ย้อนกลับมาเป็นสตรีมเมอร์ในยุค 70

    บทที่ 32 [อ่านฟรี 7 พฤศจิกายน 66 เวลา 19.00 น.]

    คุยกันสักนิด


    ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่สนับสนุนผลงานการเขียนของไรท์ขอให้นักอ่านทุกคน อ่านนิยายให้สนุกนะคะและไรท์ก็ต้องขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอยติดตามและเป็นกำลังใจให้กับไรท์นะคะ

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++








    บทที่ 32





    เมิ่งจางเฮ่อเอื้อมมือไปจับกระดิ่งที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่เขาจะลงมือสั่นกระดิ่งที่อยู่ในมือ หลังจากนั้นเขาก็กลับมายืนรออยู่กับครอบครัวของเขาและครอบครัวเสิ่นอีกครั้ง ซึ่งพวกเขาก็ใช้เวลายืนรอเพียงไม่นาน ในที่สุดบานประตูทางเข้าบ้านก็ถูกเปิดออกมา พร้อมกับการปรากฏตัวของเหอกู้จิ้งผู้เป็นสะใภ้ของบ้านลู่ ซึ่งแน่นอนว่าในวันนี้เป็นวันหยุด ดังนั้นครอบครัวลู่จึงอยู่ที่บ้านกันหมดทุกคน


    “จางเฮ่อนั่นเอง เข้ามาในบ้านก่อนสิ”


    เหอกู้จิ้งทักทายน้องเขยอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่เธอจะหันไปทักทายน้องสาวของสามีอย่างลู่จื่อหลินและหลานสาวอย่างเมิ่งจือหลัน หลังจากนั้นเหอกู้จิ้งจึงมองเห็นคนแปลกหน้าทั้งสองคนที่ติดตามครอบครัวของน้องสาวสามีมาด้วย


    ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำของเหอกู้จิ้งอยู่ในสายตาของเมิ่งจางเฮ่อเช่นเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงแนะนำตัวครอบครัวเสิ่นให้รู้จักกับพี่สะใภ้ของภรรยาเขา


    “นี่คือครอบครัวเสิ่น เสิ่นเยี่ยนจวิ้นและโจวฟางหนิงครับ พวกเขาเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทของผม อีกทั้งลูกชายของเขายังเป็นเพื่อนสนิทกับลูกชายของผมอีกด้วย ดังนั้นในวันนี้ผมทนเห็นพวกเขาสองคนต้องฉลองเพียงลำพังไม่ได้ จึงได้ชวนมาฉลองด้วยกันที่นี่ซะเลย”


    หลังจากที่ทักทายกันพอหอมปากหอมคอแล้วนั้น เหอกู้จิ้งก็ชักชวนให้ทั้งสองครอบครัวรีบเข้ามาภายในบ้าน เพราะในเวลานี้ชาวบ้านต่างก็หยุดยืนอยู่และชักชวนกันชี้มายังทิศทางบ้านของเธอเป็นทางเดียว และเธอเชื่อว่าอีกฝ่ายข่าวเรื่องครอบครัวน้องสาวสามีและครอบครัวเสิ่นจะต้องกระจายไปทั่วหมู่บ้านอย่างแน่นอน และไม่แน่อาจจะมีบางครอบครัวที่แวะมาทักทายบ้านของเธอในเวลานี้ ดังนั้นเหอกู้จิ้งจึงต้องรีบกลับเข้าไปภายในบ้าน เพื่อบอกกล่าวเรื่องนี้กับครอบครัวของสามีเสียก่อน


    “ขอบคุณครับพี่สะใภ้”


    หลังจากที่เข้ามาภายในบ้านเรียบร้อยแล้ว เมิ่งจือหลันก็ช่วยครอบครัวของเธอและครอบครัวเสิ่นนำข้าวของต่างๆ เข้าไปภายในบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าได้รับความช่วยเหลือจากบ้านลู่เช่นเดียวกัน อีกทั้งครอบครัวของเธอยังได้รับเสียงบ่นมาจากตากับยายอีกด้วย


    “พวกเธอนี่ก็ยังไง ทำไมถึงได้ขนข้าวของมากันเยอะแยะขนาดนี้” ลู่เทียนหยางอดบนลูกเขยของตัวเองไม่ได้ เพราะปกติหลานสาวของเขาอย่างเมิ่งจือหลันก็มักจะมีของติดไม้ติดมือมาฝากอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อได้เห็นข้าวของที่เยอะมากมายแบบนี้ ลู่เทียนหยางจึงอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้


    ไม่ใช่เพราะความไม่พอใจ แต่เพราะเขาไม่ต้องการให้ครอบครัวของลูกสาวเขาต้องเสียเงินจำนวนมากเช่นนี้ เพราะถึงยังไงอีกฝ่ายก็ต้องอาศัยอยู่ในตำบล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านแบบพวกเขา แล้วไหนจะต้องคอยเก็บเงินให้กับหลานชายของเขาเอาไว้แต่งภรรยา และเป็นสินสอดให้หลานสาวของเขาเอาไปตอนแต่งงานอีกด้วย


    “วันนี้เป็นวันดี ดังนั้นพวกผมจึงได้เตรียมของมาให้พ่อแม่และทุกคนด้วยนะครับ ดังนั้นไม่ถือว่าลำบากอะไรเลย”


    เมิ่งจางเฮ่อไม่รู้ได้สึกลำบากอะไรเลยที่จะต้องขนข้าวของมาให้กับครอบครัวของภรรยาแบบนี้ เพราะถึงยังไงอีกฝ่ายก็เคยดีกับเขามาก่อน นอกจากนี้ครอบครัวภรรยาของเขาก็เป็นคนดี ไม่เคยนำเรื่องอะไรมากดดันให้เขาและภรรยาต้องแสดงความกตัญญูเหมือนกับครอบครัวอื่น ดังนั้นเมิ่งจางเฮ่อจึงรู้สึกยินดีที่จะมอบข้าวของต่างๆ ให้กับบ้านลู่เช่นเดียวกัน


    “ใช่ค่ะพ่อ ข้าวของที่เราขนมาก็ไม่ได้ทำให้ฉันกับครอบครัวลำบากอะไรเลยนะคะ อีกฝ่ายทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาวันนี้ก็เพราะจางเฮ่อต้องการแสดงความกตัญญูต่อพ่อและแม่นะคะ” ลู่จื่อหลินเข้าไปช่วยสามีพูดกับพ่อของตัวเอง เธอรู้ดีว่าพ่อของเธอเคยลำบากมาก่อน ดังนั้นจึงไม่ต้องการให้ครอบครัวของเธอต้องลำบากเหมือนกันกับเขา ดังนั้นจึงมักจะห้ามปรามเวลาที่เธอและสามีซื้อข้าวของมาให้


    แต่เธอและสามีก็ได้คิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว อีกทั้งเงินที่สูญเสียไปก็ไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ ดังนั้นครอบครัวของเธอจึงยังมีเงินเก็บและเงินเอาไว้ใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ


    “นอกจากนี้ฉันยังจะมอบจักรยานเอาไว้ให้พ่อกับแม่และคนในครอบครัวเอาไว้ใช้อีกด้วยนะคะ”


    เสิ่นจางเฮ่อพยักหน้าขึ้นลงอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของภรรยา


    “ใช่ครับพ่อแม่ ผมกับจื่อหลินได้พูดคุยกันแล้วว่าจะมอบจักรยานให้บ้านลู่เอาไว้ใช้งานหนึ่งคัน ถ้าหากบ้านลู่มีเรื่องเร่งด่วนที่จะเข้าไปในตำบลจะได้ปั่นจักรยานนี้ได้เลย ไม่ต้องคอยไปหยิบยืมจากบ้านอื่นมาเหมือนในอดีต”


    “ได้ยังไงกัน นายจะใช้เงินเยอะเกินไปแล้วนะ” ลู่เทียนหยางรู้สึกอยากจะเป็นลมกับการใช้เงินของลูกเขยและลูกสาวของเขา “พ่อกับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ไปไหนกันสักหน่อย เวลาจะเข้าตำบลก็รอรถแทรกเตอร์ของหมู่บ้านได้ ดังนั้นไม่จำเป็นเลยที่พวกลูกจะทิ้งจักรยานเอาไว้ที่นี่”


    “อย่างที่ตาเฒ่าบอกนั่นแหละ เอากลับไปใช้ที่ตำบลกันเลย ไม่ต้องทิ้งเอาที่นี่หรอก ทิ้งไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร” จินอวี่ถงรู้สึกอยากดมยาดมขึ้นมาในทันที เมื่อได้เห็นการใช้เงินของลูกสาวและลูกเขย ในตอนแรกเธอก็รู้สึกตกใจที่อีกฝ่ายมีจักรยานไว้ใช้ถึงสามคันด้วยกัน แต่เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายจะทิ้งจักรยานเอาไว้ให้ครอบครัวของเธอไว้ใช้ จินอวี่ถงก็ไม่ยินยอมที่จะรับความหวังดีจากอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน เพราะอย่างที่สามีของเธอได้บอกไป เวลาเข้าไปในตำบลก็มีรถแทรกเตอร์อยู่แล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นที่บ้านของเธอจะต้องมีจักรยาน


    “แม่คะ จักรยานนี้เอาไว้ในเวลาฉุกเฉินนะคะ อย่างเวลาที่อิ่นซือหรือซือเสิ้นรู้สึกไม่สบาย แบบนี้เราจะได้ไม่ต้องไปขอยืมมาจากบ้านอื่นยังไงละคะ ถ้าหากเวลานั้นบ้านอื่นใช้จักรยานอยู่ แล้วพวกเราจะเข้าไปตำบลได้ยังไงจริงไหมคะ”


    ลู่จื่อหลินรู้ดีว่าพ่อแม่ของเธอรักหลานมากกว่าตัวเอง ดังนั้นเธอจึงได้เปลี่ยนการอธิบายแบบใหม่ โดยการใช้หลานชายทั้งสองคนของเธอเป็นตัวอย่างขึ้นมาแทน


    “ตากับยายรับจักรยานไปเถอะนะคะ อย่างตอนที่หนูป่วย ตากับยายจะได้ให้ลุงเจิ้งซุนปั่นจักรยานไปเยี่ยมหนูที่บ้านได้ยังไงละคะ” เมิ่งจือหลันรีบเอ่ยสมทบผู้เป็นแม่ในทันที เพราะเธอรู้ดีว่าตอนนี้ตากับยายของเธอเริ่มจะใจอ่อนลงมากแล้ว อีกทั้งเธอก็อยากให้บ้านลู่มีจักรยานเอาไว้ใช้เช่นเดียวกัน เพราะเธอรู้ดีว่าการต้องไปยืมจักรยานของคนอื่นใช้มันไม่สะดวกเลยจริงๆ อีกทั้งยังใช้งานได้ไม่เต็มที่อีกต่างหาก


    “เอาละ ตาจะรับมันเอาไว้” ลู่เทียนหยางไม่อาจต่อกรกับครอบครัวของลูกสาวของเขาได้ ในเมื่ออีกฝ่ายนำเรื่องราวของหลานชายหลานสาวมาอธิบายให้เขาฟัง นอกจากนี้เขายังคิดถึงช่วงเวลาที่หลานสาวของเขาป่วยอีกด้วย เพราะว่าบ้านของเขาไม่มีจักรยาน พอครอบครัวเขาไปหยิบยืมจักรยานจากครอบครัวอื่นก็ไม่สามารถหยิบยืมมาได้ เพราะว่าอีกฝ่ายก็ต้องการใช้เช่นเดียวกัน


    จะให้รอรถแทรกเตอร์ของหมู่บ้าน เขาก็ไม่สามารถรอในวันรุ่งขึ้นได้ ดังนั้นลูกชายของเขาจึงต้องเดินเท้าไปยังตำบล เพื่อไปเยี่ยมเยียนหลานสาวของเขาในตำบล ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นลู่เทียนหยางจำได้อย่างแม่นยำ เพราะเป็นวันที่เขาและครอบครัวต่างก็ตกอยู่ในความกังวล จนไม่อยากกินข้าวหรือทำอะไรเลย


    แต่ถึงอย่างนั้นลู่เทียนหยางก็อดที่บ่นลูกเขยของตัวเองขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ เมื่อเห็นว่าครอบครัวเสิ่นหอบหิ้วของมาฝากครอบครัวของเขาเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ขนม ผลไม้หรือแม้กระทั่งนมกระป๋องที่เป็นของแพง อีกฝ่ายก็ยังนำมามอบให้กับหลานชายทั้งสองของเขาเช่นเดียวกัน


    “ไหนๆ พวกคุณก็เป็นเพื่อนกับจางเฮ่อแล้ว คราวหลังถ้ามาที่บ้านลู่ของพวกเรา ก็ไม่ต้องหอบหิ้วของมาเยอะแยะแบบนี้ก็ได้นะ”


    เสิ่นเยี่ยนจวิ้นส่งยิ้มให้กับชายชราตรงหน้า ช่างน่าเสียดายที่พ่อของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายคงจะได้มีเพื่อนใหม่พูดคุยกันอย่างแน่นอน


    “ผมมาครั้งแรก อีกทั้งวันนี้ยังเป็นวันดีวันมงคลอีกด้วย ดังนั้นผมกับภรรยาก็เลยอยากมอบสิ่งของให้กับคุณลุงคุณป้าและทุกคนด้วยครับ”


    ถึงแม้ว่าลู่เทียนหยางอยากจะบ่นเสิ่นเยี่ยนจวิ้นและโจวฟางหนิง แต่เขาก็รู้ดีว่าถึงยังไงอีกฝ่ายก็คงจะต้องพูดจนกว่าที่เขาและภรรยาจะรับของเหล่านี้อย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงพยักหน้าและบอกกล่าวกับอีกฝ่ายว่าครั้งหน้าไม่ต้องนำข้าวของมากมายแบบนี้มาอีกแล้ว


    ซึ่งแน่นอนว่าทั้งเสิ่นเยี่ยนจวิ้นและโจวฟางหนิงต่างก็ยิ้มรับเพียงเท่านั้น เพราะถึงยังไงถ้าหากพวกเขาแวะมาเยี่ยมเยียนบ้านลู่อีกครั้ง ถึงยังไงเขาก็คงจะหอบหิ้วของมาให้อีกฝ่ายเหมือนเช่นเคย เพราะสำหรับเขาแล้วคงจะดูไม่ดีเป็นแน่ถ้าหากไปเยื่อนบ้านอื่นแล้วไม่ได้มีข้าวของติดไม้ติดมือไปด้วย


    หลังจากที่พูดคุยกันไปได้สักพักแล้ว เมิ่งจือหลันก็ได้รับหน้าที่ใหม่จากพ่อของตัวเอง ซึ่งนั่นก็คือการนำผลไม้ไปมอบให้กับครอบครัวที่สนิทสนมและเคยช่วยเหลือบ้านลู่นั่นเอง นอกจากนี้เมิ่งจือหลันยังได้ขออนุญาตพ่อของตัวเองนำลูกอมกระต่ายที่เธอนำติดตัวมาด้วยไปมอบให้กับกลุ่มเด็กที่สนิทสนมกับน้องชายทั้งสองของเธออีกด้วย


    เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมิ่งจือหลันก็หยิบตะกร้าตรงหน้าขึ้นมาสะพายหลังในทันที หลังจากนั้นเธอและน้องชายทั้งสองคนก็เดินออกจากบ้านลู่ไป โดยทิ้งให้ผู้ใหญ่พูดคุยกันไปโดยที่ไม่มีเด็กอย่างพวกเธอคอยก่อกวนนั่นเอง


    “พี่จือหลัน ช่วยแกะเปลือกลูกอมให้ผมได้ไหมครับ”


    ถึงแม้ว่าลู่ซือเสิ้นไม่ต้องการให้ลูกอมกระต่ายที่เขาได้รับมาจากพี่จือหลันต้องหมดไป แต่เพราะคำพูดจากพี่จือหลันที่บอกเอาไว้ว่าถ้าหากทิ้งลูกอมเม็ดนี้เอาไว้นาน จะทำให้ลูกอมเกิดละลายและไม่สามารถกินมันได้อีกต่อไป ดังนั้นลู่ซือเสิ้นจึงได้หันไปขอความช่วยเหลือจากพี่สาวของตัวเองอีกครั้ง


    เมิ่งจือหลันเอื้อมมือไปหยิบลูกอมกระต่ายจากน้องสาวของเธอมาแกะเปลือกให้เรียบร้อย หลังจากนั้นจึงมอบมันกลับไปให้น้องชายของเธออีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากที่ลู่อิ่นซือได้เห็นน้องชายอมลูกอมด้วยท่าทางที่เอร็ดอร่อย ดังนั้นเขาจึงได้ขอให้พี่จือหลันช่วยแกะเปลือกลูกอมของตัวเองให้เช่นเดียวกัน


    หลังจากนั้นใบหน้าของสองพี่น้องก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมามากยิ่งกว่าเดิม ถึงแม้ว่าเขาจะเคยกินลูกอมแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่เพราะรสชาติที่อร่อยถูกใจพวกเขา ดังนั้นทั้งลู่อิ่นซือและลู่ซือเสิ้นต่างก็ชื่นชอบทุกครั้งที่ได้กินมัน





    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    คล้ายกับเรื่องย้อนกลับมาเป็นสตรีมเมอร์ในยุค 70 ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    450K 1842