิญญาณน่าสงสารที่ถูกจองจำ



            "ใช่แล้วขอรับ… 7 เรือต้องสาปแห่งมหาสมุทรโลกคนตายทั้ง 4 อันดับ 7 เรือแมรี่เซเลสต์ มีกัปตันบริกก์ คอยบังคับควบคุม เทพแห่งไวน์ที่โมโหกระหายอยาก เพราะพวกเขาขนส่งไวน์ล่าช้ามากเกินไป จึงได้สาปให้พวกเขาต้องทนทุกข์เพราะมึนเมาอยู่เป็นนิตย์ ดับกระหายทุกความอยากด้วยไวน์องุ่นเพียงเท่านั้น พวกเขาค่อนข้างเป็นมิตรกับพวกเรา อาศัยไวน์องุ่นสัก 4 ถึง 5 ถังก็สามารถผูกมิตรกันได้แล้ว"



            “อันดับ 6 เรือออคตาเวียค มีกัปตันเฮราลเป็นผู้สั่งการ เนื่องจากถูกจ้างวานให้ขนสิ่งของที่ไม่รู้จัก อันเป็นเหตุให้เทพีคิโอเนต้องสูญเสียของรักไป พระนางจึงสาปให้พวกเขาเหน็บหนาว เดินทางไปทั่วโลกพร้อมกับเรือที่เป็นน้ำแข็ง มีความเยือกเย็นกัดกระดูกอยู่ตลอดเวลา ต้องทนทุกข์อยู่ในโลกคุกน้ำแข็งลอยน้ำ”



            “อันดับ 5 เรือเลดี้โลวี่บันด์ มีกัปตันไซมอนเป็นผู้บงการ เขาถูกต้นหนเรือหักหลังด้วยริษยาหึงหวง มันบังคับเรือให้พุ่งชนเข้ากับโขดหิน ซึ่งใช้เป็นที่วางของเซ่นสังเวยแด่เทพแห่งมหาสมุทร จึงถูกสาปให้ต้องคอยเก็บเครื่องสังเวยมาส่งมอบให้แก่โพไซดอน มีความเจ็บปวดที่ร่างกายถูกกระแทกก่อนตาย ฝังอยู่ทุกวินาที”



            “อันดับ 4 เรือเบย์ชิโม มีกัปตันอคาน่าเป็นผู้ดูแล ไม่รู้ว่าพวกเขาไปทำอะไรไว้ เทพีพาซิเทียจึงได้สาปให้พวกเขาเดี๋ยวหาย เดี๋ยวปรากฏ นับได้ว่าเป็นเรือต้องสาปที่พบเจอได้ยากมากที่สุด เพราะพวกเขาจะปรากฏตัวแค่ครู่เดียว แล้วก็จะหายไปแทบจะในทันที ติดอยู่ในโลกลวงตามาช้านาน”



            “อันดับ 3 เรือเดอะโจยิตา มีกัปตันเดนิสผู้น่าสงสารปกครองอยู่ เทพีอีรีสที่ชื่อชอบความบาดหมางได้บังเอิญเดินทางผ่านมาพบพวกเขาเข้าพอดี พระนางที่เห็นผู้คนบนเรือร้องเพลงเต้นรำมีความสุข ไม่รู้ว่าไปนึกคึกเอาอีท่าไหนจึงแฝงตัวเข้าร่วมด้วย ด้วยธรรมชาติที่ชอบความบาดหมาง จึงได้ลงมือวางแผนให้ผู้คนทั้งหมดบนเรือ เกิดความขัดแย้งทะเลาะแย่งชิงกัน แต่เป็นเดนิสผู้ที่มองแผนออก และเปิดเผยแผนการของพระนางต่อหน้าคนหมู่มาก เนื่องจากรู้สึกอับอาย จึงได้สาปให้พวกเขาต้องทะเลาะกันเองบนเรืออยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเจอเข้ากับผู้ใดก็จะพาลมาทะเลาะด้วยอย่างไร้สาเหตุ”



            “อันดับ 2 เรือชิโลเอ้ มีกัปตันอัลเฟรดคอยสั่งการ พวกเขานับเป็นเรือต้องสาปที่แปลกที่สุดในหมู่พวกเราทั้ง 7 ลำ ว่ากันว่าถือกำเนิดขึ้นมาจากวิญญาณของผู้ที่จมน้ำตาย ที่มารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก มีความทรมานก่อนตายติดตัวอยู่ตลอด มักปรากฏเป็นเรือใบโบราณขนาด 3 เสาขนาดใหญ่อลังการและสวยงาม เต็มไปด้วยดวงไฟพร้อมกับเสียงดนตรี และเสียงคนหัวเราะ แต่ที่แท้แล้วกลับกลายเป็นเสียงสะอื้นให้ เจ็บปวดเพราะการขาดอากาศหายใจก่อนตาย พวกมันมักอาศัยอยู่ใต้ทะเล นานๆ ครั้งจึงจะขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำ”



            "และอันดับ 1 เรือฟลายอิ้งดัตช์แมน ตัวข้ากัปตันเฮนดริก เฮนดริก ฟานเดอ เด็คเคน"



            เฮนดริกยืดอกภูมิใจเล็กน้อย แต่เป็นมิเนอร์วาที่ขมวดคิ้วสงสัย ข้อมูลที่ได้ยังคงมีน้อยเกินไป



            "เจ้าจะบอกว่า เหล่าราชาโจรสลัดทั้ง 7 นั้น แข็งแกร่งที่สุดคือระดับเหนือมนุษย์?"



            เฮนดริกละล่ำละลักทำตัวไม่ถูก หากภายในร่างยังมีโลหิต ใบหน้ามันในตอนนี้คงขึ้นสีเพราะเขินอายแล้ว



            "น่ะ… นั่นก็ไม่ถูกซะทีเดียวขอรับ เดิมทีพวกข้าทั้ง 7 นั้นแข็งแกร่งมากขอรับ สามารถต่อกรกับเหล่าราชาโจรสลัดโลกคนเป็นได้อย่างง่ายดาย ราชาโจรสลัดระดับเหนือมนุษย์ย่อมไม่อาจกดข่มพวกข้าได้ แต่เป็นเพราะการมีอยู่ของท่าน จึงทำให้พวกข้าดูอ่อนแอขอรับ"



            มิเนอร์วาพยักหน้าเห็นด้วย แววตาทอประกายคิดแผนขั้นต่อไปได้แล้ว



            "ความสัมพันธ์ของพวกเจ้าทั้ง 7 เป็นอย่างไรบ้าง สนิทกันมากหรือไม่?"



            เฮนดริกเองก็แววตาวูบไหว เริ่มที่จะตามจังหวะของผู้เป็นนายคนนี้ได้ทันบ้างแล้ว



            "อย่างที่ท่านรู้… พวกข้านั้นถูกสาป แค่เพียงร่อนเร่ทุกข์ทรมานก็เกินจะทนแล้ว ต่างเรือจึงต่างเดินทางแยกย้ายกันไป นานๆ ครั้งถึงจะวนเวียนมาเจอกัน เรียกได้ว่าเป็นคนแปลกหน้า ที่นานๆ ครั้งจะเดินสวนกันสักทีหนึ่งก็ไม่ผิดนัก"



            ชายหนุ่มทำท่าทีเข้าใจ และถามเกี่ยวกับโลกคนตายที่เคยสงสัย



            "เจ้าบอกว่าราชาโจรสลัดมารหูเดียว เท็ด มาจากนรกโลกเบื้องล่าง เช่นนั้นฟากที่อีกฝ่ายอยู่อาศัย ย่อมต้องเป็นโลกเบื้องล่างที่ปกครองโดยเผ่าปีศาจ ใช่หรือไม่?"



            มิเนอร์วารู้สึกแปลกใจที่เห็นอีกฝ่ายส่ายหัวยักไหล่ ข้อมูลภายในศีรษะเริ่มตีกันมั่วอีกแล้ว



            "ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ข้าเป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกคนตายก็จริง แต่ก็อาศัยอยู่ในโลกกึ่งกลางนี้ ดังเช่นมหาทวีปแพนเจียเรียกว่า เป็นโลกกึ่งกลาง อยู่ระหว่างสวรรค์อันเป็นโลกเบื้องบน และยมโลก อันเป็นโลกเบื้องล่าง ข้อมูลจำเพาะบางอย่างข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน ว่ากันว่ายมโลกนั้นเป็นที่อยู่ของเหล่าวิญญาณที่ถูกทรมานจองจำไว้ใช้งาน เนื่องจากบาปที่เคยก่อไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิต ส่วนรายละเอียดนั้นข้าก็ไม่ทราบอีกเช่นกัน หมอกขาวนี้ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร เดาว่าน่าจะหลุดออกมาจากโลกวิญญาณอีกฟากหนึ่ง"



            มิเนอร์วาพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน แต่ก็พบกับจุดที่หาคำตอบไม่ได้มากมาย จึงเลือกที่จะมุ่งเป้าสนใจไปที่การเดินทางสำรวจในครั้งนี้แทน



            "เช่นนั้นหากระหว่างทางเจอเข้ากับเรือผีสิงต้องสาปลำอื่น ให้แล่นเข้าหาทันทีที่เหลือเดี๋ยวข้าจัดการเอง และมาเรียกข้าทุกครั้งเมื่อพวกเราขึ้นสู่ผิวน้ำ ตกลงตามนี้…"



            “ได้ขอรับ!”



            กัปตันเรือขานรับอย่างจริงจัง มิเนอร์วาเริ่มเบื่อกับโลกใต้น้ำแล้ว จึงเหยียดกายขึ้นยืนแล้วหันหลังกลับไปยังห้องพัก และเริ่มเตรียมตัวพร้อมทั้งฝึกฝนผนึกวิถีที่สามไปในตัว ถึงจะใช้ออกได้แต่ก็ยังควบคุมได้ไม่หมดจด หากถึงคราวต่อสู้จริงการผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ย่อมหมายถึงความตายที่ไม่น้อยดังเช่นความผิดพลาด เพราะฉะนั้นย่อมต้องทำให้ดีที่สุด ไม่อาจปล่อยปละละเลยด้วยความประมาท



            ระหว่างที่ฟลายอิ้งดัตช์แมนลำนี้ ล่องลอยไปบนนาวา และดำดิ่งสู่โลกใต้ธาราอยู่หลายครั้ง ตลอดการเดินทางนั้นสงบราบรื่นเป็นอย่างมาก ถึงจะพบเจอเรือลำอื่น ที่คาดว่าน่าจะเป็นเรือจากโลกคนเป็นอยู่บ้าง สามถึงสี่ลำ แต่ทุกลำทันทีที่เห็นเมฆหมอกก่อตัวจากที่ไกล ก็พากันใช้หางเสือหักหมดกลับลำ แล่นหนีไปยังทิศตรงข้าม ไม่กล้าเข้าใกล้ด้วยประหวั่นพรั่นพรึงกลัวความตาย



            เฮนดริกเองก็คร้านจะสนใจ หัวเรือยังแล่นไปที่เข็มเดิม มุ่งหน้าไปยังอารยธรรมแห่งพุทธะอันเป็นเป้าหมาย จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน จึงจะมองเห็นเกาะสีดำเลือนรางขนาดใหญ่แห่งหนึ่งจากที่ไกล เหล่าลูกเรือต่างพากันตัวสั่นงันงก เต็มไปด้วยอาการกระวนกระวาย เกิดความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ เบื้องหน้าพวกมันบนเกาะจากที่ไกลนั้น มีกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์กระจายฟุ้งไปทั่ว จนยากจะเข้าใกล้ได้ จำใจต้องมองสำรวจอยู่ในระยะที่ห่างกัน เฮนดริกสั่งให้คนไปตามมิเนอร์วา และทิ้งสมอเรือ เพื่อจอดรอการตัดสินใจของผู้เป็นนาย



            ฟลายอิ้งดัตช์แมน เดินทางถึงที่หมายแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน