บทที่ 43 จัดการกับหมูป่า
“พี่ใหญ่ ใกล้ปิดเทอมแล้วใช่ไหมคะ” เสิ่นทิงหงถาม
“โอย ยังอีกตั้งหลายวัน จากนั้นถึงจะเป็นหยุดยาว ถึงตอนนั้นถ้าเธออยากออกไปเล่นสนุกที่ไหน เดี๋ยวพี่พาไปเอง” เสิ่นทิงเหวินนึกว่าเธออยากจะออกไปเดินเล่นซื้อของ จึงพูดขึ้น
“ดีค่ะ” เสิ่นทิงหงก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม ยังไงนี่ก็เป็นกิจกรรมที่ต้องมีทุกครั้งที่เสิ่นทิงเหวินได้หยุดงาน เธอเลยไม่ปฏิเสธ
ช่วงปิดเรียนภาคฤดูร้อนในยุคสมัยนี้จะยาวกว่าอนาคตเล็กน้อย นั่นเพราะช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องให้หยุดเรียน ดังนั้นช่วงปิดภาคเรียนจึงล่าช้าและต้องเลื่อนออกไปรวมเข้ากับวันหยุดในหน้าเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง
“อร่อยดีนะ ฝีมือน้องเล็กนี่ไม่เลวเลย” เสิ่นทิงเหวินเอ่ยชมไปอีกยกหนึ่ง แล้วพูดต่อไปว่า
“ต่อไปไม่ต้องเอามาให้แล้วนะ แดดข้างนอกแรงจะตาย ถ้าผิวไหม้จะทำยังไง”
เสิ่นทิงหงหัวเราะแล้วไม่ได้พูดอะไร เสิ่นทิงหงเอ๋ย คุณถูกเลี้ยงดูให้โตขึ้นในโถน้ำผึ้งแบบไหนกันเนี่ย ถึงแม้ชีวิตในสมัยนี้จะทั้งขมขื่นและยากลำบาก แต่หลังจากมาที่นี่เป็นเวลานานขนาดนี้ มันก็ทำให้เสิ่นทิงหงตกหลุมรักการใช้ชีวิตในยุคสมัยนี้ขึ้นมาจริง ๆ
เวลานี้ เสิ่นเสี่ยวปิงที่เพิ่งเลิกเรียนก็เดินออกมาจากห้องเรียนของชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า มองออกไปทีเดียวก็เห็นเสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงหงที่ใต้ต้นไม้
“พี่(ชาย)รอง พี่(สาว)สาม”
(เสิ่นทิงเหวินเป็นหลานชายลำดับที่สองของบ้านพ่อเฒ่าเสิ่น ส่วนเสิ่นทิงหงเป็นหลานสาวลำดับที่สาม)
เขาวิ่งตรงเข้ามาหาทั้งคู่ พอวิ่งเข้ามาใกล้ก็เห็นกระติกในมือเสิ่นทิงหง และถ้วยแบ่งในมือเสิ่นทิงเหวิน
ยังไงเขาก็เป็นเด็กโตแล้ว ชั่วขณะนั้นจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แต่เรียนหนังสือมาหลายปีก็ไม่ได้เรียนมาสูญเปล่า แค่กลัวว่าเสิ่นทิงหงกับเสิ่นทิงเหวินจะคิดว่าตัวเองวิ่งมาหาเพราะตะกละอยากกินของ
หลัก ๆ ที่เขากลัวก็คือเสิ่นทิงเหวิน ใครใช้ให้เขาเป็นคุณครูโรงเรียนประถมกันล่ะ คุณครูก็เหมือนท้องฟ้าของนักเรียนนั่นแหละ
เสิ่นทิงหงเห็นสายตาของเสิ่นเสี่ยวปิงก็อ่านออกทันที เมื่อครู่เสิ่นทิงเหวินเพิ่งเรียกให้ตัวเองดื่มไปถ้วยหนึ่ง ตอนนี้ที่เหลือในกระติกก็ไม่มากแล้ว น่าจะสักครึ่งถ้วยเล็ก ๆ ได้ ให้เขากินก็ไม่มีปัญหาอะไร
“เสี่ยวปิง มานี่มา” เสิ่นทิงหงเรียกให้เขามาข้าง ๆ ตัวเอง
เสิ่นเสี่ยวปิงเดินเข้ามาหาอย่างเชื่อฟัง เสิ่นทิงหงเลยเทถั่วเขียวต้มน้ำตาลที่เหลืออยู่หน่อยเดียวส่งให้เขา
“ดื่มซะสิ”
เสิ่นเสี่ยวปิงตาวาว “ให้… ให้ผมจริงเหรอ”
เขาออกจะไม่กล้าเชื่อ หากพูดถึงคนที่ได้รับความรักมากที่สุดในบ้าน ไม่ใช่เขาที่ถูกอู๋อวิ๋นรักอย่างแก้วตาดวงใจ แต่คือเสิ่นทิงหง
ตั้งแต่เล็กจนโตเสิ่นเสี่ยวปิงก็รู้ว่า พี่สามมีของดี ๆ อยู่มาก เพราะว่าคุณอาชอบซื้อมาให้เธอบ่อย ๆ แต่พี่สามไม่ชอบแบ่งของดี ๆ พวกนี้ให้ใคร ใครก็อย่าได้มาแย่งกิน
แต่ตอนนี้พี่สามเปลี่ยนไปแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ให้ลูกกวาดเขากิน ตอนนี้ยังให้ถั่วเขียวต้มน้ำตาลเขาดื่มอีก เสิ่นเสี่ยวปิงรู้สึกว่าพี่สามในตอนนี้ดีมากจริง ๆ
“ให้เธอแหละ” เสิ่นทิงหงพยักหน้า
เสิ่นเสี่ยวปิงได้คำตอบยืนยันแล้วก็รีบพยักหน้า จากนั้นก็ซดถั่วเขียวต้มน้ำตาลเข้าปากไปจนหมด
ดื่มลงไปจนหมดแล้วถึงค่อยสัมผัสได้ถึงความหวาน จู่ ๆ ก็ทำหน้าเศร้าเหมือนมีใครตาย
“มีน้ำตาลด้วย…”
เสิ่นทิงหงกับเสิ่นทิงเหวินต่างมีสีหน้าไม่เข้าใจ “มีน้ำตาลแล้วทำไมหรอ”
“ผมดื่มหมดในคำเดียวเลยอะ ผมน่าจะค่อย ๆ ลิ้มรสมันนะ” เสิ่นเสี่ยวปิงรู้สึกเสียใจจนตีอกชกหัว
สองพี่น้องถึงกับไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“นี่มันไม่ต่างกับตือโป๊ยก่ายกินโสมเลยนี่” เสิ่นทิงหงหัวเราะ
เสิ่นเสี่ยวปิงมึนตึบ “ตือโป๊ยก่ายคือใครเหรอ”
“ก็แค่หัวหมูตัวหนึ่ง” เสิ่นทิงหงเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง ถ้าจะให้เธออธิบายให้ชัดเจนว่าตือโป๊ยก่ายคือใคร นั่นไม่เท่ากับต้องเล่าเรื่องไซอิ๋วให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบหรอ
เสิ่นเสี่ยวปิง ‘รู้สึกเหมือนโดนด่าไงก็ไม่รู้แฮะ’
เสิ่นทิงเหวินเองก็ยิ้ม อีกไม่นานก็จะเริ่มคาบเรียนแล้ว เลยตัดบทให้เสิ่นเสี่ยวปิงกลับห้องเรียนไป
ตอนนี้เสิ่นเสี่ยวปิงรู้สึกชอบพี่สามเสิ่นทิงหงคนนี้มาก เขายังอยากจะอยู่พูดคุยกับเธอต่อ แต่ก็ทำได้แต่เดินกลับห้องไปอย่างเชื่อฟัง เดินหนึ่งก้าวหันกลับมามองสามครั้งจนกลับไปถึงห้องเรียนของชั้นประถมห้า
“งั้นพี่ใหญ่ก็ไปทำงานต่อเถอะค่ะ หนูกลับก่อนล่ะ” เสิ่นทิงหงเห็นเด็ก ๆ เริ่มทยอยเดินกลับห้องเรียนก็พอจะเดาได้ว่าใกล้เวลาเข้าเรียนแล้ว
“ได้สิ กลับบ้านดี ๆ นะ” เสิ่นทิงหงพยักหน้าแล้วพูดกลับ
เสิ่นทิงหง ‘ฉันไม่ได้เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ จริง ๆ นะ’
ทำไมทุกคนถึงชอบใช้น้ำเสียงที่ใช้พูดกับเด็กมาพูดกับเธอนะ
พอกลับถึงบ้านเธอก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านสักพัก พอใกล้ถึงเวลาก็เริ่มทำกับข้าว
แม้ว่าทุกวันจะผ่านไปอย่างน่าเบื่อ แต่เธอก็พบความสุข เล็ก ๆ ในความน่าเบื่อนั้น
