บทที่ 14
สถานศึกษาเมืองตี้หนาน
ท้องนภาเปิดโล่งแสงแดดส่องผ่านลงมาด้านล่างกำลังพอดี บรรยากาศในวันนี้เป็บรรยากาศของวันที่อบอุ่นพอสมควรภายในเมืองตี้หนานเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย พื้นที่เกือบจะใจกลางเมือง
สถานศึกษาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าสถานศึกษาแห่งนี้มีผู้คนเดินเข้าออกมากมายมันตั้งอยู่บริเวณเกือบจะใจกลางเมืองมีพื้นที่ที่ดินที่กว้างขวางบริเวณป้ายไม้ด้านหน้าที่ตั้งอยู่้าประตูขนาดใหญ่มันถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าสถานศึกษาเมืองตี้หนาน
สองพ่อลูกมายืนอยู่บริเวณประตูขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าประตูของสถานศึกษาขนาดใหญ่ที่มันถูกปิดเอาไว้มันตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าของพวกเขา
ลู่หยางมือข้างซ้ายจูงมือของบุตรสาวของตนเองเอาไว้บริเวณแขนข้างขวาด้านหลังสะพายกล่องไม้ที่เป็กล่องกระบี่ของท่านอาจารย์ใบหน้าเงยหน้าปกติเล็กน้อยใช้ดวงตามองไปที่ป้ายขนาดใหญ่ของสถานศึกษาแห่งนี้
บุตรสาวที่อยู่ข้างๆหันมามองด้วยความสงสัยก่อนจะกล่าว“ พวกเรามาทำอันใดที่นี่อย่างนั้นหรือเ้าคะท่านพ่อ? ”
ลู่หยางที่กำลังยืนอยู่หันใบหน้ากลับไปหาบุตรสาวของตนส่งรอยยิ้มอ่อนก่อนจะตอบกลับ“ พ่อจะพาเ้ามาเข้าเรียนที่สถานศึกษาแห่งนี้ ”
หนิงหนิงขมวดคิ้วมุ่นหน้าตาไม่พึงพอใจเล็กน้อยพลางกล่าว“ ข้าอยากจะอยู่กับท่านพ่อมากกว่าเ้าค่ะ!!! ”
ลู่หยางยิ้มอย่างเอ็นดูย่อกายของตนต่ำลงเล็กน้อยมือข้างขวายื่นไปัับนศีรษะของบุตรสาวอย่างอบอุ่นและเอ็นดู “แต่เ้าเองก็จำเป็จะต้องมีความรู้ติดตัวไว้หรือว่าเ้าไม่อยากจะเป็คนที่เก่งกาจเหมือนท่านแม่ของเ้า ”
หนิงหนิงสองจิตสองใจแสดงใบหน้าเศร้าหมองแต่ก็พยักหน้าตอบรับกลับไป“ อยากเ้าค่ะ!! ”
ลู่หยางเมื่อได้ยินเช่นนั้นยิ้มเล็กน้อย“ สถานที่แห่งนี้มันจะทำให้เ้าเป็คนที่เก่งเหมือนท่านแม่ของเ้า ”
เมื่อพูดจบลู่หยางลองดูปฏิกิริยาตอบรับของบุตรสาวของตนที่แสดงออกมาแม้ว่านางจะดูลังเลอยู่ไม่ใช่น้อยแต่ก็ดูเหมือนว่าจะคล้อยตามถ้อยคำที่เกี่ยวกับของเขา
เมื่อเห็นนางคล้อยตามคำกล่อมของเขาเขาลุกขึ้นจากท่านั้นแล้วก็หันกลับไปมองที่บริเวณประตูสถานศึกษาที่ปิดเอาไว้ด้านหน้า
บริเวณหน้าประตูมันมีใบประกาศติดเอาไว้อย่างชัดเจนว่าสถานศึกษาแห่งนี้กำลังเปิดรับคนเข้าไปศึกษาเล่าเรียนโดยจะรับเด็กที่มีอายุั้แ่หกปีจนถึงสิบสองปีเท่านั้น
