ฮ้าว!!!เสียงหาวดังพร้อมกับเ้าตัวเดินออกมาจากห้องท่านประธานเรียกให้อรปรีดาละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หันไปมองเธอจะไม่แปลกใจเลยถ้าหากได้ยินเสียงหาวของเตชิตตามมาหลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จสำหรับเตชิตต้องบอกว่า หากหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนตามไปด้วย ยิ่ง่บ่ายของวันด้วยแล้วฉุดรั้งไม่อยู่กันเลยทีเดียว
“จะรับกาแฟสักแก้วไหมคะคุณเตคุณภู เดี๋ยวอรไปชงมาให้” ใบหน้าหวานก้มมองนาฬิกาข้อมือนี่ก็เพิ่งจะเลยเวลาเคารพธงชาติไปได้แค่สิบห้านาทีเองไม่ใช่หรอนาฬิกาเธอก็ไม่ได้ตายหรือเดินช้าไปนี่หน่า แล้วทำไมถึงมีอาการง่วงอย่างกับคนอดหลับอดนอนเช่นนี้กันล่ะ
“ก็ดีเหมือนกันครับคุณอร ตาผมจะลืมไม่ขึ้นอยู่แล้ว ขอแบบเข้มๆ ยิ่งดีเลยครับคุณอร”
“เมื่อคืนไปทำอะไรมากันหรอคะดูคุณสองคนเหมือนคนอดนอนเลย”ใจที่อยากจะถามภูวิทย์ที่เห็นว่าเขาเองก็เอามือปิดปากแอบหาวเช่นกันทั้งที่เป็คนขยันทำงานขนาดนั้นแท้ๆ กลับเอ่ยถามเตชิตด้วยความสงสัยแทน
“นิดหน่อยน่ะครับ”ใบหน้าหวานมีแววกังวลให้เห็น เตชิตรู้ทันทีว่าหญิงสาวคิดอะไรอยู่จึงพูดแก้ใหม่ให้อีกฝ่ายเข้าใจ
“พอดีเมื่อคืนต้องไปทำงานด่วนให้กับนายนี่ก็เพิ่งกลับมาเนี่ยละครับ เพราะแบบนี้ไงกาแฟอร่อยๆ ของคุณอรถึงช่วยผมได้แน่รบกวนด้วยนะครับ”
เตชิตรู้ดีว่าอรปรีดารู้สึกเช่นไรกับภูวิทย์หากแต่ภูวิทย์ เตชิตหันไปมองหน้าเพื่อนเล็กน้อย ถ้าอีกฝ่ายไม่เคยมีแผลเป็กลางใจเขามั่นใจได้เลยว่าอรปรีดาต้องอยู่ในเคสของคนที่ใช่สำหรับภูวิทย์อย่างแน่นอนแถมดูท่าจะเ็ปใจอยู่ไม่น้อย แม้จะผ่านมาสองปีแล้วก็ตามจึงได้แต่ภาวนาว่าอรปรีดาจะทำให้ความแข็งกร้าวซึ่งปิดบังความอ่อนโยนที่เคยมีกลับมาเป็เหมือนเดิมได้อีกครั้ง
“มีอะไรจะพูดก็พูดมาไอ้เต”
“เปล่าหนิไม่ได้จะพูดอะไร”
“งั้นก็รีบๆเข้า อีกเดี๋ยวต้องไปทำงานต่อ”
งานที่ภูวิทย์พูดถึง นั่นก็คืองานที่กฤษณะสั่งให้พวกเขาไปสืบหาที่อยู่ของหญิงสาวผู้จะมาเป็นายหญิงของพวกเขานั่นเอง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นในตอนบ่ายของวันใบหน้าคมเข้มละสายตาจากกระดาษที่อยู่ในมือ เงยหน้าขึ้นไปมองประตูที่ถูกเปิดเข้ามา
“ใกล้จะถึงเวลาประชุมแล้วค่ะอีกประมาณสิบห้านาที”
อรปรีดาเดินเข้ามาบอกอย่างรู้งานเมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาที่ประธานหนุ่มต้องเข้าประชุมแล้ว
“อื้ม...ขอบคุณมากเตรียมเอกสารที่จะเข้าประชุมพร้อมแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ อรเตรียมเอาไว้หมดแล้ว”
“งั้นคุณออกไปรอผมข้างนอกก่อนเดี๋ยวผมตามออกไป”
เขาบอกเลขานุการสาวพลางเก็บซองเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักที่ว่างเปล่า พร้อมกับล็อกกุญแจเอาไว้เป็อย่างดีฝ่ายอรปรีดาที่ออกมายืนรอพร้อมกับเอกสารสำคัญในการประชุม เมื่อเห็นประธานหนุ่มเดินออกมาเธอจึงทิ้งระยะห่างเพียงสองสามก้าวแล้วเดินตามหลังเขาไป
ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่เต็มไปด้วยหัวหน้าฝ่ายต่างๆที่กำลังนั่งรออย่างเตรียมพร้อมเมื่อประตูบานใหญ่เปิดกว้างเข้ามาทุกคนก็หันไปมองอย่างสนอกสนใจพร้อมกับการปรากฏตัวของประธานหนุ่ม เขาเดินเข้ามานั่งอย่างภูมิฐานก่อนจะเปิดการประชุมโดยมีเลขานุการสาวนั่งขนาบอยู่ด้านข้างเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบจดบันทึกและเมื่อประชุมเริ่มต้นขึ้นหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ก็ทำการรายงานผลในขณะที่ประธานในการประชุมนั่งเอนหลังไปกับเก้าอี้ตั้งใจฟังอย่างคนใจเย็น
การประชุมเป็ไปอย่างราบรื่นสวยงามถึงแม้จะมีบาง่ที่ตึงเครียดกันบ้างเมื่อประชุมเสร็จสิ้นลงกฤษณะก็เดินกลับห้องทันที
“วันนี้มีเอกสารอะไรที่ผมต้องเซ็นไหมคุณอร”เขาหยุดถามอรปรีดาซึ่งฝ่ายถูกถามก็ตอบออกไปอย่างรวดเร็ว
“มีอยู่สองสามแฟ้มค่ะ”
“อืมงั้นเอาเข้าไปให้ผมในห้องแล้วกัน” กฤษณะตอบรับในลำคอก่อนจะบอกเสียงเรียบและเดินเข้าไปในห้องใช้เวลาไม่นานอรปรีดาก็เดินตามเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารดังกล่าว
“เอกสารที่ต้องเซ็นค่ะ”กฤษณะรับเอกสารมาเปิดอ่านคร่าวๆ ก่อนจะทำการจดปลายปากกาเซ็นแล้วส่งคืน
“มีแค่นี้ใช่ไหมถ้าไม่มีอะไรแล้วผมจะได้ทำงานต่อ อ่อแล้วอย่าให้ใครเข้ามารบกวนเด็ดขาดวันนี้ผมไม่้าพบใคร” เขาบอก
“ค่ะท่านประธาน”
เลขานุการสาวเดินออกไปแล้วกฤษณะจึงนั่งทำงานต่อ แต่ทว่าทำได้สักพักก็มีเสียงดังเล็ดลอดเข้ามาเขาจึงวางปากกาลงบนโต๊ะมองไปยังประตู
“เข้าไปไม่ได้นะคะคุณซาซ่า”อรปรีดาเอ่ยเรียก แต่ไม่ทันเสียแล้วเมื่อเ้าหล่อนเปิดประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้เธอกำลังนั่งพิมพ์งานอยู่เลยไม่ทันได้สังเกตว่ากำลังมีคนเดินมาทำให้ไม่ทันตั้งตัวต้องบอกออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่เ้าหล่อนจะเข้าไปแต่มันก็สายไปเสียแล้วเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดที่จะฟังกันเลย กลับเปิดประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะ
ฝ่ายซาซ่าเองก็เช่นกันเมื่อเห็นว่าหน้าห้องไม่มีคนสนิทของเขาอยู่เธอจึงเดินตรงไปเปิดประตูทันทีโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใดๆและเมื่อเข้ามาแล้วขาเรียวสวยก็เดินตรงดิ่งไปหาชายหนุ่มผู้เป็เป้าหมาย
“ซาซ่าหิวจังเลยค่ะกฤษ ไปหาอะไรกินกันเถอะ”บอกเสียงออดอ้อนพลางนั่งลงบนพนักแขนเก้าอี้ทำงานอย่างถือสิทธิ์
“อรห้ามแล้วนะคะ แต่ก็ไม่ทัน”อรปรีดาบอกพร้อมกับก้มหน้ามองพื้น เนื่องจากไม่กล้าสบสายตาคมที่มองมาอย่างดุๆ
“ไม่เป็ไรคุณออกไปก่อนเดี๋ยวผมจัดการเอง”
น้ำเสียงหงุดหงิดของกฤษณะทำให้อรปรีดา ต้องรีบออกจากห้องไปอย่างไวฝ่ายนางแบบสาวเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจก่อนจะหันไปมองเย้ยหยันแม่เลขานุการ ที่กำลังเดินหน้าหงอยออกไปใบหน้าสวยโน้มตัวหมายจะจูบเรียวปากหนา แต่ไม่ทันที่เ้าหล่อนจะได้จูบเสียงทรงอำนาจที่กราดเกรี้ยวด้วยความไม่พอใจของกฤษณะก็ดังขึ้นมาทำให้ต้องหยุดชะงักลง
“เมื่อวานผมบอกคุณแล้วไม่ใช่รึไงซาซ่า”