เธอทำอาหารสำหรับมื้อเย็นเร็วขึ้นนิดหน่อย เพราะที่บ้านต้องฆ่าหมูในคืนนี้ ซึ่งจะรบกวนเวลาพักผ่อนไม่น้อย
ตอนที่พวกเสิ่นเฉียงกลับมาถึงบ้าน เสิ่นทิงหงก็ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลิวเยว่เองก็ไม่รู้จะพูดยังไง เธอไม่อยากให้ลูกสาวต้องเข้าครัว แต่ดูการโน้มน้าวของเธอจะไม่เป็นผล
ทั้งบ้านล้อมวงกันกินข้าว เสน่ห์ปลายจวักของเสิ่นทิงหงมัดใจทุกคนได้อยู่หมัดทีเดียว
“อร่อยเกินไปแล้ว อร่อยกว่าที่แม่ทำอีกนะเนี่ย” เสิ่นทิงอู่กินจนตาวาว
“....” หลิวเยว่ส่งสายตาพิฆาตกลับไป
“พี่รอง พี่วอนหาเรื่องถูกด่าเหรอคะ” เสิ่นทิงหงยิ้มทำหน้าล้อเลียน
“ฮา ๆๆ เปล่านะ ฝีมือปลายจวักของแม่ดีมาก” เสิ่นทิงอู่พูดกลับคำ ยิ้มมุมปากด้วยความเก้อเขิน
เสิ่นต้าเฉียงถลึงตาใส่ลูกชายคนก่อเรื่อง จากนั้นก็ยิ้มแล้วยื่นตะเกียบไปให้หลิวเยว่คู่หนึ่ง
“อย่าไปฟังเขาพูดเหลวไหล เมียจ๋า ลูกสาวเราเป็นฟ้าครามที่สดใจกว่าสีฟ้า แต่แน่นอนว่าเมียฉันทำได้อร่อยที่สุดในใจฉันนะ”
เสิ่นทิงหงฟังวาทศิลป์ ก่อนหน้านี้ดูไม่ออกเลยว่าคุณพ่อที่ดูหยาบกระด้างของตัวเองจะเป็นคนมีอีคิวสูงแบบนี้
เสิ่นทิงเหวินมองไปทางเสิ่นทิงอู่ สายตาสื่อความหมายชัดเจนโดยไม่ต้องพูด ‘เห็นหรือยัง เรียนรู้ไว้ซะ!’
เสิ่นทิงอู่ลูบจมูกตัวเองไปมา คำพูดนี้ทำเอาเขาแพ้จนไม่เหลือแม้แต่กางเกงใน
กินข้าวเสร็จเสิ่นทิงหงก็ไม่คิดอยากจะล้างจาน เรื่องนี้เลยปล่อยให้พี่ชายทั้งสองทำไป
เธอกับหลิวเยว่เริ่มช่วยกันต้มน้ำเพื่อเตรียมจัดการกับหมูป่าตัวนั้น
หมูป่าตัวนั้นเก็บไว้ในห้วงมิติมาทั้งวันแล้ว อากาศแบบนี้ถ้าไม่รีบจัดการให้ดีก็จะส่งกลิ่นเหม็น
มีหม้อใบใหญ่แค่หนึ่งใบ ดังนั้นจึงให้เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่เป็นคนจัดการ เสิ่นทิงหงก็ต้มน้ำร้อนให้เรื่อย ๆ
หลังจากทำซ้ำไปซ้ำมาอยู่นาน ในที่สุดพวกเขาก็ช่วยกันจัดการหมูป่าจนเสร็จ เหตุผลที่จัดการนานก็เพราะหมูป่ามีหนังที่หนา จัดการยากกว่าหมูบ้าน บวกกับที่ไม่มีเครื่องมือเฉพาะเข้าไปอีก
ดีที่สถานที่นี้อยู่ห่างจากบ้านที่ใกล้ที่สุดหลายร้อยเมตร ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะรู้ว่าตรงนี้กำลังทำอะไรกัน
ถึงจะเป็นแบบนี้ แต่ทุกคนก็มีสีหน้ายิ้มแย้ม
หลิวเยว่รู้สึกรังเกียจพวกเครื่องในหมูป่า เพราะว่าเครื่องในหมู่ป่ามีกลิ่นแรงกว่าของหมูบ้าน แต่เพราะว่าเป็นส่วนที่กินได้ เธอจึงไม่พูดว่าไม่เอา
พวกเขาไม่มีที่ชั่ง แต่พอเฉือนส่วนที่เป็นเนื้อออกมาหมดแล้ว เสิ่นต้าเฉียงก็ยกขึ้นแล้วพูดว่า “น่าจะได้เนื้อสักร้อยห้าสิบจิน”
เป็นตัวเลขที่น่ากลัวมาก แต่เนื้อหมูป่าทั้งหมดนี้เป็นของพวกเขา