หนิงหนิงมีอายุอยู่ในเกณฑ์ไม่น่าจะใช่ปัญหาลู่หยางเลยทำใจสูดหายใจเข้าเล็กน้อยปล่อยออกมาอย่างแ่เบาแล้วก็ก้าวเท้าไปด้านหน้ายกมือข้างขวาทำการเคาะประตูที่ถูกปิดเอาไว้
เมื่อทำการเคาะประตูไปประมาณสามครั้งเขาจึงก้าวถอยออกมาจากจุดนั้นยืนรอครู่หนึ่งประตูที่ปิดเอาไว้ด้านหน้าก็ค่อยๆเลื่อนเปิดออกมาอย่างช้าๆ
ประตูไม้ขนาดใหญ่ถูกเลื่อนเปิดก่อนที่จะปรากฏร่างเงาของคนผู้หนึ่งบริเวณด้านหลังประตูนั้นผู้ที่ก้าวออกมาเป็บุรุษวัยกลางคน่อายุอยู่น่าจะราวๆสักประมาณเลขสี่ถึงเลขห้าร่างกายไม่ได้อ้วนแต่ก็ไม่ได้ผอมดูสมบูรณ์สวมใส่ชุดบัณฑิตสีน้ำเงินเข้มมีผมสีดำสลับขาวท่าทางดูมีภูมิฐาน บนใบหน้านั้นปรากฏรอยเหี่ยวย่นเล็กน้อยแต่เมื่อมองดูด้วยสายตาลู่หยางกลับมองว่าคนผู้นี้ดูมีความหยิ่งทะนงอยู่ภายในตัวหลายส่วน
เพราะว่ายามที่คนผู้นั้นก้าวออกมาดวงตาของคนผู้นั้นมันปรากฏให้เห็นเลยว่าดวงตาของคนผู้นั้นมองตรงมาที่เขาอย่างดูแคลนหลายส่วน
กระนั้นลู่หยางเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทางที่ดูแคลนเขาอยู่หลายส่วนแต่เขาก็ไม่ได้ถือโทษโกรธทำในสิ่งที่ตนเองนั้นควรจะทำเขายังคงแสดงท่าทางนอบน้อมต่อผู้าุโที่มีอายุมากกว่าตนเองร่วมยี่สิบปีด้านหน้า
ลู่หยางมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันก้มศีรษะลงไปเล็กน้อยพลางกล่าวออกมา“ คารวะผู้าุโแห่งสถานศึกษาตี้หนาน ”
คนผู้นั้นขมวดคิ้วทั้งสองข้างหรี่ตาจ้องมองอย่างสงสัยก่อนที่มันจะเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงโทนต่ำที่แหบเล็กน้อย“ เ้าเป็ผู้ใดกัน? ”
ลู่หยางตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว“ ตัวของข้าพาบุตรสาวของข้ามาสมัครเข้าสถานศึกษาขอรัับ ”
แม้อีกฝ่ายจะแสดงท่าทางไม่เป็มิตรเพียงใดแต่ว่าลู่หยางก็พยายามแสดงรอยยิ้มของตนเองตลอดเวลาและพยายามแสดงตัวตนให้นอบน้อมกับอีกฝ่ายอยู่เสมอ
แต่ดูเหมือนว่าการที่เขาแสดงท่าทางเช่นนั้นออกมามันจะกลายเป็สิ่งที่ทำให้ผู้ที่อยู่ด้านหน้ายิ่งแสดงท่าทางที่ดูแลคลนเขามากขึ้น
ลู่หยางลองดูท่าทางของาุโคู่นี้เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายดูไม่น่าเคารพเลยสักนิดทันทีที่เขาพูดออกไปว่าอำภาบุตรสาวของตนเองมาเพื่อสมัครเข้าเรียนภายในสถานศึกษาแห่งนี้
ที่อยู่ด้านหน้าในดวงตามองเขาั้แ่หัวจรดเท้าในใจของมันมองดูท่าทางและการแต่งกายของลู่หยางก็พอจะรู้ได้ในทันทีว่าเป็คนที่ไม่ค่อยมีเงินสักเท่าไหร่
ลู่หยางแต่งกายด้วยชุดผ้าธรรมดาธรรมดาที่ไม่ได้มีอันใดโดดเด่นทั่วทั้งกายก็ไม่ได้มีเครื่องประดับอันล้ำค่ามีเพียงกล่องไม้ประหลาดด้านหลังที่สภาอยู่ตลอดเวลา
สถานศึกษาแห่งนี้ใช้เงินในการร่ำเรียนเป็จำนวนมากคนที่แต่งกายด้วยชุดเช่นนี้จะสามารถจ่ายค่าศึกษาเล่าเรียนได้อย่างไร
เพราะแบบนั้นคนผู้นี้ภายในใจบังเกิดความดูแคลนหลายส่วนมันยืนนิ่งจ้องมองมาที่ลู่หยางอยู่สักพัก
ถึงแม้ว่าจะไม่อยากรับสองพ่อลูกคู่นี้เข้ามาภายในสถานศึกษาสักเท่าไหร่แต่มันเองก็เป็ผู้าุโของสถานที่แห่งนี้เป็หนึ่งในอาจารย์ที่น่าเคารพถ้าไล่คนผู้นี้กลับไปคงจะดูไม่ดีนัก
สุดท้ายแล้วมันก็ยอมเปิดประตูออกแล้วก็นำพาสองพ่อลูกที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตูเข้ามา
ลู่หยางมองดูก็รู้ได้ในทันทีว่าาุโผู้นี้ไม่ค่อยเต็มใจให้เขาเข้ามาสักเท่าไหร่แต่การทำเช่นนี้เพราะว่าไม่อยากจะะโไล่พวกเขาสองพ่อลูกบริเวณถนนด้านหน้าของสถานศึกษาก็มีผู้คนอยู่จำนวนนึงเลยทีเดียว
ถ้าเขาทำการะโไล่พวกเขาสองพ่อลูกออกไปก็จะกลายเป็เป้าสายตาของผู้คนมากมายกลายเป็ข้อครหาให้ผู้คนนั้นต่างพากันพูดถึง
ลู่หยางแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายทำไปเพราะรักษาหน้าตัวเองแต่เขาก็ไม่ได้โกรธอันใดขอเพียงแค่ให้บุตรสาวของตนเองเข้าเรียนที่สถานศึกษาแห่งนี้ได้ก็พอ
สถานศึกษาแห่งนี้มีความกว้างขวางเป็อย่างมากก้าวเข้ามาด้านในมันมีหอเรียนอยู่จำนวนมากมายเส้นทางภายในสถานที่แห่งนี้มีมากมายหลายสิบเส้นทางโดยเส้นทางแต่ละเส้นก็ถูกตกแต่งเอาไว้เป็อย่างดี
เรียกได้ว่าเป็สถานที่ที่ครบครันมันไม่ได้แตกต่างจากพวกจวนของขุนนางยศใหญ่โตเลย จากการที่ลู่หยางลองตรวจสอบดูก่อนหน้านี้เกี่ยวกับสถานศึกษาแห่งนี้
มันทำให้เขานั้นได้รู้ว่าสถานศึกษาแห่งนี้มันมีอาจารย์มากกว่าร้อยคนอาจารย์ร้อยคนก็ล้วนแล้วแต่เป็คนที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆมีความสามารถแตกต่างกันไปประยุกต์เข้ากับความสามารถของเหล่าศิษย์
สถานศึกษาแห่งนี้จะทำการดึงความสามารถของคนที่เข้ามาเข้าเรียนภายในสถานที่แห่งนี้แบ่งแยกออกไปเป็ตามกลุ่มต่างๆเป็สถานที่ฝึกได้ทั้งบุ๋นและบู๊
มันทำให้สถานที่แห่งนี้มีจำนวนนักเรียนมากกว่าสามพันคนโดยสามพันคนนี้ไม่ใช่เป็คนของภายในเมืองแห่งนี้เท่านั้นว่ายังมีคนจากที่อื่นมากมายที่เข้ามาศึกษาที่สถานศึกษาแห่งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะว่าถ้าอยากจะประสบความสำเร็จและสามารถเข้ารับราชการได้รวมถึงมีความก้าวหน้าในการรับราชการสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็ทางเลือกที่ดี
ในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นชายวัยเลขห้าแต่งกายด้วยชุดบัณฑิตสีน้ำเงินที่เดินนำหน้าอยู่นั้นกล่าวขึ้นมา“ ไม่ใช่ว่าผู้ใดจะสามารถสมัครเข้าเรียนสถานที่แห่งนี้ได้มีเงินอย่างเดียวไม่ได้การที่จะผ่านการเข้าร่วมสถานศึกษาแห่งนี้จำเป็จะต้องทดสอบความสามารถด้วย”
ลู่หยางเหลือบสายตาไปมองคนที่อยู่ด้านหน้าพร้อมเบะปากเล็กน้อย‘ เ้าแก่นี่กำลังดูถูกหนิงหนิง ’
เขารู้อยู่แล้วว่าที่อีกฝ่ายพูดมาล้วนแล้วแต่เป็สิ่งที่มันสร้างขึ้นมาทั้งสิ้นเพราะว่าถ้ามีบททดสอบจริงๆบริเวณด้านหน้าใบประกาศมันก็ควรจะมีระบุเอาไว้
คนผู้นี้สร้างบททดสอบขึ้นมาเพื่อที่จะกันพวกเขาออกจากสถานที่แห่งนี้
ลู่หยางแม้จะรู้เช่นนั้นแต่ก็พยายามสงบใจจูงมือบุตรสาวเดินตรงเข้าไปบริเวณหอแห่งหนึ่งด้านหลังของสถานศึกษาแล้วเขาไม่ได้เดินเข้าไปภายในหอนั้นกลับเดินไปบริเวณข้างๆ
มันนำพาพวกเขาสองพ่อลูกเดินมาถึงบริเวณข้างๆที่เป็สวนเล็กๆแห่งหนึ่งดวงตาของมันกวาดไปมองบริเวณรอบๆพร้อมกับยกยิ้มขึ้นมาอย่างเ้าเล่ห์หันมาหาสองพ่อลูกที่อยู่ด้านหลัง“ นี่แหละบททดสอบ ”
ลู่หยางเพียงคอสงสัยเล็กน้อยภายในใจบังเกิดความประหลาดใจอยู่หลายส่วนแต่ก็พยายามสงบใจดูท่าทีของผู้ที่อยู่ด้านหน้าอีกครั้ง
ชายวัยเลขห้ากำลังอยู่ด้านหน้ายืดอกขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่มันจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงฉะฉานไหลลื่น“ เกี่ยวกับบททดสอบพี่สาวของเ้าจะเป็คนที่เข้ารับบททดสอบจากผู้เป็บิดายืนดูเฉยๆห้ามพูดอะไรทั้งสิ้น”
ลู่หยางปล่อยมือบุตรสาวของตนเองก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าวเหลือหนิงหนิงกำลังเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่ด้านหน้าเด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูใช้ดวงตากลมใสราวกับลูกแก้วจ้องมองไปที่าุโผู้ชราด้านหน้า
คนผู้นั้นมองต่ำลงมาที่นางก่อนจะใช้นิ้วมือที่ยกขึ้นมาชี้ตรงไปบริเวณรอบๆแล้วถาม“ภายในสถานที่แห่งนี้มีดอกไม้และสมุนไพรอยู่ประมาณยี่สิบชนิดเ้าจงบอกมาให้หมดว่ามีอันใดบ้าง”
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นคิ้วของเขาถึงกับกระตุกใบหน้าแดงก่ำเล็กน้อยภายในใจบังเกิดเปลวเพลิงแห่งโทสะดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนกลายเป็ดวงตาแห่งสัตว์ร้ายจ้องมองไปที่ผู้ที่อยู่ด้านหน้าในทันที“หมายความว่าอย่างไรขอรับผู้าุโสมุนไพรและดอกไม้ภายในสถานที่แห่งนี้มีมากกว่ายี่สิบชนิดพวกมันเป็สมุนไพรและดอกไม้ที่หายากอย่าว่าแต่บุตรสาวของข้าเลยต่อให้เป็ลูกของขุนนางที่ศึกษาเื่นี้มาั้แ่ยังเล็กก็ไม่มีทางจะรู้ได้ทั้งหมด”
จบบท