แสงแดดอ่อนจางทาบทอผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง อาบไล้ใบหน้าของเจียงเฉินจนเขาตื่นขึ้น
เจียงเฉินพยายามลืมตาขึ้นสู้ ความรู้สึกแรกที่ััได้คือไออุ่นจากร่างนุ่มนิ่มที่ทาบทับอยู่บนกาย
หลิงเยว่ยังคงหลับตาพริ้มทว่าลมหายใจของนางกลับสม่ำเสมอ นั่นแสดงว่าตื่นมาสักพักแล้ว
เจียงเฉินกริ่ม เขาไม่รีบขยับตัว ทำเพียงแค่กระซิบเบา ๆ ข้างหูของหลิงเยว่
"อรุณสวัสดิ์ ฮูหยิน"
หลิงเยว่สะดุ้งเล็กน้อย นางรีบลืมตาขึ้น และเมื่อสบกับสายตาที่เต็มไปด้วยความหยอกเย้าของเจียงเฉิน ใบหน้าขาวนวลก็พลันแดงระเรื่อ
"ใคร... ใครเป็ฮูหยินเ้ากัน!?" หลิงเยว่รีบผละตัวออกห่าง พยายามจัดผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยเพื่อซ่อนความเขินอาย
"อ้าว?" เจียงเฉินแสร้งทำเสียงประหลาดใจ
"เมื่อคืน ข้าจำได้ว่ามีคนบอกให้ข้าขึ้นมานอนบนเตียง หรือข้าจะฝันไปกันนะ?"
"เ้า!"หลิงเยว่หันขวับกลับมา แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มเ้าเล่ห์ของเจียงเฉินนางก็พูดไม่ออก เอื้อมมือไปคว้าหมอนใบเล็กขว้างใส่หน้าเจียงเฉินอย่าจัง!
"คนบ้า!"
หลิงเยว่รีบลุกขึ้นจากเตียง คว้าเสื้อคลุมแล้วเดินหนีเข้าห้องอาบน้ำไปทันทีทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเจียงเฉิน
สิบวันที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ความเ็าดุจน้ำแข็งของหลิงเยว่ได้ละลายไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว แต่นั้นสำหรับเจียงเฉินเท่านั้น!
หลังจากที่หลิงเยว่จัดการตัวเองเสร็จ นางก็นั่งสมาธิที่ระเบียงลานบ้านเพื่อปรับสมดุลพลัง ส่วนเจียงเฉินก็เริ่มต้นกิจวัตรของเขาในลานบ้าน เริ่มจากการปรุงยาเม็ดรวบรวมลมปราณ และยาเม็ดฟื้นฟูพลัง
ใน่สิบวันที่ผ่านมา การปรุงยาเม็ดสองชนิดนี้ ทำให้เจียงเฉินมีความเข้าใจในทักษะการปรุงยามากขึ้น ถึงแม้ว่าเจียงเฉินจะมีหน้าหนังสือสีทอง แต่นั่นก็ช่วยให้เขามีความรู้ที่ลึกซึ้งในด้านทฤษฎีเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติล้วนต้องมาจากการฝึกฝนเองทั้งสิ้น
หลังจากปรุงยาเสร็จ เจียงเฉินยืนสงบนิ่งรวบรวมสมาธิ ก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหวหมัดยุทธ์แท้ต่อ พลังปราณในอากาศรอบ ๆ เกิดการสั่นะเืเล็กน้อย
ครืด ตูม! ...
หมัดที่เคยอ่อนแอบัดนี้เหมือนถูกเคลือบไว้ด้วยพลังปราณชั้นบาง ๆ หมัดของเจียงเฉินผ่านไปที่ใด อากาศรอบ ๆ ล้วนแตกออก...
สองสามวันที่ผ่านมา เจียงเฉินพยายามปูทางและลองผิดลองถูกการฝึกหมัดยุทธ์แท้แบบต่าง ๆ เพื่อหาทางบรรลุขั้นขีดสุดให้ได้ จนกระทั่งถึงวันนี้ หลังจากฝึกจบไปหลายรอบเจียงเฉินก็รู้สึกว่าเริ่มััได้ถึงธรณีประตูของขั้นนั้นแล้ว
เจียงเฉินรู้สึกว่าร่างกายของเขากำลังโหยหาพลังมันกำลังจะทะลวงผ่านบางสิ่ง แต่เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะบรรลุเขา้าให้ร่างกายก้าวหน้าไปพร้อมกับความสามารถด้านอื่น ๆ ของตนเอง
เจียงเฉินหยุดฝึกหมัดจากนั้นชักกระบี่เงาทมิฬออกมาจากด้านหลัง
จิตใจจมลึกลงในห้วงความคิดจากวันก่อนที่หน้าหนังสือสีทองได้ ‘คาย’ ความรู้ที่แก้ไขข้อบกพร่องแล้วมาให้เขา ทำให้เจียงเฉินรู้ว่า วิชากระบี่วายุอัสนีซึ่งมีถึงสามสิบหกกระบวนท่า พลิกแพลงสวยงาม ความจริงแล้วเต็มไปด้วยจุดอ่อนและข้อบกพร่องมากมาย"
สิ่งที่เจียงเฉินได้รับมาใหม่จากการจัดระเบียบความรู้ของหน้าหนังสือสีทองคือวิชากระบี่ชุดใหม่จนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้ตั้งชื่อให้มัน
เขาเริ่มพิจารณาลักษณะของกระบวนท่ากระบี่มันมีเพียงสามกระบวนท่าเท่านั้น แต่ทุกกระบวนท่าล้วนพุ่งตรงเข้าหา "แก่นแท้"
แก่นแท้แห่งการใช้กระบี่ไม่ได้มีกระบวนท่าสวยหรู แต่เป็กระบวนท่าธรรมดาที่สุด
และจุดสำคัญของวิชากระบี่นี้คือการเป็หนึ่งเดียวกับท่วงท่ากระบี่การใช้แรงที่ถูกต้องในแต่ส่วนของร่างกายเมื่อใช้วิชานี้ล้วนทำให้พลังทำลายของกระบี่เพิ่มสูงขึ้น
เจียงเฉินเพ่งดูกระบวนท่าทั้งสาม
กระบวนท่าที่หนึ่ง คือการ "แทง"มันคือการรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ปลายกระบี่ พุ่งทะลวงเพียงจุดเดียว เน้นความแม่นยำและรวดเร็วถึงขีดสุด
กระบวนท่าที่สอง คือการ "ฟัน"มันคือการตวัดกระบี่ในองศาที่สั้นที่สุด สร้าง "ความเร็ว" ถึงขีดสุดและเน้นการโจมตีจุดอ่อน
กระบวนท่าที่สาม คือการ"ทลาย" มันคือการรวมพลังจากตัวกระบี่ พลังจากรากปราณทมิฬและจิติญญาทั้งหมด ลงในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
อย่างเช่นกระบวนท่าที่เขาใช้จัดการกับมือสังหาร เรียบง่าย ดุดัน เน้นพลังทำลายล้างที่แท้จริง!
เจียงเฉินสูดหายใจลึก
เขาจะเรียกวิชากระบี่ใหม่นี้ว่า กระบี่ทลายทัพ!
สามวันต่อมา
เจียงเฉินกับหลิงเยว่ไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือนพัก พวกเขาสั่งให้คนรับใช้นำอาหารมาส่ง และใช้เวลาทั้งหมดจมดิ่งอยู่กับการฝึก
หลิงเทียนและซูหว่านมักจะมาหาอยู่เป็ครั้งคราว แต่เมื่อเห็นว่าทั้งคู่กำลังยุ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียร จึงไม่อยากรบกวน
ตลอดสามวันที่ผ่านมา หลิงเยว่มักจะนั่งมองเจียงเฉินฝึกหมัดและกระบี่จากระเบียงบ้านด้วยแววตาซับซ้อน "คนปากไม่ดี" นั่นที่แท้เขาก็ฟื้นพลังแล้ว ทั้งวิชากระบี่และวิชายุทธ์ที่เขาฝึกล้วนพิเศษหาไม่ได้จากที่ห่างไกลเช่นเมืองหยุนเทียน! หลิงเยว่นึกถึงวิชาที่พอจะเทียบได้ สิ่งเ่าั้ล้วนอยู่ในสำนักใหญ่อย่างสำนักบงกชหิมะของนางทางนั้น
สามวันแล้ว ตลอดเวลาที่เจียงเฉินฝึกกระบี่ล้วนฝึกกระบวนท่าจนเข้าขั้นชำนาญ สามารถสั่งกระบี่ได้ดั่งใจนึก บวกกับรากฐานด้านวิถีกระบี่ของเขา ทำให้วิชากระบี่รุดหน้าอย่างมาก
เจียงเฉินเก็บกระบวนท่ากลับ ยืนนิ่งอยู่กลางลานในมือถือกระบี่เงาทมิฬชี้ลงพื้น สะกดลมหายใจ
จิตของเจียงเฉินัักับตัวกระบี่ ััได้ถึงความเย็นของเหล็กนิล รู้สึกถึงน้ำหนักของมัน ด้วยจิตใจที่แน่วแน่ เขาค่อย ๆลืมเลือนสิ่งเร้าจากภายนอก จังหวะนั้นเอง เจียงเฉินก็รู้สึกว่ากระบี่เงาทมิฬในมือเริ่มเบาลง... เบาลง... จนในที่สุดเขาก็ไม่รับรู้ถึงน้ำหนักของมันอีกต่อไปราวกับมันได้หลอมรวมเป็แขนขาของเขาแล้ว
ฟิ้ว...
ใบไม้ใบหนึ่ง ร่วงหล่นลงมา พร้อมกับสายลมที่พัดเข้ามาในบ้าน
และจังหวะที่ใบไม้กำลังจะแตะพื้นนั่นเอง...
เช้งง!
เสียงที่คมกริบดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงแหวกอากาศ แต่เป็เสียง "สั่นพ้อง" ของตัวกระบี่!
พลังที่มองไม่เห็นรอบตัวเจียงเฉินเปลี่ยนเป็คมกริบ
ใบไม้ใบนั้น พลันหยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนจะแยกขาด เป็สองซีกอย่างสมบูรณ์แบบ!
"พลังกระบี่"
หลิงเยว่ลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว เหตุการณ์นี้ทำให้เธอตกตะลึงอย่างหนักหน่วง
เจียงเฉินก้มลงมองใบไม้ กำกระบี่ในมือแน่น
ความรู้สึกของพลังกระบี่ มันกลับมาแล้ว!และมันไม่ได้แค่กลับมา แต่มันแหลมคมและทรงพลังกว่าเดิมนับสิบเท่า!
...
ที่บ้านของหลิงเฟิง
เจียงเหว่ยและหลิงเฟิงกำลังนั่งรอฟังข่าวอย่างใจจดใจจ่อ
พักหนึ่งจึงมีคนมาเข้ามารายงาน
“คุณชายขอรับ เ้าขยะเจียงเฉินนั่นมันยังไม่ตายขอรับ”
เพล้ง!
แก้วในมือของหลิงเฟิงโดยเขาบีบจนแตก
“มันยังไม่ตายงั้นรึ งั้นก็แสดงว่า ไอ้พวกไร้ประโยชน์สี่คนนั่นทำงานไม่สำเร็จสินะ”
ลูกน้องของหลิงเฟิงเห็นเืที่ไหลออกมาจากมือที่กำแน่นของหลิงเฟิงก็กลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัวเขารีบคุกเข่าลง
“คุณชายอย่าเพิ่งโมโหขอรับข้าน้อยขออาสาไปสังหารเ้าขยะนั่นให้”
“ไม่ต้อง!แม้แต่เ้าใหญ่ยังพลาด เ้าคิดว่าตัวเองยังจะกลับมาแบบมีชีวิตได้หรือไม่”หลิงเฟิงค่อย ๆ สงบสติลงและเอ่ยห้าม
“คุณชายเราจะปล่อยมันไปเช่นนี้หรือขอรับ” เจียงเหว่ยถามด้วยความโกรธ
หลิงเฟิงหยิบผ้าขาวมาเช็ดเืในมือตัวเอง“ปล่อยเหรอ หึ”
“รอวันที่มันไม่มีใครคุ้มกะลาหัวก่อนเถอะ ถึงเวลานั้น ข้าจะจัดการมันด้วยตนเอง”
“ท่านหมายความว่า ”
“อีกครึ่งเดือนหลิงเยว่จะต้องออกจากเมืองเพื่อเดินทางกลับสำนักเราจะอาศัยจังหวะหลังจากนั้นสังหารมัน” หลิงเฟิงยิ้มเหี้ยม
“ตกลง ถึงตอนนั้นข้าจะไปกับท่านด้วย”เจียงเหว่ยตอบ
...
ในเรือนพักของหลิงเยว่หลังจากเจียงเฉินตื่นจากภวังค์แล้ว ก็บอกหลิงเยว่ว่าจะนำโอสถไปขายที่ร้านค้าสมาคมเทียนหลิง เขาอยากจะชวนนางไปเที่ยวด้วยกัน ไม่ภรรยาสวยขนาดนี้ ไม่เอาไปอวดหน่อยก็น่าเสียดาย
เพียงแต่หลิงเยว่ปฏิเสธเขาทันที จึงได้แต่เดินคอตกออกไปคนเดียวทิ้งให้หลิงเยว่แอบกลั้นขำอยู่ในเรือน
...
ณ ร้านค้าสมาคมเทียนหลิง
เจียงเฉินก้าวเข้าไป พ่อค้าคนเดิมก็รีบวิ่งออกมารับหน้าด้วยรอยยิ้มที่ประจบประแจง
"คุณชายมาแล้ว! วันนี้นำโอสถมาขายมากเพียงใดขอรับ!"
"สามขวด"เจียงเฉินวางมันลงบนโต๊ะ
พ่อค้ากำลังจะหยิบลูกคิดออกมาคิดเงิน
"เดี๋ยวก่อน เถ้าแก่จาง"
เสียงทุ้มลึก แต่ทรงอำนาจ ดังมาจากบันไดชั้นสาม
ชายชราผมสีดอกเลาในชุดผ้าไหมเนื้อดี เดินลงมาอย่างช้า ๆ ทุกย่างก้าวของเขาดูธรรมดา แต่กลับทำให้บรรยากาศในร้านค้าชั้นหนึ่งเงียบกริบ
พ่อค้ารีบโค้งคำนับ
"ทะ... ท่านผู้ดูแล!"
ชายชราพยักหน้ารับ จากนั้นมองตรงมาที่เจียงเฉิน และสุดท้ายสายตาก็ไปหยุดที่"ขวดโอสถ" สามขวดนั้น
"โอสถพวกนี้ เ้าเป็คนหลอมเองหรือ?"ชายชราถามด้วยแววตาสงบนิ่ง
"ขอรับ" เจียงเฉินตอบอย่างสงบ
“ขอข้าดูหน่อยได้หรือไม่” ชายชราถามต่อ
“เชิญขอรับ” เจียงเฉินตอบอย่างสุภาพ เขาไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็ใครแต่จากความเคารพที่เถ้าแก่จางมีต่อผู้าุโคนนี้ เขาน่าจะเป็คนใหญ่คนโต หากเขาได้ผูกสัมพันธ์อันดีด้วยก็ไม่เสียหาย
ชายชราหยิบขวดทั้งสามขึ้นมาเปิดฝากลิ่นโอสถจาง ๆ ลอยแตะจมูก "ความบริสุทธิ์แปดส่วนไม่สิ บางเม็ดเกือบจะเก้าส่วน"
ชายชราพยักหน้าช้า ๆ "ฝีมือเช่นนี้ ไม่นึกว่าจะเป็หนุ่มน้อยที่อยู่ในเมืองหยุนเทียนจริงๆ"
ชายชราเงยหน้าขึ้นสบตาเจียงเฉินแล้วยิ้มเอ่ย
"ข้าชื่อ 'มู่เหอ' เป็ผู้ดูแลสมาคมการค้าเทียนหลิง สาขาเมืองหลวง วันนี้ข้าผ่านมาทำธุระที่เมืองหยุนเทียน ไม่นึกว่าจะได้เจอ'อัจฉริยะ' ด้านโอสถที่นี่"
"สวัสดีท่านผู้าุโมู่เหอ ข้าชื่อเจียงเฉิน ขอรับ" เจียงเฉินกล่าวตอบอย่างสุภาพ
ชายชรายิ้มบาง ๆ "พ่อหนุ่ม สนใจจะคุยธุรกิจกับข้าหรือไม่?"