บทที่ 50 ขอให้เราแก่เฒ่าไปด้วยกัน
ลู่จั่นเหยียนมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นับตั้งแต่วันที่เธอตกลงมาจากชั้นบน เธอก็ไม่ได้พบฉีส่าวฉิงอีกเลย กลับกลายเป็นคุณปู่และฉีอวี้ที่แวะเวียนมาเยี่ยมเธอทุกวัน โดยเฉพาะฉีอวี้
ขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้น ประตูถูกผลักให้เปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงสง่าที่กำลังเดินเข้ามา ลู่จั่นเหยียนเก็บความคิดไว้และหันไปมองผู้ที่เข้ามา “ทำไมนายถึงมาอีกแล้ว ไม่ใช่ว่ากองทัพมีงานให้ต้องจัดการเหรอ?”
“เรื่องงานค่อยว่ากันไม่ต้องรีบร้อน วันนี้คุณออกจากโรงพยาบาล ผมต้องขับรถไปส่งคุณถึงจะสบายใจ” ฉีอวี้พูดจบก็ยิ้มและยื่นกล่องสวยงามให้เธอ “ของขวัญแสดงความยินดีที่คุณออกจากโรงพยาบาล”
“โอ้โห ท่านผู้บังคับบัญชา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีของขวัญแสดงความยินดีที่ออกจากโรงพยาบาลด้วย เหยียนเหยียนรีบเปิดดูสิว่าเป็นของขวัญอะไร”
เจียงจิ้งพูดพลางขยิบตา ลู่จั่นเหยียนจึงจำใจเปิดกล่องอย่างเขิน ๆ ในกล่องไม่ใช่เครื่องประดับราคาแพง แต่เป็นหวีไม้ธรรมดา ๆ ขนาดพอเหมาะสำหรับผู้หญิง
“ผมไม่ค่อยเก่งเรื่องให้ของขวัญ แต่ได้ยินมาว่าหวีเป็นสัญลักษณ์แทนสุขภาพ หวังว่ามันจะช่วยให้คุณหวีความไม่สบายใจออกไปทั้งหมด ทำให้คุณได้รับพลังใหม่ ๆ มีจิตใจแจ่มใสทุกวัน”
ฉีอวี้อธิบายด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ใบหูกลับแดงเล็กน้อย เพราะที่จริงแล้วการให้หวียังมีอีกความหมายหนึ่ง
ขอให้เราแก่เฒ่าไปด้วยกัน และมีผมหงอกไปด้วยกัน
“ท่านผู้บังคับบัญชาช่างเลือกของขวัญได้แปลกใหม่ไม่เหมือนใครจริง ๆ เลยนะคะ”
เจียงจิ้งหรี่ตามองอย่างเย้าแหย่ เธอเป็นถึงนักออกแบบ ของขวัญหรือเครื่องประดับแต่ละชิ้นมีความอะไร มีหรือที่เธอจะดูไม่ออก
“ของพวกนั้นเก็บเสร็จแล้วใช่ไหม ผมจะเอาไปไว้ที่รถก่อน”
เมื่อความในใจถูกจับได้ ใบหน้าของฉีอวี้จึงเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ รีบหยิบกระเป๋าเดินทางที่อยู่ข้าง ๆ แล้วก้าวออกจากห้องพักผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว
“สวรรค์ยังคงยุติธรรมอยู่ ถึงแม้จะให้เธอเจอคนเลว ๆ แต่ก็แอบเตรียมผู้บังคับบัญชาที่แสนดีเอาไว้ให้เธออีกคน เหยียนเหยียน ฉันเชียร์พวกเธออยู่นะ”
“อย่าพูดเพ้อเจ้อ ฉันกับเขาเป็นแค่เพื่อนกัน”
ลู่จั่นเหยียนยื่นมือไปตีสะโพกของเจียงจิ้ง สายตายังคงไม่ลืมที่จะส่งสัญญาณเตือนให้หยิบหวีในกล่องขึ้นมาดู ซี่หวีเรียวเล็กที่ถูกขัดจนเรียบมน ลื่นมือ ทุกครั้งที่เธอรู้สึกอ่อนแอไร้ที่พึ่ง ฉีอวี้เป็นคนที่คอยช่วยเหลือเธอเสมอ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งคู่เป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้น
“ก็ไม่แน่หรอก อนาคตยังอีกยาวไกล อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเธอกล้าทำตามหัวใจตัวเองหรือเปล่า” เจียงจิ้งใช้นิ้วจิ้มไปที่อกของเพื่อนเบา ๆ ก่อนจะรีบหลบการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น
“จิ้งจิ้ง หลายปีแล้วสินะที่เธอยังไม่เคยตกหลุมรักผู้ชายคนไหนเลย”
ลู่จั่นเหยียนยิ้มมุมปาก เงยหน้ามองเพื่อนสนิท ก็ได้เห็นแววตาหลบเลี่ยงและดูถูกในแววตาคู่นั้น
“ใครบอกว่าผู้หญิงต้องรักผู้ชายล่ะ ฉันใช้ชีวิตคนเดียวได้อย่างอิสระ มีความสุขจะตาย เธอลืมไปแล้วหรือว่าฉันเป็นพวกไม่ชอบการผูกมัด ไม่แต่งงาน ชีวิตนี้ฉันจะอยู่กับเธอและลูกของเธอเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเธออธิบายด้วยน้ำเสียงที่แกล้งทำเป็นรังเกียจ ลู่จั่นเหยียนก็ขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวดและเห็นใจ ที่เจียงจิ้งเป็นแบบนี้ ไม่ยอมมีความรัก ไม่แต่งงาน เพราะเธอเคยเจ็บปวดจากความรักมาก่อน ถึงได้บอบช้ำเช่นนี้
บางครั้งหัวใจของคนเราก็ช่างเล็กนัก เมื่อมอบมันให้ใครสักคนไปแล้ว ก็จะไม่เหลือที่ว่างให้ใครอีก
“นี่ อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นสิ อากาศในโรงพยาบาลไม่ดีจริง ๆ เลยไปหาผู้บังคับบัญชากันเถอะ”
เจียงจิ้งยิ้มแห้ง ปิดบังความเจ็บปวดลึก ๆ ในแววตา แล้วลากแขนลู่จั่นเหยียนให้เดินออกไป เธอจำต้องปล่อยผ่านโดยไม่ไปรื้อฟื้นบาดแผลที่ไม่มีวันรักษาให้หายขาด “ช้า ๆ หน่อย ฉันมีลูกอยู่ในท้องนะ”
“พวกคุณสองคนออกมาก่อนทำไม ข้างนอกลมแรง”
ฉีอวี้ปิดท้ายรถ แล้วรีบวิ่งไปเปิดประตูรถให้ทันที
“นอนทั้งวันจนเบื่อแล้ว จึงอยากออกมาเดินเล่นสูดอากาศบ้าง”
ลู่จั่นเหยียนยิ้มพลางขึ้นไปนั่งด้านหลัง แต่รอยยิ้มนั้นกลับค่อย ๆ หายไป เมื่อสายตาของเธอจ้องมองไปที่ทางออกของโรงพยาบาล ฉีส่าวฉิงกำลังประคองเซี่ยงหว่านเดินออกมาจากข้างใน เด็กน้อยกำลังยิ้มแย้มดึงชายเสื้อของเขา เงยหน้าพูดอะไรบางอย่างอย่างออดอ้อน เหมือนกำลังเรียกพ่อแม่เสียงหวาน
หัวใจที่แหลกสลายอยู่แล้ว เหมือนถูกกรีดแทงซ้ำอีกครั้ง เจ็บปวดราวกับถูกควักหัวใจออกมา
“ชู้รักกับลูกนอกสมรส มีอะไรน่าดูกัน”
เจียงจิ้งเมื่อเห็นเหตุการณ์นั้นเช่นกัน เธอจึงยื่นมือไปปิดประตูรถดังปัง ไอ้คนเลวฉีส่าวฉิง เพิ่งจะเจอกันที่ชั้นหนึ่งตอนกำลังออกจากโรงพยาบาลแท้ ๆ เขารู้อยู่แล้วว่าวันนี้เป็นวันที่ลู่จั่นเหยียนจะออกจากโรงพยาบาล แต่ยังกลับทำตัวน่าไม่อายขนาดนี้ น่าโมโหจริง ๆ!
ฉีส่าวฉิงประคองเซี่ยงหว่านเดินตรงไปที่ลานจอดรถ สายตาคมกริบของเขามองไปรอบ ๆ โดยไม่ตั้งใจก็สบตาเข้ากับลู่จั่นเหยียนที่อยู่ในรถพอดี แต่วินาทีถัดมา ดวงตาคู่นั้นของเขาก็มองผ่านใบหน้าของเธอไปอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับเธอเป็นเพียงต้นไม้ข้างทางหรือคนแปลกหน้าที่เดินสวนทางกัน ไม่มีความสำคัญอะไร
เซี่ยงหว่านเห็นฉีอวี้และลู่จั่นเหยียนในรถตั้งนานแล้ว แต่แสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไร เธอซบศีรษะลงบนอกของฉีส่าวฉิง ริมฝีปากแดงระเรื่อยยกยิ้มบาง ๆ อย่างมีความสุข ตอนนี้เธอไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งนั้น แค่ทำตัวให้มีความสุขในอ้อมกอดของฉีส่าวฉิงก็เพียงพอที่จะทำให้ลู่จั่นเหยียนพ่ายแพ้ราบคาบแล้ว
“คู่รักสารเลวนี่! ขอสาปแช่งให้พวกมันไม่มีวันคู่กัน!”
เจียงจิ้งอดไม่ไหวต้องสบถด่าออกมา อยากจะวิ่งลงจากรถเอาค้อนไปทุบรถทุบสองคนนั้นให้ตายไปเลย
ลู่จั่นเหยียนละสายตากลับมา ใบหน้าซีดเซียวพยายามฝืนยิ้ม “ไปกันเถอะ”
“อืม”
ฉีอวี้ไม่พูดอะไรมาก รีบสตาร์ทรถออกจากลานจอดรถทันที ห่างออกไปไม่กี่ช่องจอด ฉีส่าวฉิงก็ขับรถโรลส์รอยซ์ออกมาอย่างไม่รีบร้อน
เซี่ยงหว่านนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ เธอต้องใส่เฝือกที่มือซ้าย ทำให้รู้สึกเกะกะไปหน่อย เธอพยายามคาดเข็มขัดนิรภัยแต่ก็คาดไม่ได้สักที “ฉีส่าวฉิง ขอโทษนะคะ ฉันมันซุ่มซ่ามเอง คอยแต่จะสร้างความลำบากใจให้คุณตลอด”
“ไม่เป็นไรหรอก”
ริมฝีปากบางที่เพิ่งยกยิ้มไปเมื่อครู่เม้มเข้าหากัน เขาเหยียบคันเร่งพารถออกสู่ถนน
ความรู้สึกผิดที่เซี่ยงหว่านแสร้งทำเมื่อครู่กลายเป็นจริง เธอปล่อยเข็มขัดนิรภัยในมือแล้วหันไปมองนอกหน้าต่าง ฉีส่าวฉิง ฉันจะต้องกำจัดลู่จั่นเหยียนออกไปจากใจคุณให้ได้ เมื่อนั้นคุณก็จะเป็นของฉันเพียงคนเดียว
ที่ผ่านมางานบริษัททั้งหมดตกเป็นภาระของลินดา ลู่จั่นเหยียนจึงไม่มีกะจิตกะใจจะพักผ่อนที่อะพาร์ตเมนต์ได้เลย วันรุ่งขึ้นเธอจึงไปที่บริษัทลู่แต่เช้าโดยไม่สนใจคำคัดค้านของเจียงจิ้ง หลังจากนั้นเธอก็ได้รับรู้ข่าวดี
“ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าแค่โปรโมตคอนเซปต์ของผลิตภัณฑ์ ก็มีออเดอร์ใหญ่ขนาดนี้เข้ามา”
ลู่จั่นเหยียนเปิดดูสัญญาในมือ ใบหน้ามีแววดีใจอย่างเห็นได้ชัด “ปกติแล้วบริษัทหมิงจูมักจะร่วมมือกับบริษัทฉีมาตลอด ครั้งนี้ที่พวกเขาเลือกบริษัทเรา ฉันก็ค่อนข้างประหลาดใจเหมือนกัน ให้แผนกออกแบบเร่งมือขึ้นอีกหน่อย บริษัทลู่ของเราจะสามารถก้าวขึ้นไปอีกระดับได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับครั้งนี้แล้ว”
“รับทราบค่ะท่านประธาน หลี่ต้าเหรินและทิฟฟานี่ ทั้งสองฝ่ายบอกว่าจะรีบส่งแบบร่างเบื้องต้นให้โดยเร็วที่สุดค่ะ แต่ประธานคะ บริษัทฉีจะไม่คิดว่าเรากำลังแย่งธุรกิจของพวกเขาไปหรือคะ”
ใบหน้าของลินดาฉายความกังวลออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่จั่นเหยียน ก็จางหายไปด้วย เธอไม่เคยคิดจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฉี และไม่เคยคิดว่าบริษัทฉีกับบริษัทลู่จะมาเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ออเดอร์ครั้งนี้สำคัญกับบริษัทลู่อย่างมาก เมื่อมีโอกาสแล้วเธอจะไม่ยอมปล่อยผ่านเด็ดขาด