เมื่อเงาของเหล่าอันธพาลได้เลือนหายไปในความมืดของตรอกซอย ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด และหัวใจที่ยังคงเต้นระรัวของเหล่าผู้อ่อนแอกว่า ป้าเหมยจึงได้สติกลับคืนมาเป็คนแรก นางรีบเดินเข้ามาหาคณะของคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นราวกับเทพเซียนโปรด ก่อนจะยอบกายลงทำความเคารพอย่างสูงสุด
“บะ...บ่าวเหมย...ขอกราบขอบพระคุณคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่เมตตายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเราผู้ต่ำต้อยเ้าค่ะ”
เซี่ยหยางโบกพัดในมือปฏิเสธเป็พัลวัน เขาไม่ได้สนใจคำขอบคุณนั้นแม้แต่น้อย แต่กลับชะโงกหน้ามองผ่านบานประตูที่เปิดแง้มอยู่ เข้าไปด้านในเรือนร้าง ที่ซึ่งดวงตากลมโตหลายคู่กำลังแอบมองออกมาด้วยความหวาดกลัวระคนอยากรู้อยากเห็น
รอยยิ้มที่อ่อนโยน และเปี่ยมด้วยความเมตตาที่สุดปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของเขา ก่อนจะหันกลับมากล่าวกับป้าเหมย “ท่านป้า...เรียกข้าว่าคุณชายเซี่ยก็พอ...ข้าขอเข้าไปด้านในได้หรือไม่?”
คำขอนั้นทำให้ป้าเหมยตื่นตระหนกยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับเหล่าอันธพาลเสียอีก! ปกติแล้วชนชั้นสูงเช่นนี้เพียงแค่เดินผ่านตรอกนี้ก็ถือว่าผิดที่ผิดทางแล้ว แต่นี่...เขาจะขอย่างกรายเข้ามาในเรือนร้างอันซอมซ่อและสกปรก ที่เต็มไปด้วยเหล่าเด็กขอทานที่ใครๆ ต่างก็รังเกียจอย่างนั้นรึ?
ใบหน้าที่เคยซาบซึ้งใจพลันปรากฏความระแวดระวังขึ้นมาแทนที่ในทันที ‘เขา้าอะไรกันแน่?’ นางคิดในใจ ‘คุณชายสูงศักดิ์เช่นนี้...จะแสร้งทำดีเพื่อหวังผลประโยชน์อันใดจากพวกเราหรือไม่?’
เสี่ยวชุ่ยผู้มีไหวพริบ นางสังเกตเห็นความหวาดระแวงในแววตาของป้าเหมยได้อย่างชัดเจน จึงรีบก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฉะฉานและเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ
“ท่านป้าอย่าได้กังวลไปเลยเ้าค่ะ คุณชายของบ่าวท่านนี้ คือคุณชายใหญ่ เซี่ยหยาง บุตรชายคนโตของท่านเสนาบดีเซี่ย เ้ากรมพิธีการ คุณชายของข้าเป็ผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉม ชาติตระกูล และที่สำคัญที่สุดคือน้ำใจอันประเสริฐ ท่านไม่มีทางคิดร้ายต่อเด็กๆ เหล่านี้เป็แน่เ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินถึงตำแหน่งและสกุลที่สูงส่งถึงเพียงนั้น ประกอบกับท่าทีที่ดูไม่มีพิษมีภัยอันใดของคุณชายตรงหน้า ป้าเหมยจึงค่อยๆ คลายความระแวงลง นางรีบโค้งคำนับอีกครั้ง ก่อนจะผายมือเชิญคณะของเซี่ยหยางให้เข้าไปด้านใน
ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป...กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาบของความยากจนก็ปะทะเข้าจมูกอย่างจัง เสิ่นอี้กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างเชื่องช้า...สภาพภายในนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าที่นางจินตนาการไว้เสียอีก พื้นไม้ผุพัง หลังคารั่วเป็รูให้แสงจันทร์ส่องลอดลงมาได้ มีเพียงเสื่อเก่าๆ ที่ขาดวิ่นไม่กี่ผืนปูอยู่ตามมุมห้องให้เด็กๆ ได้ใช้เป็ที่ซุกหัวนอน
“พวกท่าน...อาศัยอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้เช่นนั้นหรือ?” เซี่ยหยางเอ่ยถาม พลางข่มความรู้สึกสังเวชใจเอาไว้ “แล้วการกินอยู่เป็เช่นไรบ้าง?”
ป้าเหมยมองเหล่าเด็กๆ ที่ค่อยๆ ทยอยออกมาจากที่ซ่อนด้วยแววตาอันอ่อนโยน ก่อนจะทอดถอนใจยาว “เดิมที...บ่าวก็พอมีเงินเก็บอยู่บ้างเ้าค่ะ แต่เมื่อเด็กๆ ที่ถูกทอดทิ้งรู้ว่าบ่าวใช้เรือนร้างแห่งนี้เป็ที่พักพิง พวกเขาก็ทยอยมาขออาศัยอยู่ด้วยจนเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ กิจการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ของบ่าวก็ขาดทุนจนหมดเนื้อหมดตัว สุดท้ายจึงต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา...และก็ได้คุณชายช่วยไว้ในวันนี้นี่แหละเ้าค่ะ”
“คุณชาย เชิญนั่งก่อนเ้าค่ะ!” เสี่ยวชุ่ยรีบนำผ้าเช็ดหน้าของตนเองออกมาปัดเช็ดเก้าอี้ไม้เก่าๆ ตัวหนึ่งที่ดูจะแข็งแรงที่สุดในห้องนั้นอย่างรวดเร็ว
เซี่ยหยางทรุดตัวลงนั่งอย่างสง่างามกลางวงล้อมของเหล่าเด็กๆ ที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่อด้วยความประหม่า เขากวาดสายตามองใบหน้าที่มอมแมมและร่างกายที่ผอมโซของพวกเขาอีกครั้งด้วยความเวทนา ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวชายทั้งสอง
“อาหู่ อากัง”
“ขอรับคุณชาย!”
“นำเงินนี่ไป...ไปซื้อซาลาเปาไส้เนื้อกับซาวปิ่งร้อนๆ มาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะหาซื้อได้ แล้วนำกลับมาให้เด็กๆ กินแก้หิวกันก่อน” เขายื่นถุงเงินอีกใบให้ “จากนั้น...คืนนี้พวกเ้าทั้งสองไม่ต้องกลับไปที่โรงเตี๊ยม ให้คอยเฝ้ายามอยู่ที่นี่เพื่อคุ้มครองท่านป้าเหมยและเด็กๆ เผื่อว่าเ้าอันธพาลกลุ่มนั้นจะย้อนกลับมาหาเื่อีก”
“ขอรับคุณชายใหญ่.!” ทั้งสองรับคำสั่ง และรับเงินมาก่อนจะรีบถอยออกจากเรือนร้างไปปฏิบัติหน้าที่ในทันที
เมื่อบรรยากาศผ่อนคลายลงแล้ว ซูเหวินจื่อจึงขยับเข้ามาเอ่ยถามสหายรักด้วยความเป็ห่วง “เสี่ยวหยาง...เ้าคิดจะทำอะไรต่อจากนี้? อย่าลืมสิว่าเราพักอยู่ที่เมืองหัวอินนานเกินไปไม่ได้นะ ธุระสำคัญของเ้าที่เขาซงซานจะล่าช้าไม่ได้”
เซี่ยหยางพยักหน้ารับ เขานั่งไขว่ห้างอย่างสบายๆ โบกพัดในมือไปมาอย่างเชื่องช้า แต่ดวงตานั้นกลับฉายแววครุ่นคิดอันลึกซึ้ง...ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องตกตะลึงออกมา
“ข้า้าที่จะเปิดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า...ในนามของสกุลเซี่ย”
“สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า..!” ทุกคนอุทานออกมาเป็เสียงเดียวกัน
“คุณชายเ้าขา..!” เสี่ยวชุ่ยเป็คนแรกที่เอ่ยทัดทานขึ้นมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ท่านเมตตาช่วยเหลือพวกเขาในวันนี้ก็ถือว่ามากเกินพอแล้วนะเ้าคะ! อย่าได้หาเหาใส่หัวเลยเ้าค่ะ! การเลี้ยงดูคนมากมายเช่นนี้ไม่ใช่เื่ง่ายๆ นะเ้าคะ!”
เซี่ยหยางหันไปมองเสี่ยวชุ่ยด้วยหางตาที่เย็นเยียบลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สุขุมแต่กลับหนักแน่นดุจขุนเขา
“เสี่ยวชุ่ย...เ้าจงฟังให้ดี...สกุลเซี่ยของเรารับใช้ราชสำนักมาหลายชั่วอายุคน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์จักรพรรดิมาโดยตลอด ทั้งเบี้ยหวัดและลาภยศความมั่งคั่งที่เราได้รับมา...ล้วนมาจากหยาดเหงื่อและภาษีของเหล่าราษฎร”
เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อ “เวลานี้...ราษฎรซึ่งเป็รากฐานของแผ่นดินกำลังเดือดร้อน เด็กๆ เหล่านี้คืออนาคตของแคว้นที่กำลังจะเหี่ยวเฉาไปต่อหน้าต่อตา...แล้วข้า...ในฐานะบุตรชายของเสนาบดีเซี่ย...จะทนดูอยู่เฉยได้อย่างไร?”
“หากวันใดที่ข้ามีโอกาสได้เข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิ...แล้วพระองค์ทรงตรัสถามว่าข้าได้ทำคุณงามความดีอะไรเพื่อตอบแทนแผ่นดินบ้าง...เ้าจะให้ข้าก้มหน้าแล้วทูลตอบว่าไม่เคยทำอะไรเลยได้เช่นนั้นรึ?”
สิ้นคำพูดนั้น...ทุกคนในที่นั้นต่างเงียบงันไปในทันที...เสี่ยวชุ่ยถึงกับก้มหน้างุดด้วยความละอายใจ
เซี่ยหยางทอดถอนใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง “ข้ารู้...ว่ามันไม่ใช่เื่ง่าย” เขากล่าวพลางใช้พัดเคาะหน้าผากตัวเองเบาๆ “หากในเมืองหัวอินแห่งนี้...มีร้านค้าหรือกิจการของสกุลเซี่ยอยู่สักร้านหนึ่งก็คงจะดี...บางที...เราอาจจะหาทางออกได้ง่ายขึ้นกว่านี้...”
คำพูดที่ดูเหมือนการรำพึงรำพันนั้น...แท้จริงแล้ว...คือการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งแผนการบทใหม่ลงไปในใจของทุกคนแล้ว..
……….
คำรำพึงรำพันของคุณชายใหญ่ที่ดูเหมือนจะลอยๆ นั้น กลับไปสะกิดบางสิ่งบางอย่างในใจของเสี่ยวชุ่ยเข้าอย่างจัง! นางเงยหน้าขึ้นสบตาเซี่ยหยางด้วยดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ประหนึ่งคิดบางอย่างที่สำคัญยิ่งขึ้นมาได้
เสิ่นอี้ผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมราวกับสามารถอ่านใจคนได้ นางมองปฏิกิริยาของบ่าวหญิงคนสนิทเพียงแวบเดียวก็รู้ทันที นางจึงชิงกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ “มีใช่หรือไม่...เสี่ยวชุ่ย...ข้ามีร้านค้าอยู่ที่เมืองนี้ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วเ้าค่ะคุณชาย!” เสี่ยวชุ่ยพยักศีรษะรับรัวๆ ประหนึ่งลูกไก่จิกเม็ดข้าวสารก็ไม่ปาน “บ่าวเกือบลืมไปเสียสนิท! ฮูหยินใหญ่ท่านมีร้านค้าอยู่ที่เมืองหัวอินแห่งนี้อยู่หลายร้านเลยเ้าค่ะ และในจำนวนนั้น...ก็มีร้านค้าหนึ่งที่คุณชายเป็เ้าของอยู่ด้วยนะเ้าคะ! เป็สินเดิมที่ฮูหยินผู้เฒ่าทิ้งไว้ให้ท่านก่อนสิ้นใจเ้าค่ะ!”
“ดี! ดี! ดี!”
เซี่ยหยางตบเข่าของตนเองฉาดใหญ่ เอ่ยคำว่า “ดี” ออกมาสามครั้งติดต่อกันด้วยความยินดีอย่างสุดซึ้ง! ์ช่างมีตาเสียจริง! ปัญหาที่ดูเหมือนจะตีบตัน บัดนี้กลับมีแสงสว่างส่องลงมาแล้ว!
สมองของเสิ่นอี้ประมวลผลอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ นางหันไปหาป้าเหมยด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและเปี่ยมด้วยความหวัง “ท่านป้าเหมย...พรุ่งนี้เช้า ข้าจะกลับมาหารือกับท่านอีกครั้งในเื่การจัดตั้ง ‘สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าสกุลเซี่ย’ ข้าอาจจะต้องไปเข้าพบนายอำเภอแห่งเมืองหัวอินเพื่อขออนุญาตอย่างเป็ทางการ และต้องเดินทางไปตรวจดูร้านค้าของตนเองเสียก่อน ว่าจะสามารถเป็แหล่งเงินทุนที่มั่นคงให้แก่พวกเราได้หรือไม่”
สิ้นคำพูดนั้น...ท่านป่าเหมยและเหล่าเด็กๆ ทุกคนในที่นั้นต่างทรุดกายลง...คุกเข่ากราบเซี่ยหยางจนหน้าผากแนบชิดติดกับพื้นดิน! หยาดน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจไหลอาบใบหน้าของผู้เป็ประหนึ่งมารดาของพวกเขา
“คุณชาย! ท่าน...ท่านคือผู้มีพระคุณ! คือพระโพธิสัตว์มาโปรดพวกเราโดยแท้!”
“อย่าทำเช่นนี้..!” เซี่ยหยางกระวีกระวาดเข้าไปประคองร่างของท่านป้าเหมยและเหล่าเด็กๆ ให้รีบลุกขึ้นยืน “ท่านป้า ได้โปรดลุกขึ้นก่อน! พื้นมันสกปรก!”
ขณะที่กำลังชุลมุนกันอยู่นั้นเอง อาหู่และอากังก็เดินทางกลับมายังเรือนร้าง พร้อมกับห่อผ้าขนาดใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมฉุยมาแต่ไกล ภายในอัดแน่นไปด้วยซาลาเปาไส้เนื้อร้อนๆ และซาวปิ่งที่เพิ่งออกจากเตาใหม่ๆ จำนวนมาก
“แจกจ่ายให้เด็กๆ ทุกคน” เซี่ยหยางสั่งการ
ภาพอันน่าประทับใจก็บังเกิดขึ้น...เด็กที่โตกว่าไม่ได้รีบวิ่งเข้าไปแย่งชิงอาหาร แต่กลับยืนนิ่ง ปล่อยให้น้องๆ ที่เล็กกว่าและหิวโซกว่าได้เข้าไปรับอาหารก่อน พวกเขารู้ดีว่าความอดทนของตนนั้นมีมากกว่า และสามารถรอได้ หลังจากที่เด็กทุกคนได้รับซาลาเปาและซาวปิ่งกันอย่างถ้วนหน้าแล้ว พวกเขาก็มิได้รีบกินในทันที แต่กลับหันหน้ามาทางเซี่ยหยาง แล้วประสานเสียงขอบคุณกันอย่างก้องกังวาน
“ขอบพระคุณคุณชายใหญ่!”
รอยยิ้มอันอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเสิ่นอี้ นางเดินเข้าไปหาเด็กหญิงตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่งที่กำลังยืนแทะซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อย นางย่อตัวลงแล้วดึงเด็กน้อยเข้ามากอดเบาๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าของตนเองบรรจงเช็ดคราบแป้งที่เปรอะอยู่ข้างแก้มของนางอย่างอ่อนโยน
“หนูน้อย...เ้าชื่ออะไร?” เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ขะ...ข้าชื่อ...เสี่ยวฮวาเ้าค่ะ” “เสี่ยวฮวา...เป็ชื่อที่ไพเราะยิ่งนัก” เซี่ยหยางกล่าวพลางลูบศีรษะนางเบาๆ “แล้วเ้า...อยากเรียนหนังสือหรือไม่?”
คำถามนั้น...ประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของทุกคนที่ได้ยิน!
ซูเหวินจื่อ...อู๋อิ่ง...และแม้แต่เสี่ยวชุ่ยเอง ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง! ให้เด็กขอทาน...เรียนหนังสือ? นี่...นี่มันเป็ความคิดที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเกินไปแล้ว!
แต่เซี่ยหยางกลับไม่สนใจปฏิกิริยาของพวกเขา เขายังคงจ้องมองเข้าไปในดวงตาใสซื่อของเสี่ยวฮวาด้วยความเมตตา
“รอพี่ใหญ่อีกสักหน่อยนะ...” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นดุจคำสัญญา “หลังจากที่พี่เสร็จสิ้นธุระสำคัญเมื่อใด พี่จะกลับมาที่นี่...แล้วจะเปิด ‘สำนักศึกษาสกุลเซี่ย’ ขึ้นมา...แล้วพวกเ้าทุกคน...ก็จะได้ร่ำเรียนหนังสือเป็กลุ่มแรก”
เขากล่าวพลางใช้ปลายนิ้วบิดจมูกเล็กๆ ของเสี่ยวฮวาเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
ภาพของคุณชายผู้สูงศักดิ์...ที่กำลังนั่งคลุกคลีอยู่กับเหล่าเด็กขอทานผู้ต่ำต้อย...มอบทั้งอาหาร...ความหวัง...และคำสัญญาแห่งอนาคตให้แก่พวกเขา...ช่างเป็ภาพที่งดงามและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ประหนึ่งเทพเซียนที่จำแลงกายลงมาโปรดเหล่ามนุษย์ผู้ทุกข์ยากโดยแท้
เวลาล่วงเลยจนดึกสงัด เซี่ยหยาง และคณะจึงขอตัวกลับไปยังที่พักของตน ก่อนจะลาจาก...นางยังคงหันกลับมาโบกไม้โบกมือให้กับเหล่าต้นอ่อนน้อยๆ ด้วยรอยยิ้ม
ป้าเหมยยืนกอดเหล่าเด็กๆ อยู่หน้าเรือนร้าง ทอดสายตามองส่งขบวนของคุณชายผู้มีพระคุณจนลับสายตาไป...ค่ำคืนนี้...แม้จะยังคงหนาวเหน็บ...แต่ในหัวใจของพวกเขากลับอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน...