ราตรียังคงมืดมิดน่าหลงใหล
แสงจันทร์ทะลุผ่านบานหน้าต่างที่งับไว้เพียงครึ่งหนึ่งสะท้อนเงาร่างคนหนุ่มที่นั่งสมาธิอยู่บนพื้น
แม้ว่าเงาร่างจะบอบบางแต่กลับไม่อาจปกปิดความมั่นใจและความฮึกเหิมที่สะท้อนมาจากดวงตาคู่นั้นได้
ความมั่นใจที่เคยหายไปหลังจากผ่านมาแล้วสามปีได้ปรากฎบนเรือนร่างของชายหนุ่มอีกครั้ง
เขาหลับตาทั้งสองสนิทนั่งขัดสมาธิ จิตััจมหายเข้าไปในจุดตันเถียน
หลันเฟิงฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งดูดซับพลังปราณที่ลอยอยู่บริเวณโดยรอบ ดูเหมือนเขาอยากจะชดเชยการฝึกฝนที่หายไป่สามปีที่ผ่านมา
สำหรับเขาที่เคยสูญเสียตันเถียนไปไม่มีอะไรที่ทำให้เขามีความสุขและหลงใหลได้เท่ากับการได้ฝึกฝนอีกครั้ง
และในโลกใบนี้ก็ไม่มีผู้ใดจะเห็นคุณค่าของทุกโอกาสการฝึกฝนเท่าเขา
คืนนั้นผ่านไปโดยไร้ซึ่งเื่ราวน่าตื่นเต้นใดๆเมื่อแสงแดดยามเช้ามาเยือน เหล่าผู้ที่ยึดคำสั่งว่า ‘อาทิตย์ขึ้นทำงาน อาทิตย์ตกพักผ่อน’ก็จะทยอยกันสาละวนกับวันใหม่ หลันเฟิงถึงได้ตื่นจากการฝึกฝน
“ระดับรวบรวมปราณขั้นสาม”
หลันเฟิงลืมตาทั้งสองข้างขึ้นมีลำแสงฉายแวบผ่านดวงตาของเขา
การฝึกฝนสั้นๆเพียงหนึ่งคืน เขาก็ก้าวข้ามไปสองสามระดับขั้นจนถึงขั้นที่เคยใช้เวลาถึงครึ่งปีถึงจะฝึกฝนถึง
หนทางแห่งการฝึกตนเริ่มต้นจากการรวบรวมปราณ
นี่คือด่านแรกของการฝึกตนจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
ขอแค่ดูดซับพลังปราณที่ลอยอยู่ในโลกภายนอกมาหลอมรวมเก็บไว้ในจุดตันเถียนของตนได้ก็สามารถก้าวเข้าสู่ระดับรวบรวมปราณได้แล้ว ทว่าหากอยากทำได้ถึงจุดนี้กลับต้องมีสัมพรรคภาพพลังปราณที่มั่นคง
สิ่งที่เรียกว่าสัมพรรคภาพพลังปราณหมายถึงระดับความบริสุทธิ์ของร่างกายผู้ฝึกตนยิ่งร่างกายบริสุทธิ์ สัมพรรคภาพพลังปราณก็จะยิ่งแข็งแกร่ง พลังปราณจากภายนอกก็จะทะลุิัเข้าไปตามจุดชีพจรต่างๆก่อนไปรวมตัวกันที่จุดตันเถียนโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง
จินตนาการได้ไม่ยากว่าหากพลังปราณรวมตัวกันในร่างกายที่ไม่บริสุทธิ์มันจะสร้างอุปสรรคในการดูดซับพลังปราณเป็ชั้นๆส่งผลกระทบต่อระดับความเร็วและประสิทธิภาพในการฝึกฝน
สัมพรรคภาพพลังปราณคือตัวกำหนดความเร็วในการฝึกฝนของแต่ละบุคคล
ส่วนขนาดของจุดตันเถียนคือตัวกำหนดระดับความสำเร็จในอนาคตของแต่ละบุคคล
ทั้งสองมีความสำคัญเท่าเทียมกัน
ลองคิดดูว่าหากคนๆหนึ่งมีจุดตันเถียนขนาดใหญ่ มีศักยภาพเต็มเปี่ยม แต่มีสัมพรรคภาพพลังปราณที่ไม่สอดคล้องระดับความเร็วในการฝึกฝนก็จะช้ามาก หรือหากคนผู้นั้นหมดอายุขัยไปเสียก่อนที่จะดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่แล้วศักยภาพเช่นนี้จะมีความหมายอะไร
แต่หลันเฟิงเป็อัจฉริยะที่มีทั้งสองอย่างเพียบพร้อมอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากผ่านความทุกข์ทรมานจากพิษผีดิบมาสามปีและผ่านความทุกข์ทรมานจากการต่อต้านกันของพิษผีดิบและพิษของทรายถงซาสิ่งสกปรกในร่างกายของเขาจึงถูกบีบออกไปมากกว่าเก้าส่วนในขั้นตอนเหล่านี้สัมพรรคภาพพลังปราณของเขาจึงไม่ด้อยไปกว่าอัจฉริยะคนใดเลย
และแทบจะในเวลาเดียวกันจุดตันเถียนที่เดิมเป็รูปทรงกรวยก็ถูกเปลี่ยนให้เป็จุดตันเถียนที่พิเศษที่สุดในใต้หล้าเป็จุดตันเถียนที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของพิษผีดิบและพิษของทรายถงซาที่สร้างพลังแรงดูดออกมาตลอดเวลาในบางมุมมันก็คือสัมพรรคภาพพลังปราณอันเลิศล้ำเช่นกัน
สัมพรรคภาพพลังปราณที่แข็งแกร่งรวมทั้งศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดของจุดตันเถียนทำให้หลันเฟิงมีอนาคตอันไร้ขอบเขต
“อย่าเพิ่งหลงตัวเองยามนี้อย่างมากเ้าก็มีแค่ศักยภาพในการกลายเป็ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจะกลายเป็ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงได้หรือไม่ ก็ต้องรอดูโชคหลังจากนี้ของเ้า”
เสียงไม่แยแสของชายชราดังขึ้นจากด้านข้างขัดจินตนาการของหลันเฟิงได้ถูกจังหวะพอดี
“อัดอั้นมาสามปีแค่คิดก็ไม่ได้เลยหรือไง”หลันเฟิงเบะปากอย่างไม่ยอมรับ แต่ก็ยืนขึ้นอย่างช้าๆ พลางบิดี้เีในดวงตาที่หรี่ลงเปล่งประกายเป็บางครั้ง
ชายชรายืนนิ่งอยู่ด้านข้างไม่ฟังคำบริภาษของชายหนุ่มแล้วเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบว่า “การลับมีดไม่ได้เป็อุปสรรคต่อการตัดไม้[1]เื่ที่ข้าบอกเ้า เ้าก็ไปจัดการเองแล้วกัน”
หลันเฟิงหุบยิ้มไม่ยี่หระบนใบหน้าแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างเชื่องช้า “วางใจเถอะข้ารู้ดีว่าต้องทำอย่างไร”
จากการวิเคราะห์ของิญญาศาสตราก้านเจี้ยงจุดตันเถียนของเขาประกอบขึ้นจากการผสมกันของพิษผีดิบและพิษของทรายถงซาแม้ว่าจุดตันเถียนนี้จะมอบความเร็วในการฝึกฝนที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้รวมทั้งศักยภาพที่แข็งแกร่งให้เขาแต่ก็ยังทิ้งผลที่ตามมาที่อันตรายยิ่งเอาไว้ มันไม่ต่างอันใดกับะเิเวลาเพราะไม่มีใครรู้ว่าจุดตันเถียนนี้มีความเสถียรเพียงใดหากเขาดูดซับพลังปราณจากโลกภายนอกมาหลอมมากเกินขอบเขตที่จุดตันเถียนพิษจะรับได้มันก็อาจจะทำให้จุดตันเถียนะเิออก
ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องหาวิธีเพิ่มความเสถียรของจุดตันเถียนพิษ
และหากอยากเพิ่มความเสถียรของจุดตันเถียนพิษก็มีเพียงทางเดียวเท่านั้นนั่นก็คือดูดซับพิษผีดิบและพิษของทรายถงซาอย่างต่อเนื่อง
พิษของทรายถงซาเขาย่อมทำไม่ได้ในยามนี้ แต่พิษผีดิบน่ะหรือ บนูเาเสวียนหนิวนอกตำบลเฟิงก็มีอยู่ไม่ใช่หรือไงกัน
เมื่อคิดถึงเื่นี้หลันเฟิงก็อดสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่งไม่ได้ มุมปากหยักรอยยิ้มเยาะตนเองออกมา “ดูท่าชาตินี้ข้าคงไม่อาจตัดความสัมพันธ์กับปีศาจผีดิบได้แล้ว”
หลันเฟิงเก็บความรู้สึกต่างๆพลางเดินไปยังห้องโถง เขากินข้าวเช้าอย่างรวดเร็ว แล้วเดินเข้าไปในลาน
สายตาของหลันเฟิงตกอยู่ที่เงาร่างของชายวัยกลางคนที่กำลังสานตะกร้าไม้ไผ่สะพายหลังและตะกร้าไม้ไผ่อื่นๆ อยู่ ฝีเท้าของเขาหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าแล้วร้องเรียกด้วยเสียงแ่เบา “ท่านพ่อ”
หลันเสียนหลงได้ยินก็หันหน้ามามอง ชั่วขณะนั้นเขาอึ้งงันส่วนลึกในั์ตาฉายแววตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ
ผ่านมาสามปี คิดไม่ถึงว่าเขาจะได้เห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจและรัศมีที่มองไม่เห็นจากชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือชายหนุ่มไม่ได้สวมหน้ากากที่ปกติจะสวมไม่ห่างกายทุกวันร่างกายผอมบางไม่ได้ถูกปกคลุมด้วยเสื้อผ้าแ่าอีกต่อไป
เขารู้ดีว่าบุตรชายที่ตนเคยมองด้วยความภาคภูมิใจกลับมาแล้ว!
เดิมเขาคิดว่าชีวิตนี้ของชายหนุ่มคงย่ำแย่จนไม่มีทางฟื้นคืนกลับมาได้อีก...
“เยี่ยม” เสียงร้องดังขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจดวงตาของหลันเสียนหลงเปียกชื้นนิดๆ หลังจากหายตกตะลึงก็รีบหันหน้าไปปกปิดท่าทางเสียกิริยาของตนเองแล้วแสร้งเอ่ยปากถามอย่างไม่ใส่ใจว่า “เ้าจะออกไปข้างนอกหรือ”
“อือข้ามีธุระต้องไปทำ คิดว่าฟ้ามืดถึงจะกลับ” หลันเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยมุมปากเผยรอยยิ้มน่าหลงใหลออกมา รอยแผลเป็บนใบหน้าไม่อาจปกปิดความงดงามของเขาได้
เขาไม่ได้อธิบายละเอียดแต่หลันเสียนหลงก็ไม่ได้สนใจ เขาสานตะกร้าไม้ไผ่สะพายหลังต่อไปพลาง พูดไปพลาง “อืมไปเถอะ”
“สามปีก่อนท่านมองข้าอย่างภาคภูมิใจ สามปีต่อจากนี้ข้าก็จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
หลันเฟิงมองแผ่นหลังของชายวัยกลางคนผ่านไปชั่วครู่สายตาถึงได้เลื่อนออกจากเงาร่างของชายวัยกลางคนอย่างเชื่องช้า แล้วสาวเท้าก้าวเดินออกจากลานไป
รอจนเงาร่างเยาว์วัยหายไปจากลานหลันเสียนหลงถึงได้เงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ มองทิศทางที่ผู้ก่อนหน้าจากไป แววตาพลันดูแวววาวในนั้นมีความชื่นชมและภาคภูมิใจแฝงอยู่
บุตรชายของเขาไม่ว่าจะอยู่ในจุดสูงสุดหรือจุดที่ตกระกำลำบากก็จะเป็ความภาคภูมิใจของเขาเสมอ
หลันเฟิงเดินเข้าไปในถนนที่คึกครื้นยามใบหน้าอัปลักษณ์ที่คุ้นเคยเดินผ่านสายตาของฝูงชนที่กำลังคึกคักเฮฮาไปก็ทำให้เกิดความวุ่นวายอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ฝูงชนแออัดพากันหลบหลีกด้วยความหวาดกลัวเหมือนดังในวันวาน
สิ่งที่แตกต่างไปก็คือครั้งนี้เรือนร่างของชายหนุ่มไม่มีกลิ่นเหม็นคาวน่าสะอิดสะเอียดแผ่ออกมาอีกแล้วดวงตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความมืดมนและสิ้นหวังมีท่าทีมั่นใจเข้ามาแทนที่แต่แค่เหล่าผู้คนที่กำลังรีบร้อนไม่ได้สังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ หรือบางทีการที่พวกเขาหลบหลีกชายหนุ่มอาจจะกลายเป็ความเคยชินตลอดสามปีของพวกเขาไปแล้วก็เป็ได้แม้ว่าพวกเขาจะรู้ดีว่าการกระทำนี้จะทำให้ชายหนุ่มเสียความรู้สึกก็ตาม
ชายหนุ่มมองผู้คนที่สัญจรไปมามุมปากหยักรอยยิ้มเยาะตนเอง “สามปีก่อนพวกเขาล้วนแต่อยากเข้าใกล้ข้า”
“ปลงเสร็จหรือยังเสร็จแล้วก็รีบออกเดินทางเถอะ” ชายชราเร่งเร้าอย่างหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
ไม่นานเงาร่างของชายหนุ่มก็หายวับไปที่ปลายถนน
ผ่านสะพานโซ่เหล็กไปตามแม่น้ำหยกวารีใช้เวลาประมาณสองเค่อ ตีนูเาเสวียนหนิวอันคุ้นเคยก็ปรากฏขึ้น
สามปีก่อนหลันเฟิงคือแขกประจำที่มาเยือนูเาเสวียนหนิวในที่สุดเขาก็มาเหยียบสถานที่ที่ทำให้เขาเ็ปอีกครั้ง
หลันเฟิงไม่มีทางลืมเลือนที่นี่เพราะความทุกข์ทรมานในชีวิตของเขาเริ่มจากที่นี่
เขาเสียแรงไปไม่น้อยถึงปีนขึ้นมาบนสันเขาได้เมื่อขึ้นมาถึงก็หอบหายใจหนักอยู่หลายครั้ง
ระดับรวบรวมปราณเป็แค่การดูดซับและหลอมพลังปราณเท่านั้นขั้นนี้หลักๆ คือการรวบรวมพลังปราณไม่ใช่การเสริมความแข็งแกร่งของร่างกาย
กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือภายใต้สถานการณ์ปกตินั้นแม้ว่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมปราณขั้นเก้าจะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมปราณขั้นหนึ่งแต่ความแข็งแกร่งกลับไม่ได้ห่างกันนัก เพราะความแตกต่างหลักๆของทั้งสองระดับก็คือปริมาณพลังปราณที่สะสมอยู่ในร่าง
มีเพียงยอดฝีมือระดับดาราที่ก้าวเข้าสู่ขั้นไอปราณจึงจะควบคุมพลังปราณทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นรวมทั้งเอามาใช้ในการต่อสู้ได้
ด้วยเหตุนี้ระดับไอปราณจึงเป็ประตูสู่การฝึกบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง
เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับไอปราณถึงจะมีคุณสมบัติเรียกตัวเองว่าผู้บำเพ็ญเพียร!
สามปีที่ผ่านมา พละกำลังร่างกายของหลันเฟิงถูกพิษผีดิบดึงไปจนหมดสู้คนหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันไม่ได้ และการฝึกมาถึงระดับรวบรวมปราณขั้นสามได้ในคืนเดียวพละกำลังย่อมด้อยกว่าผู้อื่น เพราะขาดการสะสมพลังอันยาวนาน
ทว่าความต่างนี้ขอแค่ก้าวสู่ขั้นไอปราณก็แก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย
หลันเฟิงพักเหนื่อยเล็กน้อยแล้วเดินหน้าต่อ
ในที่สุด ยามที่ดวงอาทิตย์กำลังแผดเผาอย่างร้อนแรงเขาก็มาถึงยอดเขาแล้ว
หลันเฟิงกวาดสายตาไปด้วยความคิดถึงยามที่สายตาของหลันเฟิงหยุดนั้นก็กำหนดเป้าหมายที่ปีศาจผีดิบตัวหนึ่ง
ไม่ไกลนักด้านหนึ่งของต้นไม้โบราณขนาดสามคนโอบดวงตาที่เผยให้เห็นความเป็มนุษย์แปรเปลี่ยนเป็แววตาระแวดระวังกำลังจ้องเขม็งมาที่หลันเฟิง
“ตาเฒ่า ข้าควรจะดูดซับพิษผีดิบในร่างของปีศาจผีดิบอย่างไร”หลันเฟิงหยุดฝีเท้าแล้วหันหน้ามาเอ่ยถาม
มุมปากของชายชราหยักขึ้นเล็กน้อย“ง่ายมาก ดื่มโลหิตผีดิบสดๆ”
ชั่วขณะนั้นใบหน้าเยาว์วัยพลันแข็งค้างหลันเฟิงถลึงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ “ล้อข้าเล่นใช่ไหม อย่าลืมล่ะเมื่อวานข้าเกือบจะถูกท่านฆ่าตายนะ!”
ใบหน้าแก่ชราเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมาแล้วกระแอมไอแก้เก้อพลางเถียงข้างๆ คูๆ ให้ตนเอง “แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็ดีเกินคาดไม่ใช่หรือไง”
คำตอบที่ขาดความมั่นใจของอีกฝ่ายทำให้หลันเฟิงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “นั่นเป็เพราะข้าโชคดีเท่านั้น”
ชายชราเงียบขรึมไปชั่วครู่แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ“ถึงอย่างไรเสียยามนี้ข้าก็คิดออกแค่วิธีนี้เท่านั้น จะทำหรือไม่ เ้าก็ไตร่ตรองเอาเองแล้วกันหากเ้าคิดวิธีที่ดีกว่านี้ได้ ก็แสดงออกมาเลย”
หลันเฟิงเก็บสีหน้าแววตาฉายแววกลัดกลุ้มออกมา หัวคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย “มีแค่วิธีนี้จริงๆ หรือ”
“เผ่าพันธุ์ที่ชาญฉลาดจำนวนไม่น้อยล้วนมาจากการกินขนดื่มโลหิตกันทั้งนั้นแค่ดื่มโลหิตผีดิบต้องต่อต้านขนาดนี้เชียวหรือ” ชายชราส่ายหน้าอย่างจนปัญญาน้ำเสียงจริงจัง
“อยากเป็ผู้แข็งแกร่งย่อมต้องอดทนกับสิ่งที่คนทั่วไปทนไม่ได้หากแม้แต่จุดนี้เ้ายังทำไม่ได้ตาเฒ่าก็ขอแนะนำเ้าสักหน่อยว่าให้รีบล้มเลิกความคิดที่จะเป็ผู้แข็งแกร่งเถอะ”
ในป่าพลันเงียบสงัดเนิ่นนานก็ไม่มีการเคลื่อนไหว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรหลันเฟิงพลันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่งแล้วหักเลี้ยวเดินไปหาปีศาจผีดิบที่แววตาฉายแววระวังภัยอย่างแช่มช้า
สิ่งมีชีวิตที่เลื่องชื่อว่าเป็ปีศาจอสูรที่อยู่ล่างสุดในห่วงโซ่อาหารแม้ว่าจะเผชิญหน้ากับชายหนุ่มร่างกายผ่ายผอม มันก็ยังคงไม่มีแรงต่อต้านเลยสักนิด
[1] การลับมีดไม่ได้เป็อุปสรรคต่อการตัดไม้คือ แม้ต้องใช้เวลาในการลับมีด แต่กลับไม่ได้ทำให้การตัดไม้ล่าช้าหมายถึงการเตรียมการใดๆ แม้จะต้องใช้เวลา แต่ก็ไม่ได้ทำให้งานนั้นๆ ล่าช้า หรือก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง