แดดบ่ายเดือนกันยายนแผดเผาอย่างไร้ปรานี ลานสนามหญ้าเทียมของมหาวิทยาลัยจี้หนานละลานตาไปด้วยกลุ่มนักศึกษาปีหนึ่งในชุดเครื่องแบบลายพรางสีเขียวที่กำลังเข้ารับการฝึกทหาร
เสียงครูฝึกะโสั่งดังเป็ระยะ พร้อมเสียงรองเท้าทหารกระทบพื้นเป็จังหวะ
หมวดของห้อง 302 กำลังถูกสั่งให้ยืนท่าตรงรับแดด จางเฉินเหงื่อแตกพลั่ก ใบหน้าหล่อเหลาของลูกเศรษฐีเวินโจวแดงก่ำราวกับมะเขือเทศสุก ปาเยว์เซิงที่ชินกับลมแดดทุ่งหญ้ามองโกเลียยังคงยืนหยัดได้สบายๆ ส่วนเซี่ยเหวินเจายังคงพยายามรักษาท่วงท่าสง่างามตามสัญชาตญาณที่ถูกฝึกมา แม้แผ่นหลังจะชุ่มเหงื่อ
ท่ามกลางกลุ่มนักศึกษาที่เริ่มออกอาการล้า มีเพียงอิ๋งเย่ที่ยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน
การยืนตากแดดครึ่งชั่วโมงสำหรับเด็กรุ่นใหม่คือความทรมาน แต่สำหรับอิ๋งเย่... มันไม่ใช่เื่ใหญ่สำหรับเขาเลย ในชีวิตก่อน ่ที่เขากำลังล้มละลายและถูกเ้าหนี้ตามล่า เขาเคยไปยืนตากหิมะอยู่หน้าคลับหรูระดับไฮเอนด์ถึงสามชั่วโมง เพียงเพื่อรอขอร้องให้เศรษฐีคนหนึ่งช่วยร่วมทุน ความร้อนของแดดในวันนี้... เทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บและน่าสมเพชในใจของเขาตอนนั้น
อิ๋งเย่จึงยืนนิ่งสงบ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอจนครูฝึกยังต้องลอบพยักหน้าชื่นชม
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด ร่างระหงของหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ริมสนาม
หลินอวี้เยาในชุดเดรสสีอ่อนดูโดดเด่นตัดกับฝูงชนสีเขียวลายพราง ใบหน้าสวยเฉียบและท่าทางสง่างามของเธอทำให้เสียงซุบซิบดังขึ้นเบาๆ ในหมวดที่กำลังยืนแถว
"เฮ้ยๆ นั่นหลินอวี้เยา ดาวคณะบริหารนี่หว่า!" จางเฉินขยับปากพูดโดยไม่ขยับหน้า
"มาทำอะไรแถวนี้วะ หรือมาส่องหนุ่มๆ หมวดเรา?"
ปาเยว์เซิงกลอกตาไปมาด้วยความตื่นเต้นตามประสาเด็กหนุ่ม
"สงสัยหมวดเราจะมีคนหล่อเตะตาเธอเข้าให้แล้ว!"
ทว่าในขณะที่รูมเมททั้งสองกำลังตื่นเต้น เซี่ยเหวินเจาที่ยืนอยู่ถัดไปกลับหรี่ตาลง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็เยียบเย็นและลุ่มลึก
‘หลินอวี้เยา... ทายาทตระกูลหลิน อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่ครองพื้นที่ยันเจ้อเจียง เจียงซู เซี่ยงไฮ้... ตัวตนระดับท็อปของแดนใต้คนนั้นน่ะหรือ?’
ทายาทอันดับหนึ่งแห่งมณฑลอย่างเซี่ยเหวินเจารู้จักสถานะที่แท้จริงของเธอดี เขาจึงไม่ตื่นเต้นเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป แต่กลับสงสัยอย่างหนักว่าคนระดับนี้มาปรากฏตัวที่ลานฝึกทหารทำไม
และก่อนที่เซี่ยเหวินเจาจะได้หาคำตอบ หลินอวี้เยาก็เดินตรงดิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าแถว... หยุดอยู่ตรงหน้าอิ๋งเย่
หญิงสาวยื่นขวดน้ำแร่ยี่ห้อหรูในขวดแก้วที่เย็นเฉียบไปตรงหน้าชายหนุ่ม
"ขอบคุณสำหรับเื่นาฬิกาเมื่อวานค่ะ" หลินอวี้เยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความจริงใจ
"ถ้านายไม่รับมันไว้ กลไกข้างในคงพังไปแล้วจริงๆ นี่น้ำค่ะ ถือเป็การขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ"
เสียงซุบซิบในแถวดังขึ้นทันที จางเฉินและปาเยว์เซิงเบิกตากว้างแทบถลนออกจากเบ้า ลูกพี่อิ๋งเย่ไปรู้จักดาวมหาวิทยาลัยั้แ่เมื่อไหร่!?
แต่อิ๋งเย่ไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นหรือขัดเขิน เขายังคงรักษาสายตามองตรงไปข้างหน้า ไม่แม้แต่จะหลุบตาลงมองขวดน้ำราคาแพงในมือเธอ
"ยังไม่ถึงเวลาพักครับ" อิ๋งเย่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความกระแทกกระทั้น แต่มั่นคงจนน่าขนลุก
"และเื่แค่นั้น ไม่คู่ควรกับคำขอบคุณหรอก"
ประโยคที่แสนจะธรรมดา แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบข้างหยุดชะงัก
หลินอวี้เยาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เธอไม่เคยถูกผู้ชายคนไหนปฏิเสธความหวังดีต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้มาก่อน แต่แทนที่จะรู้สึกโกรธหรือเสียหน้า เธอกลับรู้สึกว่าความเมินเฉยของเขามันเป็ของจริง ไม่ใช่การเล่นตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจ
'เขาไม่สนใจจริงๆ' ด้วย...'
มุมปากของหญิงสาวยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง เธอวางขวดน้ำแร่แก้วนั้นลงบนม้านั่งยาวที่อยู่ไม่ไกล
"งั้น... พักแล้วค่อยดื่มนะคะ"'
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ทั้งลานฝึกตกอยู่ในความเงียบงัน
ในขณะที่คนอื่นกำลังตกตะลึง สมองของเซี่ยเหวินเจากำลังทำงานอย่างบ้าคลั่ง
ทายาทตระกูลเซี่ยลอบสูดลมหายใจลึก เขามองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่นิ่งสนิทของอิ๋งเย่ด้วยความรู้สึกชาวาบไปทั้งแผ่นหลัง
‘ปฏิเสธไมตรีจากทายาทตระกูลหลิน... เพียงเพราะระเบียบวินัยฝึกทหารเนี่ยนะ!?’
เซี่ยเหวินเจาปฏิเสธความคิดนั้นทันที
‘ไม่... คนระดับเขาไม่มีทางสนใจกฎเกณฑ์ตื้นเขินแค่นี้แน่! ประโยคที่ว่า ‘ไม่คู่ควรกับคำขอบคุณ’ ต่างหากคือความหมายที่แท้จริง!’
‘ในสายตาของเขา การที่ทายาทตระกูลหลินลดตัวลงมามอบน้ำให้ ไม่ใช่เกียรติที่ควรไขว่คว้า หากแต่เป็เื่เล็กน้อยที่ไม่คุ้มให้เสียจังหวะชีวิตของตัวเอง! เขาไม่ได้หยิ่งยโส แต่เขามองว่าไมตรีจากตระกูลระดับร้อยล้าน... มันเป็แค่เื่ไร้สาระ!’
เซี่ยเหวินเจาลอบกลืนน้ำลาย...
‘คนผู้นี้... มีฐานะระดับไหนกันแน่ ถึงไม่แม้แต่จะรับไมตรีจากตระกูลหลินไว้?’
"ปี๊ดดดดด! พักแถวสิบห้านาที!"
เสียงนกหวีดของครูฝึกดังขึ้น ทำลายความเงียบงันทั้งหมด
ทันทีที่แถวแตก จางเฉินก็พุ่งตัวเข้ามาคว้าไหล่อิ๋งเย่ทันที
"ลูกพี่! นายเทพมาก! ปฏิเสธดาวคณะต่อหน้าคนทั้งหมวด! แต่นายอย่าทิ้งน้ำของเธอนะเว้ย นั่นมันน้ำแร่นำเข้าขวดละตั้งหลายสิบหยวน!"
ปาเยว์เซิงก็พยักหน้าหงึกหงัก
"ใช่ๆ ข้าเห็นแล้วยังอยากกินเลย!"
เซี่ยเหวินเจาเดินเข้ามาใกล้ๆ อย่างเงียบเชียบ เขารอดูว่าอิ๋งเย่จะจัดการกับ ‘ไมตรี’ ของตระกูลหลินอย่างไร
แต่อิ๋งเย่กลับไม่เดินไปที่ม้านั่งตัวนั้น ชายหนุ่มเพียงแค่เดินไปที่กระเป๋าเป้ของตัวเอง รูดซิปออก แล้วหยิบ ‘กระติกน้ำสแตนเลสทรงกระบอก’ ขนาดใหญ่ที่มีรอยบุบตรงก้นขึ้นมา
มันคือกระติกเก็บอุณหภูมิราคาถูกแบบที่คนเฒ่าคนแก่ชอบพกไปรำไทเก็กตอนเช้า
อิ๋งเย่หมุนฝากระติกออก ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า เขารินน้ำร้อนจัดที่มีเม็ดเก๋ากี้สีแดงลอยฟ่องอยู่สองสามเม็ดลงในฝากระติก แล้วค่อยๆ เป่าลมเหนือฝากระติก
ฟู่... ฟู่...
ในชีวิตก่อน เขาเคยฝืนดื่มเครื่องดื่มเย็นจัดทุกคืน เพียงเพื่อให้เข้ากับวงสังคมไฮโซ ผลลัพธ์คือโรคกระเพาะที่ตามหลอกหลอนเขาไปอีกหลายปี
ชาตินี้ เขาไม่คิดจ่ายค่าบทเรียนเดิมซ้ำอีกแล้ว ยิ่งเพิ่งตากแดดจนเหงื่อท่วม เขายิ่งไม่คิดแตะน้ำเย็นเด็ดขาด
ซู้ดดด...
ชายหนุ่มค่อยๆ จิบน้ำร้อนจากฝากระติกสแตนเลสบุบๆ ด้วยท่วงท่าผ่อนคลายราวกับคุณลุงวัยเกษียณ เมินเฉยต่อน้ำแร่ขวดหรูของทายาทตระกูลมหาเศรษฐีไปอย่างสมบูรณ์แบบ
น้ำแร่หรูจากทายาทตระกูลหลิน... วางอยู่บนม้านั่งโดยไม่มีใครแตะต้อง
ส่วนอิ๋งเย่ยังคงจิบน้ำร้อนใส่เก๋ากี้จากกระติกบุบๆ ของตัวเองอย่างสบายใจ
เซี่ยเหวินเจามองภาพนั้นนิ่งงัน
น้ำแร่จากตระกูลหลิน... ถูกเมิน แต่น้ำร้อนใส่เก๋ากี้กลับได้รับเลือก
‘หรือสำหรับคนระดับนี้ การรักษาสุขภาพของตัวเอง ยังมีค่ามากกว่าการไว้หน้าตระกูลมหาเศรษฐี...’
เขาลอบถอนหายใจเงียบๆ
‘คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา... คงเดินอยู่คนละระดับกับคนธรรมดาแล้วจริงๆ’