ตอนที่ 14 ขายหนังสือหมั้นหมาย
หลี่เฉินอันเดินทางออกจากศาลาเยียนหยูไปทั้งเช่นนั้น
เขาหันหลังให้กับสายตาของจงหลีรั่วสุ่ยและคนอื่น
เขาเริ่มวิ่งเหยาะ ๆ ในที่สุดก็หายไปจากสายตาของพวกเขาทั้งหลาย
เขาบรรลุวัตถุประสงค์ของตนแล้ว เนื่องจากท้ายที่สุด ฮัวหม่านถิงใช้คำเรียกแทนเขาว่าน้องชายแล้ว ทั้งสองยังสนทนากันว่าจะรอพบกันใหม่ในครั้งต่อไปด้วย
เนื่องจากกวีบทนั้นทำให้ฮัวหม่านถิงรู้สึกสนอกสนใจในตัวเขาอย่างมาก ทั้งยังเห็นเขามีความสามารถสูงส่งเช่นเดียวกับตน
สิ่งเหล่านี้เขาได้รับประสบการณ์มาจากเมื่อชาติก่อน
หาก้าได้รับความเคารพจากใครสักคน ไม่ใช่เพราะว่ามีมิตรภาพเพียงไร แต่เพราะแข็งแกร่งเพียงไรต่างหาก !
นักปราชญ์าุโฮัวมีความสามารถอันแข็งแกร่งด้านวรรณกรรมและการศึกษา เช่นนั้นเขาก็จะต้องแสดงความแข็งแกร่งด้านวรรณกรรมออกมา เพื่อให้อีกฝ่ายเห็นค่า
ยอดเยี่ยม
ในใจของหลี่เฉินอันรู้สึกมีความสุข ตอนเย็นเขาจะเดินทางไปหานักปราชญ์าุโฮัว หากว่าวันเปิดร้านสามารถเชิญผู้าุโคนนี้ไปนั่งอยู่ในร้านสุราได้ล่ะก็ คงจะทำให้บรรยากาศในร้านสุราดูแตกต่างไปจากเดิม
เขากลับมายังตรอกเอ้อร์จิ่งโกวอีกครั้ง ในวันนี้ เขาจะต้องไปซื้อข้าวสำหรับหมักสุรา วันพรุ่งนี้จะได้ลองหมักสุราดู
ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในแผนการที่เขาวางเอาไว้ ไม่ได้เหนือบ่าฝ่าแรงเลย ในอนาคตเขาจะอยู่เฝ้าร้านสุราเล็ก ๆ นี้ไปตลอดกาล
ยอดเยี่ยม !
“ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ! ”
ในศาลาเยียนหยู หลังจากที่หลี่เฉินอันเดินทางจากไปแล้ว ฮัวหม่านถิงก็กล่าวประโยคนี้ออกมาเช่นกัน
“นี่เป็บทกวีที่ค่อนข้างเรียบง่าย หากว่าจะมองจากมุมมองของวรรณกรรม ไม่อาจเทียบได้กับภมรรักบุปผา แต่กลับสามารถแสดงถึงธรรมชาติ ความคล่อง และให้ความรู้สึกแปลกใหม่”
ฮัวหม่านถิงได้สั่งให้ซูมู่ซินนำกระดาษ พู่กัน และน้ำหมึกในกล่องออกมา จากนั้นเขาทำการจารึกกวีบทนี้ลงไป แล้วกล่าวว่า “เ้าบุรุษหนุ่มผู้นี่ ข้ายิ่งมองยิ่งไม่เข้าใจเขาเลย”
“มีบทกวีมากกว่าพันบทในใต้หล้าที่เขียนโดยพรรณาถึงฤดูใบไม้ผลิ แต่ส่วนมากมักมีเนื้อหาที่เศร้าโศกเกี่ยวกับฤดูใบไม้ผลิ ทว่ากวี ‘ชิงซิ่งเอ๋อร์’ นี้แตกต่างออกไป ความคิดทางศิลปะของบทกวีนี้ได้เปลี่ยนจากท่อนบนอันหม่นหมองเศร้าโศก ไปสู่ความชัดเจนและความสุขในท่อนหลัง”
“มีสุราชั้นดีเคียงคู่ ปราศจากเื่ทางโลก ไม่ว่าจะมีบุปผาหรือไม่ก็ตาม ฤดูใบไม้ผลิยังคงอยู่ที่นั่นเสมอ และฤดูใบไม้ผลิยังคงอยู่ไปตลอดกาล”
“นี่ช่างเป็การมองโลกภายนอกอย่างเปิดกว้างเหลือเกิน จิตใจเขาโอบอ้อมอารีเพียงใด......ข้านั้นช่างละอายนัก ! ”
“สิ่งที่ทำให้กวีบทนี้ดูโดดเด่นยอดเยี่ยม คงต้องใช้คำว่า... กระจ่างแจ้ง ! ”
“เขาเพิ่งจะอายุเพียง 17 ปี ส่วนข้าปาเข้าไป 70 ปีแล้ว......เขาเลือกที่จะไม่ใช้ฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง ส่วนข้านั้นยังคงหยุดอยู่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายดังเดิม ดังนั้นข้าไม่อาจเทียบกับเขาได้เลย ! ”
“อีกอย่าง ข้านั้นเชื่อเป็อย่างยิ่งว่าก่อนหน้านี้เขาเพียงปิดซ่อนความสามารถเอาไว้ เ้าเด็กคนนี้มองออกในทางโลก และดูเหมือนว่าใต้หล้านี้จะไม่มีผู้ใดเหมือนเขาอีกแล้ว ! ”
คำกล่าวชมหลี่เฉินอันที่ฮัวหม่านถิงกล่าวออกมา มากเกินกว่าที่จงหลีรั่วสุ่ยและคนอื่น ๆ ได้จินตนาการไว้
พวกเขาแต่ละคนได้แต่ชะงัก เบิกตากว้าง เพิ่งจะเข้าใจว่าบุรุษผู้นี้มีความสามารถมากเพียงไร
ซูมู่ซินผู้ที่เก่งกาจและเป็ความภาคภูมิใจของสี่ยอดผู้มีพร์แห่งเมืองหลวง บัดนี้ได้แต่ก้มหน้าลง จากกวี ‘ชิงซิ่งเอ๋อร์’ เมื่อครู่นั้น เขาได้เห็นแล้วว่าความสามารถของตนด้อยกว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นเพียงใด
ไม่ว่าจะเป็ในเื่ของบทกวี หรือเป็เื่ของการมองโลกอย่างเปิดกว้าง
จงหลีรั่วสุ่ยรู้สึกชื่นชมยินดี แววตาคู่สวยของนางเป็ประกายยิ่งขึ้น
หนิงฉู่ฉู่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 เดือน 3 ณ ศาลาเยียนหยู ที่นางได้พบกับเขาโดยบังเอิญในครั้งนั้น จู่ ๆ นางก็แย้มยิ้มออกมา “ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนที่ข้าพบโดยบังเอิญนั้น สามารถทำให้นักปราชญ์าุโฮัวเอ่ยชื่นชมได้มากเพียงนี้”
นางหันไปมองจงหลีรั่วสุ่ย พลางพูดด้วยแววตายั่วยุเบา ๆ ว่า “เหยากวงถูกข้าส่งไปที่โม่เป่ยแล้ว บัดนี้หอลี่จิ้งในเมืองกวงหลิงยังขาดคนไปคนหนึ่ง เป็จังหวะที่หอลี่จิ้งจำเป็ต้องส่งคนออกไปสืบราชการลับพอดี อีกทั้งชื่อเสียงของเขาในเมืองกวงหลิงเป็ที่รู้จักกันดีในฐานะบุรุษผู้ทำตัวย่ำแย่จนถูกยึดคืนหนังสือหมั้นหมาย และทุกคนยังคงคิดว่าเขาเป็เพียงคนโง่เขลาคนหนึ่งเท่านั้น......”
“เมื่อมีตัวตนที่ปกปิดเช่นนี้ เขาสามารถทำอะไรให้กับหอลี่จิ้งได้มากกว่าที่คิด”
จงหลีรั่วสุ่ยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา “พระองค์จะให้ว่าที่บุตรเขยของจวนจงหลีเราไปเสี่ยงอันตรายครั้งใหญ่ทำงานให้กับหอลี่จิ้งเพื่อหาเลี้ยงปากท้องหรือ ? ”
หนิงฉู่ฉู่หัวเราะ นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ประการแรก เขายังไม่ใช่คู่หมั้นหมายของเ้า อย่าลืมไปว่าเขาไม่มีความสนใจในการเข้าร่วมแข่งวรรณกรรมเพื่อรับการคัดเลือกเป็บุตรเขยจวนจงหลีในครั้งนี้ เ้ามั่นใจได้หรือว่าเขาจะหลงใหลชื่นชอบในความมั่งคั่งของจวนจงหลีเ้า ? ”
“ประการที่สอง เขากำลังจะเปิดร้านสุราเล็ก ๆ นั้นมิใช่หรือ ? หากการค้าของเขาเป็รูปเป็ร่างขึ้นมาจริง ๆ เ้ารับประกันได้หรือไม่ว่าเขาจะไม่ถูกกดดันและถูกโจมตีจากพ่อค้าสุราร้านอื่นของเมืองกวงหลิง ? ”
“อีกอย่าง การที่เขาเข้าไปทำร้ายผู้คนในจวนหลี่ ถึงเยี่ยงไรเขาก็ถูกขับไล่ออกมาจากจวนแล้ว และข้าได้ยินว่าฝ่ายตรงข้ามได้มอบเงินเพื่อไปฟ้องร้องเขา แม้ว่าจวนจงหลีของเ้าจะสามารถระงับคดีนี้ได้อย่างง่ายดาย แต่การที่จวนจงหลีทำเช่นนี้จะมิส่งผลดีอย่างแน่นอน”
“ดังนั้น การที่ข้าจะให้สถานะเขาเป็หน่วยสืบลับของหอลี่จิ้ง ทางการจะมิสามารถจัดการอะไรเขาได้ นับว่าเป็เครื่องรางป้องกันตัวสำหรับเขา สิ่งนี้เป็ประโยชน์และไม่มีอันตรายกับเขาแม้แต่น้อย เ้าลองคิดดูให้ดี”
หนิงฉู่ฉู่กล่าวเช่นนั้น ทำให้จงหลีรั่วสุ่ยเข้าใจได้ในทันที แต่นางก็ยังคงมองไปทางหนิงฉู่ฉู่ “สถานะสายลับนั้นดูต่ำต้อยไปเล็กน้อย”
“เอาเถอะ เช่นนั้นข้าจะให้เขาเป็ตัวแทนซิ่วอีกว่างหลิง แทนตำแหน่งของเหยากวง”
ซูมู่ซินที่นั่งอยู่ด้านข้างฟังด้วยความตกตะลึงและอิจฉา เขาเอ่ยถามขึ้นว่า “บุรุษผู้นั้นเป็ใครกันแน่ ? ”
“หลี่เฉินอัน เ้าเคยได้ยินชื่อเขาหรือไม่ ? ”
ซูมู่ซินตกตะลึงกว่าเดิม “บุตรชายผู้โง่เขลาของหลี่เหวินฮั่นงั้นหรือ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยรู้สึกไม่พอใจ นางปราดสายตาจ้องไปที่ซูมู่ซินด้วยดวงตาแข็งกร้าว “เขาโง่งั้นหรือ หากเขาโง่จริง จะสามารถประพันธ์บทกวีภมรรักบุปผาและบทกวีชิงซิ่งเอ๋อร์นี้มาได้เยี่ยงไร ? ”
“เ้าคงไม่พอใจสินะที่พ่ายแพ้แก่เขา แต่หากว่าเ้ายอมรับความพ่ายแพ้นี้ นั่นหมายความว่าเ้าสู้ไม่ได้แม้แต่คนโง่เขลา ! แต่หากเ้าไม่พอใจล่ะก็ เ้าก็ไปประพันธ์บทกวีให้งดงามกว่าบทกวีของเขามาสักบทสิ ! ”
คุณหนูสามแห่งจวนจงหลีผู้เข้าข้างคนที่นางชอบ เอ่ยวาจาออกมาเสียจนซูมู่ซินหน้าเเดงเรื่อด้วยความรู้สึกละอายใจ
ท่านาุโฮัวก็รู้สึกปวดหัวกับเื่นี้เช่นกัน แต่หนิงฉู่ฉู่กลับพูดจาเสียดแทงเข้าไปในหัวใจของจงหลีรั่วสุ่ยอีกครั้งว่า “ข้าว่า บัดนี้หนังสือหมั้นหมายระหว่างเขากับเสิ่นเฉียวเตี๋ยยังไม่ได้ถูกยกเลิก เ้าและเขายังไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดกันแม้แต่น้อย เ้าจะรีบร้อนไปใย ? ”
“เื่อันง่ายดายเช่นนี้ เป็เพราะเ้าต่างหากที่จงใจยืดเยื้อ ! อ้อ จริงสิ ! ”
จงหลีรั่วสุ่ยหันมายิ้มให้กับฮัวหม่านถิง “ท่านปู่ฮัว เื่ของการยกเลิกหนังสือสัญญาหมั้นหมายตระกูลหลี่และตระกูลเสิ่น ท่านได้เอ่ยกับหลี่เหวินฮั่นแล้วหรือไม่ ? ”
“เมื่อวานนี้ข้าได้เอ่ยถึงเมื่อตอนที่ไปยังสำนักศึกษาจู๋เซี่ย เพียงแต่ว่า......”
จงหลีรั่วสุ่ยลุ้นตัวเกร็ง “เขาไม่เห็นด้วยหรือ ? ”
“ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ไม่รู้ว่าสิ่งใดไปกระตุ้นหลี่เหวินฮั่นเข้า เขานิ่งเงียบอยู่เนิ่นนานแล้วตอบว่า เื่นี้ให้บุตรชายของเขาเป็คนตัดสินใจเอง นั่นหมายความว่าการที่ตระกูลเสิ่นจะขอคืนหนังสือหมั้นหมายก็ให้ตระกูลเสิ่นไปเอ่ยถามหลี่เฉินอันเอง”
“อ้อ......แต่การคลุมถุงชนเช่นนี้ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่เป็คนตัดสินใจหรอกหรือ ? ”
หนิงฉู่ฉู่กล่าวประโยคเสียดแทงใจจงหลีรั่วสุ่ยขึ้นอีกประโยคว่า “แล้วเ้าเชื่อฟังคำสั่งของพ่อแม่เ้าหรือไม่ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยกัดฟันกรอดพึมพำ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกชื่นชอบบุรุษหนุ่มของหญิงสาวแรกแย้มจางลงแม้แต่น้อย นางลุกขึ้นยืนยืดคอขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งผยองดุจดั่งนกยูงรำแพน “หม่อมฉันจะไปที่ตรอกเอ้อร์จิ่งโกวสักหน่อย”
……
……
ตอนที่หลี่เฉินอันกลับไปยังร้านที่อยู่ในตรอกเอ้อร์จิ่งโกว ก็พบว่าน้องสาวหลี่เฉียวซีกำลังนั่งรออยู่ที่สวนหลังบ้านแล้ว
“ท่านพี่”
หลี่เฉี่ยวซีมองไปยังพี่ชายที่ร่างกายเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ นางประหลาดใจเล็กน้อย “เช้าตรู่เช่นนี้ ท่านพี่ไปทำอันใดมากัน ? ”
หลี่เฉินอันหยิบผ้ามาเช็ดเหงื่อ “ข้าไปวิ่งมา ดูร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนัก แล้วท่านแม่เป็เยี่ยงไรบ้าง ? ”
“ท่านแม่ดีขึ้นมากแล้ว เมื่อวานนี้ข้าได้เดินทางไปที่โรงหมอหุยชุนเพื่อให้หมอจางสั่งยาให้อีกเล็กน้อย หมอจางกล่าวว่า อีกสองสามวันเมื่อกินยานี้แล้วก็คงจะหายดี อ้อจริงสิ......ท่านพี่ เมื่อคืนนี้ท่านพ่อเดินทางไปเยี่ยมดูอาการท่านแม่ด้วย”
หลี่เฉินอันใช้ถังตักน้ำจากบ่อน้ำบริเวณมุมของลานบ้านขึ้นมาล้างหน้าล้างตา “ท่าทางของเขาเป็เยี่ยงไร ? ”
“ดีกว่าเมื่อก่อนยิ่งนัก คำพูดของท่านพ่อ......ดูเหมือนจะรู้สึกผิดเล็กน้อย”
“ของสิ่งนี้ ท่านพ่อมอบให้แก่ข้า และสั่งให้ข้านำมามอบให้พี่ บอกว่าเื่นี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพี่เอง”
“อะไรกัน ? ”
“หนังสือสัญญาหมั้นหมายของตระกูลเสิ่นเยี่ยงไรเล่า ท่านพ่อกล่าวว่าจะถอนหมั้นหรือไม่ให้พี่เป็คนตัดสินใจเอง แต่ข้าคิดว่าไม่ถอนหมั้นจะดีกว่า เพราะคุณหนูตระกูลเสิ่นนั้นทั้งงดงามและมีการศึกษา หากได้นางมาเป็พี่สะใภ้ของข้า คงจะมีแต่คนอิจฉาอย่างแน่นอน”
หลี่เฉินอันยิ้มขึ้นแล้วลูบศีรษะหลี่เฉียวซีเบา ๆ เขารับหนังสือนั้นมาแล้วโยนลงไปบนโต๊ะโดไม่สนใจมันนัก
“พรุ่งนี้ตอนบ่าย เ้ามาที่นี่ได้หรือไม่ ช่วยอะไรพี่หน่อย”
“ได้สิ ท่านพี่มีเื่อะไรให้ข้าช่วยล่ะ ? ”
“ที่จริงก็ไม่มีอะไรมากหรอก พี่ตั้งใจจะกลั่นสุรา จะให้เ้าช่วยจุดไฟให้หน่อย”
ดวงตาของหลี่เฉียวซีเบิกกว้าง นางเอ่ยถามอย่างประหลาดใจว่า “ท่านพี่กลั่นสุราเป็ด้วยหรือ ? ”
“สิ่งที่พี่ชายของเ้าทำเป็นั้นมากมายนัก เดี๋ยวพรุ่งนี้สุรากลั่นออกมาสำเร็จ เ้าก็รู้เอง”
ดวงตาของสาวน้อยเป็ประกาย แต่ยังคงสับสนและสงสัยเล็กน้อย และนึกในใจว่าหากพี่ชายมีความสามารถเช่นนี้จริง เหตุใดเขาถึงไม่แสดงออกมาให้เร็วกว่านี้ ?
หากท่านพ่อรู้ว่าพี่ชายมีความสามารถ ก็คงจะไม่ขับไล่เขาออกจากจวน
จู่ ๆ นางก็นึกถึงบทกวี ‘ภมรรักบุปผา’ ที่กำลังเป็ที่พูดถึงไปทั่วเมืองกวงหลิง่สองสามวันนี้ขึ้นมาได้ เดิมทีตั้งใจจะท่องให้พี่ชายฟัง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเนื้อความในบทกวีอาจทำให้พี่ชายของนางเ็ปใจได้ นางจึงได้ละทิ้งและล้มเลิกความคิดนี้ไป
“เช่นนั้นข้าขอกลับไปต้มยาให้ท่านแม่ดื่มก่อน แล้วพรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่”
“อืม หากเกิดเื่ใดขึ้นที่บ้าน จงมาบอกพี่”
“อืม ! ”
หลี่เฉียวซีเดินทางจากไปด้วยความสุข หลี่เฉินอันไปยังห้องทางฝั่งตะวันออกตก มองดูอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการกลั่นสุราซึ่งช่างฝีมือเ่าั้ทำเอาไว้ ต้องยอมรับว่าฝีมือของพวกเขาดีจริง ๆ
เขาเดินกลับไปที่ในสวนหลังบ้านอีกครั้ง มองดูหนังสือสัญญาหมั้นหมาย ก่อนจะรู้ว่าแม่นางที่นามว่าเสิ่นเฉียวเตี๋ย บัดนี้มีอายุเพียงแค่ 16 ปี ยังไม่บรรลุนิติภาวะเสียด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าเขาจะต้องคืนหนังสือหมั้นหมายนี้กลับไป เพราะบัดนี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่นางที่มีนามว่าเสิ่นเฉียวเตี๋ยหน้าตาเป็เช่นไร แท้จริงแล้วต่อให้เขาเคยเห็นหน้านาง ก็จำเป็ต้องเอาคืนกลับไป เนื่องจากนาง้าที่จะเห็นหลี่เฉินอันมีชื่อเสียงโดดเด่น แต่ร่างกายที่เขากำลังอยู่บัดนี้ เป็ไปไม่ได้เลยที่จะโดดเด่นก้าวหน้า
สิ่งที่คนโบราณคิดเห็นว่าเป็ความก้าวหน้านั้นก็คือการเป็ขุนนางขั้นสูง แตกต่างจากอุดมคติของเขามากมายเหลือเกิน
บัดนี้ เขาเองก็ไม่ได้มีความตั้งใจอยากมีครอบครัว ประกอบกับตนเพิ่งทะลุมิติเดินทางมาที่นี่ ดังนั้นเขาจำเป็ต้องหาเงินเพื่อสร้างรกรากที่นี่ให้ได้ก่อน
ประการที่สอง สตรีนั้นมักจะชอบพัวพันอยู่ข้างกายตลอดเวลา ทำให้ยุ่งยาก ส่งผลต่อความก้าวหน้า
เขานำหนังสือสัญญาหมั้นหมายใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อ ลูบคลำเงิน 3 ตำลึงเงินที่อยู่ในกระเป๋าด้วยท่าทางดูกังวลเล็กน้อย หากเขา้าจะกลั่นสุราออกมาให้ได้สัก 10 ชั่ง ก็จำเป็ต้องใช้ธัญพืชมากถึง 40-50 ชั่ง
เงินสำหรับซื้อธัญพืชนั้นเพียงพอ แต่เชื้อสุราซึ่งเอาไว้กลั่นค่อนข้างมีราคาแพง
อีกอย่าง หลังจากร้านตกแต่งเสร็จแล้ว ก็จะต้องจ่ายค่าจ้างตามตกลง เขาต้องคิดหาวิธีหาเงินให้ได้เสียก่อน
ทันใดนั้นเอง ใครคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาจากทางสวนหลังบ้าน
ชายวัยกลางคนท่าทางอ้วนท้วนดูมั่งคั่ง สวมชุดคลุมยาวสง่างาม ในความทรงจำของร่างนี้ เขาผู้นี้มีนามว่า เสิ่นเชียนซาน !
เดิมที เขาควรจะเป็พ่อตาของตน แต่บัดนี้เห็นได้ชัดว่าเขาเดินทางมาที่นี่เพราะหนังสือสัญญาหมั้นหมายฉบับนั้น
หลี่เฉินอันยิ้มขึ้นพร้อมรู้สึกว่าตนเองโชคดีเหลือเกิน
การขายหนังสือสัญญาหมั้นหมาย คาดว่าคงไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ตอนนี้เขาตั้งใจจะทำมัน