การกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2)

    บทที่ 126 บอกเล่าเรื่องราวแก่ซูหยาง

    บทที่ 126 บอกเล่าเรื่องราวแก่ซูหยาง
    ทหารเหล่านั้นที่ได้ยินซูหยางพูดบอกก็หันไปมองหน้ากัน เพราะสายตาน่ากลัวของจอมมารเช่นนางทำให้มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยปากอันใดออกไปแม้แต่น้อยถึงจะสงสัยว่าดาบสีดำสนิทนี้เป็นมาอย่างไรก็ตาม
    พลังมากมายเอ่อทะลักมาจากดาบศักดิ์สิทธิ์ ซูหยางนั้นเก่งกาจแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าดาบเล่มนี้ไม่ธรรมดา หญิงสาวอยากจับมันและสัมผัสด้วยตนเองว่าพลังแบบใดกันที่สถิตอยู่ในดาบสีรัตติกาลเล่มนี้ถ้าไม่ติดที่ว่าความเจ็บร้อนที่มือนั้นยังคงอยู่ หลังจากประกาศเช่นนั้นออกไปแล้วก็มีเพียงผู้เดียวที่จะไขความฉงนใจของนางได้
    ชิว เหวินเจี้ยนนอนนิ่ง ดวงตาของเขาปิดสนิทแต่อกยังคงกระเพื่อมอยู่แผ่วเบา ร่างของเขาไร้รอยบาดแผลแต่ทว่าไม่ว่าหนี่เหยาจะเรียกอย่างไรชิว เหวินเจี้ยนก็ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาเสียที ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกเป็นกังวลใจ แม้จะรู้ว่าเขาไม่ตายแต่สถานการณ์ก็ยังดูไม่ดีขึ้นสักนิด
    หนี่เหยามองชิว เหวินเจี้ยนสลับกับซูหยางที่จ้องดาบเล่มนั้นไม่วางตา สุดท้ายเมื่อไม่มีใครสามารถจับดาบเล่มนั้นมาได้ พวกเขาก็ทำได้เพียงรอให้เจ้าของของมันฟื้นขึ้นมาเท่านั้น
    “เขายังไม่ตาย” หนี่เหยาพูดเสียงแผ่วเบา ชายหนุ่มแหงนหน้ามองหญิงจอมมารที่ยืนคิ้วขมวดอยู่ เธอยอมละความสนใจมาจากดาบ ร่างเล็กหากแต่ทรงอำนาจย่อตัวลงข้างชายหนุ่มที่หลับใหล เธออังมือไปที่ร่างกายของเขาอยู่เพียงครู่ก่อนจะส่ายหัวเป็นคำตอบ
    “แต่ก็ไม่ยอมฟื้น ข้าไม่รู้ว่าชิว เหวินเจี้ยนทำอะไรมาบ้าง เจ้าจะต้องเล่าให้ข้าฟังสิ้นเสียทุกสิ่ง” ซูหยางหรี่ตามองชายหนุ่มตรงหน้า หนี่เหยาถอนหายใจหนักหน่วงก่อนที่ซูหยางจะให้ทหารของตนมาประคองร่างของชิว เหวินเจี้ยนเพื่อไปยังด้านบน
    หนี่เหยาไม่ยอมละสายตาจากผู้มีพระคุณของเขาในขณะที่ทหารหลายคนนั้นถูกซูหยางกำชับให้พาร่างของเขาไปอย่างดี นางส่งกระแสจิตไปหาคนที่รออยู่หน้าประตูห้องใต้ดิน ชิว เหวินเจี้ยนจะได้นอนพักในห้องที่ดีและอีกไม่นานแพทย์อัจฉริยะคงจะต้องรีบมาที่นี่เป็นแน่ หนี่เหยาจะเดินตามไปแต่ก็ถูกสาวในชุดยาวกรอมเท้าดึงไหล่เอาไว้ก่อน นางออกแรงแผ่วเบาหวังเพียงแค่ให้เขาหันหลังมา
    “เจ้าต้องเล่ามาให้หมด” ซูหยางเน้นย้ำทุกถ้อยคำพลางชี้ไปที่ดาบสีดำสนิทที่อยู่บนพื้น “ตอน-นี้”
    หนี่เหยารู้ดีว่าซูหยางแทบจะเค้นคอเขาเพื่อให้รู้ความจริง ชายหนุ่มยอมหยุดฝีเท้าลงหันไปมองที่ประตูเป็นครั้งสุดท้าย ความกังวลใจนั้นยังไม่หายไป
