แสร้งรักใคร่เอ็นดูหรือ?
เฉินจิ้งเจียยิ้มเย็นในใจหากแต่ใบหน้ายังคงเผยความน่าเอ็นดู “ในเมื่ออี๋เหนียงร่างกายไม่แข็งแรงเช่นนั้นก็พักผ่อนให้เต็มที่เถิดเจ้าค่ะไม่กี่วันจากนี้พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้จะเทศนาธรรมแล้ว ในวัดย่อมมีผู้คนมามากมายอาจรบกวนการพักฟื้นของท่านได้”
ป๋อชางโหวเองหันมองจ้าวอี๋เหนียงเช่นกัน“สีหน้าเจ้าดูไม่ดีนัก เรื่องพวกนี้ไม่ต้องลำบากเจ้าหรอก ให้เจียเอ๋อร์จัดการทางอัครเสนาบดีก็เองก็เป็นญาติของนาง หากทำได้ไม่ดี พวกเขาก็มิอาจกล่าวโทษได้”
“ขอบพระคุณท่านโหวที่เข้าใจเจ้าค่ะ”จ้าวอี๋เหนียงก้มหน้าเอ่ย โกรธจนตัวเริ่มสั่นระริก
เดิมทีนางคิดว่าจะได้รับความสงสารจากท่านโหวจึงได้จงใจแต่งหน้าให้ดูซีดเซียวลงบ้างแต่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะกลับกลายเป็นการหาข้ออ้างให้เฉินจิ้งเจียได้
ยามนี้แย่งงานต้อนรับแขกบ้านอัครเสนาบดีจากมือนางไปพรุ่งนี้ก็คงแย่งอำนาจจัดการบ้านเรือนของนางไปใช่หรือไม่?
ขณะนางกำลังครุ่นคิดเช่นนี้เสมือนว่าทางเฉินจิ้งเจียมองความคิดนางออก จึงหันไปกล่าวกับป๋อชางโหว “ท่านพ่อประเดี๋ยวกลับไปแล้วจะให้ข้าไปเรียนรู้การจัดการบ้านเรือนกับอี๋เหนียงใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
จ้าวอี๋เหนียงเงยหน้ามองเฉินจิ้งเจียอย่างไม่เชื่อสายตา “คุณหนูใหญ่ว่าอะไรนะเจ้าคะ?”
เฉินจิ้งเจียมองสีหน้าลนลานของนางความสนุกบังเกิดขึ้นในใจ จากนั้นจึงเอียงคอเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง“ข้าอยากเรียนรู้เรื่องการดูแลจัดการบ้านเรือนจากท่านแม้นข้าต้องอยู่บ้านไว้ทุกข์สามปี แต่เจียเอ๋อร์รู้ตัวว่าตนโง่เขลาดังนั้นนกโง่ย่อมต้องเรียนรู้ที่จะบินก่อนเจ้าค่ะ”
เมื่อนึกถึงชาติก่อนหลังจากนางแต่งงานกับเซี่ยยู่จางแล้ว เดิมควรเรียนรู้เรื่องการจัดการงานบ้านทว่าจ้าวอี๋เหนียงกลับหาข้ออ้างสารพัดไม่ยอมสอนนาง
นางกล่าว“ไฉนคุณหนูใหญ่แห่งจวนป๋อชางโหวต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ด้วยเจ้าคะ? ถึงเวลานั้นคนเป็นแม่เลือกแม่นมสักสองสามคนมาคอยจัดการงานบ้านงานเรือนก็เพียงพอแล้ว”
ตอนนั้นนางยังคิดว่าจ้าวอี๋เหนียงดีกับนางเป็นอย่างยิ่งแต่ใครเล่าจะรู้ว่านางกลับให้เฉินจิ้งโหรวเรียนรู้งานบ้านเรือนพื้นฐานยามเข้าจวนไท่จือแล้ว เฉินจิ้งโหรวก็แสดงตนเป็นกุลสตรีผู้เพียบพร้อมออกมาทว่านางกลับเป็นเพียงคนโง่ที่เสริมให้เฉินจิ้งโหรวเพียบพร้อมยิ่งขึ้นไปอีกแทน
กระนั้นชาตินี้นางไม่มีทางปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเป็นแน่!
“หรือท่านไม่ยินยอม?” เฉินจิ้งเจียมองจ้าวอี๋เหนียง คลับคล้ายกับกำลังยิ้มแต่ก็ไม่
จ้าวอี๋เหนียงส่ายหน้าทันใด“ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่คิดว่าเพราะคุณหนูเสียใจยิ่งช่วงนี้ร่างกายก็ไม่สู้ดีนักการเรียนรู้เรื่องจัดการงานเรือนนั้นไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน มิสู้รออีกสักระยะ...”
นางเอ่ยไม่ทันจบเฉินจิ้งเจียพลันใจเสียขึ้นทันใด “อี๋เหนียงพูดถูก เพราะเรื่องมารดาข้าทำให้ข้าเสียใจยิ่ง ด้วยเหตุนี้ถึงได้คิดหาเรื่องทำ หากมัวยุ่งกับการทำงานบางทีคงไม่เสียใจขนาดนี้ก็เป็นได้”
หลายครั้งหลายคราที่ยกการตายของท่านแม่ขึ้นอ้างในใจเฉินจิ้งเจียเสียใจมากเช่นกัน หากแต่นางรู้ดีว่าหัวใจบุรุษนั้นแปรเปลี่ยนง่ายหากไม่เอ่ยถึงท่านแม่บ่อยๆ ใครเล่าจะรู้ว่าท่านพ่อจะลืมนางไปเมื่อไร
“เจียเอ๋อร์พูดมาก็มีเหตุผลรอพวกเรากลับจากวัดแล้ว จ้าวชื่อเจ้าช่วยชี้แนะเจียเอ๋อร์สักหน่อยก็แล้วกัน”ป๋อชางโหวเป็นฝ่ายเอ่ยปาก ราวกับอารมณ์ไม่ดีเท่าไรนัก
จ้าวอี๋เหนียงกัดฟันไว้แทบหักการทดสอบในวันนี้ เรียกได้เต็มปากว่านางพ่ายแพ้ยับเยิน
ครั้นเห็นทั้งกลุ่มเร้นจากไปนางจับข้อมือแม่นมซุนที่ยกขึ้นมาแน่น “เฉินจิ้งเจีย ต้องรีบกำจัดมันโดยเร็ว!”
ออกจากเรือนพักมาเฉินจิ้งเจียกล่าวลาบิดาและพี่ชาย ก่อนเดินตรงสู่เรือนพักของตนหากแต่เฉินจิ้งโหรวกลับพรวดพราดเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัวสายตาเหี้ยมโหดเขม็งจ้องเฉินจิ้งเจียไม่ละ
“น้องโหรวเอ๋อร์เจ้ามีอะไรอย่างนั้นหรือ?” เฉินจิ้งเจียมองสายตาดุร้ายแต่กลับเอ่ยปากถามเสียงราบเรียบ
เฉินจิ้งโหรวไม่ตอบกลับเอาแต่ถลึงตาดุร้ายจ้องนาง “เจ้าตั้งใจใช่หรือไม่?”
“น้องหญิงพูดถึงอะไร? เมื่อวานเจ้าก็ถามแล้ว หากแต่เมื่อวานน้องหญิงเองหาได้พูดชัดเจนนักมิเช่นนั้นตอนนี้เจ้าบอกมาให้ชัดเจนที ว่าเจ้าถามอะไรกันแน่?”
เฉินจิ้งเจียมองเฉินจิ้งโหรวอย่างขำขันชาติก่อนตนโง่เขลาปานใดกันแม้แต่ท่าทีเช่นนี้ของเฉินจิ้งโหรวยังปั่นหัวตนได้อย่างสิ้นเชิง
“ตั้งแต่เจ้าให้แม่ข้าไปคัดพระคัมภีร์ที่โถงเล็กของอารามเป็นต้นมาเจ้าก็วางแผนมาอย่างดี รู้ว่าแม่ข้าไม่คัดแล้วต้องกลับเรือนเป็นแน่ทว่าเพียงครู่เดียวก็ล้มป่วยประจวบเหมาะกับที่เจ้าต้องการเรียนรู้งานบ้านงานเรือนพอดีนี่สินะจุดประสงค์ของเจ้า?”
นางได้ยินบทสนทนาบนโต๊ะยามรับประทานมื้อเที่ยงพอเห็นท่าทางจ้าวอี๋เหนียงก็รู้ได้ว่าเฉินจิ้งเจียมิใช่เฉินจิ้งเจียคนเดิมอีกต่อไป
ตนวางแผนในอนาคตเอาไว้แต่กลับต้องพบว่าแผนการของเฉินจิ้งเจียชิงเริ่มขึ้นก่อนแล้ว
เฉินจิ้งเจียหัวเราะเย้ยหยันจากนั้นโน้มกายไปข้างหูเฉินจิ้งโหรว “น้องหญิงที่รักของข้า เจ้าคาดเดาได้ไม่เลวเลยข้าจงใจทำทั้งหมดเอง หากแต่เจ้าเดาจุดเริ่มต้นของเรื่องราวพลาดไปนับตั้งแต่ท่านแม่ข้าตาย ข้าก็มิใช่ตัวข้าผู้เดิมอีกต่อไป”
นางยิ้มแย้มประหนึ่งบุปผาบานหากแต่วาจาที่พรั่งพรูออกมากลับทำเอาเฉินจิ้งโหรวขนลุกขนชันทั่วกายดวงตาเบิกโพลงโต ขาแข็งถอยหลังไปสองก้าวสีหน้าที่จดจ้องเฉินจิ้งเจียมิใช่ความดุร้ายดังเมื่อครู่อีกต่อไปแต่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความผวากลัว
“เจ้าเจ้าเป็นใครกันแน่?” เสียงของเฉินจิ้งโหรวพลอยสั่นสะท้านไปด้วย
เฉินจิ้งเจียสาวเท้าเข้าไปสองก้าวด้วยความกังวล“น้องโหรวเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป? ข้าคือพี่สาวเจ้าข้าคือเฉินจิ้งเจียอย่างไรเล่า!”
นางปรี่ตัวเข้าไปฉับพลันเฉินจิ้งโหรวตื่นตกใจกลัวจนล้มลงพื้น ซ้ำยังขยับถอยหนีไปข้างหลัง
“น้องโหรวเอ๋อร์เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” เฉินจิ้งเจียถามอีกครั้ง
นั่นทำให้เฉินจิ้งโหรวได้สติกลับมาอีกครั้งเงยหน้ามองอีกฝ่าย เฉินจิ้งเจียปราดมองลงมา ไม่ว่าใบหน้าจะฉายแววกังวลห่วงใยเช่นไรทว่าเฉินจิ้งโหรวกลับเห็นแววเย้ยหยันและเหยียดหยามในดวงตานาง
ซีหร่านพยุงตัวนางยืนขึ้นเฉินจิ้งโหรวจึงมิได้ตื่นตระหนกเท่าเดิมแล้ว นางปัดเนื้อปัดตัวก่อนเชิดหน้า“ข้าไม่เป็นไร เฉินจิ้งเจีย อย่าคิดว่าวันนี้ได้เปรียบไปสักวันข้าจะยืนอยู่เหนือเจ้า ทำให้เจ้าต้องก้มหัวยอมศิโรราบให้ได้!”
เฉินจิ้งเจียฟังนางพล่ามสีหน้าแสร้งกังวลใจเมื่อครู่อันตรธานหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชา “อย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นข้าจะรอคอยวันนั้นมาถึงก็แล้วกัน”
ไม่รู้ว่าเหตุใดเห็นชัดว่าคำพูดของนางดุร้ายกว่าเฉินจิ้งเจียแต่เฉินจิ้งโหรวกลับรู้สึกใจฝ่อเล็กน้อย นางพ่นลมฮึดฮัดก่อนหันกายจากไปยามเร้นจากยังพยายามเชิดหน้าประหนึ่งว่าการเชิดหน้าจะกดเฉินจิ้งเจียให้จมลงได้อย่างไรอย่างนั้น
“คุณหนูไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ?” หนานจือถามไถ่
เฉินจิ้งเจียส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม“ไม่เป็นไร ข้าจะเป็นอะไรได้อย่างไรคนที่เป็นคือเฉินจิ้งโหรวกับจ้าวอี๋เหนียงต่างหาก”
พูดจบภิกษุรุ่นเยาว์ท่านหนึ่งเดินเข้ามา ตรงไปเคารพเฉินจิ้งเจีย “โยมหญิงท่านพระอาจารย์มาเชิญโยมเข้าพบ”
เฉินจิ้งเจียขมวดคิ้ว“พระอาจารย์ของท่านคือผู้ใดกันข้าไม่คุ้นเคยกับเหล่าพระอาจารย์ที่วัดแห่งนี้นักเจ้าค่ะ”
“คุณหนูคนที่พูดจาคลุมเครือเช่นนี้ อย่าได้ไปพบเรื่อยเปื่อยเป็นการดีที่สุดเจ้าค่ะเลี่ยงมิให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน” หนานจือมองภิกษุหนุ่มเบื้องหน้าอย่างไม่พอใจ
แม้นบอกว่าเขาดูอ่อนโยนทรงสง่าไม่น้อยหน้ากว่าเหล่าคุณชายในเมืองหลวง ทว่าคนเรามิอาจตัดสินได้จากรูปลักษณ์ภายนอกใครจะรู้เล่าว่าในใจเขาสอดแทรกซ่อนสิ่งใดไว้?
ภิกษุผู้นั้นก้มหน้าไม่มองเฉินจิ้งเจีย เพียงแต่เอ่ยว่า“มิใช่ว่าคุณหนูต้องการพบท่านพระอาจารย์ของอาตมามาโดยตลอดหรือ? ยามนี้ท่านพระอาจารย์เทียบเชิญ แต่คุณหนูกลับมิกล้าเสียอย่างนั้น?”