“แหมกฤษละก็อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิคะ วันนี้ซาซ่าก็แค่มาชวนคุณไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันเองดีนะคะที่วันนี้ไอ้สองตัวนั้นไม่อยู่”
“อย่ามาพูดหยาบคายกับคนสนิทของผมผมไม่ชอบ” เขาบอกเสียงเข้มก่อนเปิดลิ้นชักหยิบอะไรบางอย่างออกมาเขียน
“หวังว่าแค่นี้คงจะพอนะ คุณกลับไปได้แล้ว ผมจะได้ทำงานต่อ” เขายื่นเช็คเงินสดที่เพิ่งจะกรอกตัวเลขให้สายตาคมมองเธออย่างดุดัน จนคนถูกมองถึงกับเสียวสันหลังวาบ ต้องรีบย้ายก้นงามๆ ออกห่างเ้าหล่อนหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดูก่อนจะถามกลับอย่างไม่ค่อยพอใจ
“นี่มันอะไรกันคะกฤษ ซาซ่าไม่ใช่อีตัวที่คุณจะเอาเงินมาฟาดหัวได้นะคะแค่ขอเวลาให้ซาซ่าบ้าง ไปหา ไปกินข้าวบ้างไม่ได้รึไงกัน ซาซ่าเป็เมียคุณนะ”กฤษณะเมื่อได้ยินคำพูดที่ถือสิทธิ์ในตัวเขาก็ยิ้มยกมุมปาก
“ถ้าคุณเป็เมียผมงั้นผู้หญิงอีกสิบยี่สิบคนก็คงจะเป็เมียผมหมดแล้วละซาซ่าคุณอย่าลืมสิเราเคยตกลงกันแล้วว่าจะคบกันอย่างอิสระ ไม่มีข้อผูกมัดใดๆและจะไม่เรียกร้องอะไรกันทั้งสิ้น ซึ่งมันก็ยุติธรรมกันทั้งสองฝ่ายไม่ใช่รึไงคุณก็ได้ในสิ่งที่คุณ้าส่วนผมก็ได้รับความสุขทางกายมันก็แค่นั้น”
“แต่ว่าซาซ่ารักคุณนะคะ”หล่อนสวนกลับทันทีที่เขาพูดจบ ถึงแม้ว่าจะเจ็บใจอยู่ไม่น้อยที่โดนเขาพูดจาดูถูกอย่างไม่ไว้หน้า
ด้านกฤษณะเมื่อได้ยินคำว่า“รัก”จากปากเ้าหล่อนก็หัวเราะเยาะในลำคอก่อนพูดออกไปด้วยความไม่พอใจที่เธอไม่ยอมกลับออกไปเสียที
“หึ! รักงั้นหรอผมว่าคุณรักเงินทองของผมมากกว่า คุณออกไปซะเถอะซาซ่าก่อนที่ผมจะหยุดความสัมพันธ์ของเราแต่เพียงแค่นี้ซึ่งผมจะไม่เตือนเป็ครั้งที่สองอีก” เมื่อได้ยินคำพูดที่จริงจังของเขาเธอจึงไม่กล้าที่จะพูดอะไรมากไปกว่านั้น เพราะรู้ดีว่าเขาพูดจริงทำจริง
“ซาซ่ากลับก็ได้ค่ะแต่กฤษจะต้องไปหาซาซ่าบ้างนะคะ ถ้าไม่อย่างงั้นซาซ่าอาจจะมาที่นี่อีกก็ได้”พูดจบก็ต้องพบกับสายตาคมเข้มที่มองมายังเธออย่างเอาเื่ซาซ่าเม้มปากแน่นในเมื่อไม่มีทางเลือกและไม่สามารถทำอะไรได้หล่อนจึงเดินกระแทกส้นออกจากห้องไปด้วยความไม่พอใจ
‘หึคิดรึว่าคนอย่างซาซ่าจะยอมแพ้ ซาซ่าไม่ยอมให้คุณหลุดมือไปง่าย ๆหรอกค่ะกฤษ’ หล่อนคิดอย่างมาดมั่นพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างชอบใจเมื่อมองสิ่งที่อยู่ในมือ
‘ดีนะที่หยิบติดมือมาด้วยตั้งสามแสนไม่เอาก็โง่แล้ว แต่อีกไม่นานเกินรอซาซ่าจะต้องได้มากกว่านี้อีกหลายเท่ารวมทั้งตัวคุณด้วย กฤษณะ’
หลังจากนางแบบสาวเดินออกไปใบหน้าคมเข้มของกฤษณะก็เรียบตึงขึ้นมามือเรียวยาวเปิดลิ้นชักหยิบซองเอกสารสำคัญเปิดดูแผ่นกระดาษที่อยู่ภายในเพื่อหวังจะให้ผ่อนคลายลง แต่ทว่ายิ่งเขามองก็ยิ่งตึงเครียดหนักขึ้นกว่าเดิมถ้าหากคนสนิททั้งสองหาเธอไม่เจอเขาจะทำอย่างไร ไม่ต้องแต่งงานกับคนที่มารดาหาให้รึนั่งครุ่นคิดอย่างคนคิดหนัก พลางหมุนเก้าอี้เอนหลังทอดสายตามองไปยังภาพตึกน้อยใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า