หลี่เค่อไม่คิดมากสิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือการทดลอง นั่นเพราะเขาลองส่งเสียงถามเ้ากระถางเก้าิญญาบ้าชิ้นนี้ว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้าง
แต่เ้ากระถางเก้าิญญาก็เหมือนเช่นเดิม มันอยากจะพูดเมื่อมัน้าพูด และมันจะไม่พูดเมื่อมันไม่้า
หลี่เค่อไม่ใช่คนเซ้าซี้ดังนั้นเมื่อมันไม่ตอบหลี่เค่อก็เริ่มทำการทดลอง
ครั้งนี้เขาเริ่มจากใส่เม็ดโอสถมากกว่าหนึ่งเม็ด
หลี่เค่อพบว่าโอสถทุกเม็ดที่เขาใส่ในกระถางได้รับการยกระดับและเพิ่มลายเส้น
ครั้งต่อมาหลี่เค่อทำเช่นเดิม แต่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะทิ้งมันไว้และไม่เปิดฝาออกเมื่อปรากฏควันกลิ่นหอม หลี่เค่อ้ารู้ว่าเม็ดยาวิเศษสามารถยกระดับได้มากกว่านี้อีกรึเปล่าเมื่อเพิ่มระยะเวลา
และเมื่อผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง หลี่เค่อพบว่ากระถางเก้าิญญาปรากฏกลิ่นหอมอีกครั้ง มันหอมยิ่งกว่าครั้งก่อนหน้าเสียอีก
และเมื่อหลี่เค่อเปิดฝากระถางเก้าิญญา เขาก็เห็นเม็ดโอสถที่ถูกยกระดับเป็ระดับหนึ่ง
แต่สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ 'ลายเส้นแห่งความบริสุทธิ์' ของเม็ดโอสถถูกเพิ่มเติมเป็สองลายเส้น
หลี่เค่อไม่รอช้า เขารีบปิดฝากระถางเก้าิญญา
เวลาผ่านไปอีกราวชั่วโมงครึ่ง
ครั้งนี้เม็ดโอสถมีลายเส้นเพิ่มเป็สามลายเส้น
สิ่งนี้ทำให้หลี่เค่ออัศจรรย์ นอกจากความอัศจรรย์หลี่เค่อพบว่าตัวเขาพบช่องทางทำเงินมหาศาล ในโลกใบนี้เป็ที่รู้กันว่า ราคาโอสถหนึ่งลายเส้น แพงกว่าโอสถธรรมดา 1 เท่าตัว
โอสถสองลายเส้น แพงกว่าโอสถธรรมดา 5 ถึง 10 เท่าตัว
ส่วนโอสถสามลายเส้นแพงกว่าโอสถธรรมดาอย่างน้อย 25 เท่าตัว นี่หมายความว่าตัวเขานั้นสามารถซื้อเม็ดโอสถธรรมดาและทำการเพิ่มลายเส้นแห่งความบริสุทธิ์ เขาจะได้กำไร 25 เท่าตัวทันที
แต่ในเื่นี้หลี่เค่อก็รู้ดีว่า เขาไม่สามารถนำมันออกไปขายเป็จำนวนมาก ไม่เช่นนั้นราคาของมันจะต้องตกลง
แต่พอคิดแบบนี้ หลี่เค่อคิดอีกมุม กระถางเก้าิญญาของเขานั้นขนาดเล็กแค่พอดีมือถือ เม็ดโอสถนั่นใส่ได้อย่างมากก็เพียง 10 ถึง 12 เม็ด ในหนึ่งวันเขาพยายามยกระดับโอสถอย่างเต็มที่ อย่างมากก็ทำได้เพียง 240 ถึง 300 เม็ดโดยประมาณ พูดในเื่จำนวนอาจจะดูเหมือนเยอะ
แต่ถ้ามองว่าตลาดคือทั้งมหานครต้นไม้แห่งชีวิตที่ผู้บ่มเพาะอยู่นับสิบล้านคน ด้วยจำนวนขนาดนี้ หลี่เค่อพบว่าจำนวนเม็ดโอสถที่เขายกระดับได้ต่อวันไม่ถือว่าเยอะจนเกินไป
"ข้ามีช่องทางที่จะตั้งตัวในโลกใบนี้แล้ว อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน ข้าก็เบื่อที่จะต้องฆ่าคนแล้ว หากเป็ไปได้ก็อยากจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอย่างที่ปู่บอกจริงๆ แต่น่าเสียดายข้าไม่รู้ว่าความสุขคืออะไร จริงๆ มันอาจจะเป็แค่การเห็นลูกจี๋เติบโตและมีชีวิตที่ดีก็ได้"
หลี่เค่อนึกถึงตอนที่เขาเห็นจั่วจี๋ััปราณเริ่มแรกได้และบรรลุสู่การเป็ผู้ฝึกปราณระดับ [1] หลอมกาย หลี่เค่อพบว่าตัวเขายิ้มอย่างไม่รู้ตัว
...
ณ โรงพยายาลใหญ่อันดับหนึ่ง ณ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต'
"ไปได้แล้วนางโง่ เพราะเธอมันเป็นางตัวซวย ฉันจึงต้องมีสภาพแบบนี้"
!เพล้ง จางซิ่งปาแจกันไปทางเฉินรุ่ยฟางที่ตอนนี้เธอยืนตัวสั่น
ผิวของหญิงสาวที่ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบไร้มลทิน ที่แขนของเธอมีรอยเืจากเศษแจกันแตกใส่
สองมือของเธอสั่นไหวเล็กน้อย จากการเกาะกุมกันไว้แน่น
"พี่จางซิ่งแล้วเื่หมั่นของเราละ"
"หมั่น... นี่เธอกล้าพูดเื่การหมั่นกับฉันงั้นเหรอนางตัวซวย ใครจะกล้าหมั่นกับเธอนางตัวซวย ดูนี่! ดูที่แขนที่พิการของฉัน ตอนนี้ฉันมันกลายเป็คนพิการไปแล้ว ในเมื่อเป็แบบนี้เธอคิดว่าตระกูลจะสนใจฉันอีกงั้นเหรอ นอกจากหึหึ สิ่งที่เธอ้าจากฉันนะ ไอ้ค่าสินสอดหมั่นหมาย 100 ล้านเหรียญิ จริงๆ ฉันจะบอกอะไรให้ ฉันไม่เคยคิดจะจ่ายมันให้เธอแต่แรกอยู่แล้วฮะฮ่าฮา เธอมันก็แค่ยัยผู้หญิงน่าโง่ที่พอจะมีหน้าตาดูได้อยู่บ้าง ฉันจะบอกอะไรให้เอาบุญนะ ฉันนะหมั่นหมายกับคุณหนูตระกูลฟางั้แ่ยังเด็ก ฉันจะสนใจแต่งงานกับเธอไปทำไมกัน แต่ถือเสียว่าเธอโชคดี เพราะวันนี้ฉันหมดความอดทนกับเธอแล้วจริงๆ วันนี้... วันนี้เธอทำให้ฉันสูญเสียทุกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ฉันคงไม่ไปหาเื่ตาแก่นั่น ถ้าไม่ใช่เพราะเธอแขนข้างนี้ของฉันก็จะไม่มีสภาพแบบนี้, นอกจากนั้นอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะแม่ที่แท้จริงของเธอนะมันก็แค่นางโลมไร้ค่า เธอคิดว่าฉันจางซิ่งคนนี้เป็ใคร คิดจริงๆ เหรอว่าฉันคนนี้จะเอาลูกสาวนางโลมอย่างเธอมาเป็ภรรยา ไปซะ ไปซะนางเศษสวะ ไปให้พ้นหน้าฉันนางตัวซวย!" จางซิ่งแผดเสียงพร้อมปาข้าวของใส่เฉินรุ่ยฟางอีกครั้ง
จางซิ่งเขาสามารถโทษความผิดทุกอย่างในโลกให้คนอื่นได้
แต่เขาลืมที่จะโทษตัวเอง
เขาคงลืมไปหรือไม่ก็ไม่อาจจะสังเกตเห็น หากวันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินรุ่ยฟาง หลี่เค่อคงไม่ลงมือช่วยชีวิตเขา ชายหนุ่มโง่ๆ ที่มีดีแค่ปากที่เก่งกล้าเกินวัย
วันนี้บทสรุปสุดท้าย หากไม่มีเฉินรุ่ยฟาง เขาจะไม่เพียงแค่พิการ แต่จะต้องตาย
แน่นอนว่าจางซิ่งโง่เกินกว่าที่จะเข้าใจสิ่งนี้
เฉินรุ่ยฟางเธอน้ำตาไหล
ไม่ใช่เพราะเธอเสียใจจากคำพูดของจางซิ่ง หรือคาดหวังที่จะแต่งงานกับผู้ชายโง่ๆ คนนี้ด้วยใจจริง
แต่นั่นเป็เพราะ... เธอต้องแบบรับเื่ลำบากใจที่เกินกว่าหญิงสาวเยาว์วัยจะแบกรับได้
เฉินรุ่ยฟางเดินออกจากห้องพักรักษาตัวผู้ป่วยของจางซิ่ง
แต่เธอไม่ได้กลับบ้าน นั่นเพราะ ณ โรงพยาบาลแห่งนี้ยังมีคนสำคัญของเธอนอนพักรักษาตัวอยู่เช่นกัน
ติก ติก ติก เสียงเครื่องวัดชีพจรดัง
ณ ห้องพักผู้ป่วยทั่วไปที่มีเตียงนอนคนไข้จำนวนมากพักรวมกัน เฉินรุ่ยฟางนั่งลงข้างๆ เตียงชายที่มีผิวแดงคล้ำใบหน้าใหญ่มีเหลี่ยมมุมคนหนึ่ง ซึงตอนนี้ชายผู้นี้นอนไม่ได้สติ ร่างเขาเต็มไปด้วยผ้าพันแผล แขนซ้ายเขาถูกตัด ขาสองข้างถูกสะบั้น โดยที่ผ้าพันแผลเขายังมีเืซึมไหลให้เห็น ด้วยการรักษาของโลกใบนี้ มันไม่ใช่เื่ปกติที่เหล่านายแพทย์จะรักษาแผลให้สมานตัวไม่ได้
นี่แสดงว่าาแของชายคนนี้มีความพิเศษบางอย่าง
ชายคนนี้คือ 'เฉินฮ่านหลาน' บิดาของแม่หญิงสาวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
"พ่อหนูจะทำยังไงดี หนูจะทำยังไงดีเพื่อให้พ่อหายและอยู่กับหนูต่อไป" เฉินรุ่ยฟางพยายามเข้มแข็ง สุดท้ายเธอก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เธอซบลงที่แขนของผู้เป็พ่อจากนั้นเธอก็ร้องไห้ไม่หยุด
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
จนกระทั่ง
"คุณคือลูกสาวของคุณเฉินฮ่านหลานหรือเปล่าครับ" คณะแพทย์ของโรงพยาบาลเดินมากลุ่มหนึ่ง
"ใช่คะหนูเป็ลูกสาว"
"ผมเป็นายแพทย์เ้าของไข้ ผมต้องเรียนคุณตามตรง ตอนนี้สวัสดิการนักล่าอสูรของพ่อคุณกำลังจะหมดลงแล้วนะครับในอีกไม่นาน การพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอาจจะเป็ไปไม่ได้อีกต่อไป ผมต้องขอโทษคุณจริงๆ ที่ไม่อาจจะรักษาพ่อของคุณให้หายได้ แต่าแของคุณเฉินฮ่านหลานถูกพิษกร่อนกระดูกซึ่งเป็พิษในระดับสาม หากพวกเราไม่สามารถกลั่นโอสถในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าพิษได้การรักษาคุณเฉินฮ่านหลานแทบไม่มีโอกาส คุณน่าจะรู้นะครับนักหลอมโอสถระดับสามในมหานครแห่งนี้มีไม่มากนัก ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการรวมสมุนไพรฟ้าดิน เกรงว่าจะมีค่าใช้จ่ายราว 400 ถึง 500 ล้านเหรียญิ ซึ่งมันเกินกว่าที่สวัสดิการนักล่าจะจ่ายค่ารักษาได้ หากคุณไม่สามารถหาเงินจำนวนนี้ได้ ผมขอให้คุณใช้เวลานี้เตรียมใจให้ดีที่สุดนะครับ การจากไปอย่างสงบอาจจะเป็สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ นี่ก็สามปีแล้วที่คุณเฉินฮ่านหลานต้องทรมานไม่ได้สติแบบนี้ ผมหวังว่าคุณจะเข้าใจ" นายแพทย์พูดจบเขาก็เดินจากไป
เฉินรุ่ยฟางร้องไห้อีกครั้ง เธอเ็ป หวาดกลัว และโศกเศร้า
"พ่อ พ่อ... หนูจะทำยังไงดี"
...
ณ ห้องเช่าราคาถูกในตรอกเล็กๆ ที่วุ่นวาย ย่านสลัม
"พี่กลับมาแล้วเหรอ"
"พี่ไปเยี่ยมพ่อมาใช่ไหม"
เด็กชายสองคนหน้ารูปสี่เหลี่ยม แววตาแฝงความกล้าหาญ ทั้งสองมีใบหน้าสดใสยิ้มต้อนรับเฉินรุ่ยฟาง
แต่พอเฉินรุ่ยฟางสังเกตใบหน้าน้องชายฝาแฝดทั้งสองคนของเธอดีๆ เธอพบว่าใบหน้าของทั้งสองคนต่างก็มีรอยช้ำเขียวช้ำม่วง
"ไฮ่ผิง ซ่านกั๋วหน้าของพวกนายไปโดยอะไรมา"
"เอ่อ...พี่ เอ่อคือ" เด็กชายวัย 10 ขวบ 'เฉินไฮ่ผิง' และ 'เฉินซ่านกั๋ว' ทั้งสองมีทีท่าอ้ำอึ้ง
"บอกพี่มาเดี๋ยวนี้!"