    “ข้าจะส่งคนไปตามแพทย์อัจฉริยะโดยเร็วที่สุด อย่าเป็นกังวลไปเลย เจ้ารีบเล่ามาเสียทีเถิดเผื่อข้าจะทำอะไรกับมันได้บ้าง” ซูหยางยังคงยืนยันเช่นเดิม
    “ดาบนั่นเคยเป็นดาบของข้า ดาบศักดิ์สิทธิ์ อาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ที่น้อยนักจะมีไว้ในครอบครอง” หนี่เหยากล่าวก่อนจะเดินไปยังดาบที่เขาพูดถึง ด้ามจับประหลาดตาและใบดาบงดงามนั้นส่องสว่างในความมืดของห้องใต้ดินที่เย็นยะเยือก พื้นโดยรอบร้าวแตก มิใช่เพราะการต่อสู้หากแต่เป็นเพราะพลังของตัวดาบเองที่ปฏิเสธต่อบุคคลที่มิใช่เจ้าของ “ข้ากับท่านชิว เหวินเจี้ยนอยากจะจัดการกับจอมโจรที่ไปไล่ข้าในย่านการค้าเมื่อไม่กี่วันก่อน”
    ซูหยางพยักหน้ารับ “กำลังของเจ้าคงไม่เพียงพอ”
    “อืม เป็นเช่นที่พูดมา ดาบของข้าเป็นทางเดียวที่จะเอาชนะจอมโจรนั่นได้” หนี่เหยาหันไปมองซูหยาง เมื่อนางเห็นสายตาของเขาก็ทำได้เพียงพรูลมหายใจยอมรับกับสิ่งที่ชายหนุ่มพูดเท่านั้น นางนิ่งเงียบรอฟังเรื่องราวต่อ “ชิว เหวินเจี้ยนบอกข้าว่าดาบนั้นผนึกเทพมารเอาไว้”
    ประโยคถัดมาทำให้ซูหยางเบิกตากว้าง นางรู้สึกว่าตัววูบชาไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินชื่อนั้น หญิงสาวหันควับมาหาคนข้างกาย
    “เทพมาร… เทพมารถูกผนึกอยู่ในดาบของเจ้าอย่างนั้นเรอะ!” ซูหยางตะโกนใส่ หนี่เหยาเบือนหน้าไปทางอื่น รู้อยู่แล้วว่านางจะพูดอะไรต่อ “เจ้าใช้ดาบนั่นมานานแต่ไม่รู้อะไรเลยงั้นหรือ”
    หนี่เหยาไม่อยากได้ยินนัก ตั้งแต่เขาพานพบกับชิว เหวินเจี้ยนเขาก็เริ่มตระหนักในตนเองว่าตนนั้นอ่อนแอเพียงใด หากไม่ได้ชิว เหวินเจี้ยนช่วยเอาไว้ เขาคงตกตายไปนานแล้ว ยิ่งซูหยางพูดเช่นนี้เขายิ่งรู้สึกแย่กับตนเองที่ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าดาบของตนนั้นมีค่ามหาศาลเพียงใด ครอบครองมันมานานแสนนานแต่มิอาจสัมผัสถึงพลังของเทพมารได้
    “ไม่เลย...” หนี่เหยาก้มหน้าลงอย่างยอมรับผิด ภาพการต่อสู้ที่น่าสมเพชของตนเองฉายชัดในความทรงจำ “ท่านชิว เหวินเจี้ยนเป็นคนบอกข้าทั้งหมด เขารู้ว่าเทพมารถูกผนึกอยู่ในนั้น”
    ซูหยางลูบคางของตน “จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าเองยังไม่สามารถสัมผัสถึงพลังจากดาบนี่ได้ในครั้งแรกเลย”
    หนี่เหยายักไหล่เป็นคำตอบ เขาย่อตัวลงใกล้ดาบเล่มนั้นแค่เพียงเฉียดใกล้มันก็รู้สึกร้อนผ่าวราวเดินผ่านกองเพลิง ชายหนุ่มคาดคิดว่าคงเป็นพลังของเทพมารผู้ใช้ขวานไฟเป็นแน่แท้ เขาล้มเลิกความตั้งใจเมื่อลั่นวาจาไปแล้วมิอาจกลับคำ
    “บางทีดาบอาจจะเลือกเจ้าของก็เป็นได้” หนี่เหยายกยิ้มขึ้น “ข้าอาจจะไม่เหมาะสมที่จะใช้มัน พวกเราเข้าไป-ไม่สิข้าเข้าไปในมิติของดาบก่อน เทพมารถูกผนึกอยู่ในนั้นจริงๆ การจะใช้พลังที่แท้จริงของดาบได้ต้องกำราบเทพมารเสียก่อน”
    ซูหยางตั้งใจฟังจนสุดท้ายแล้วหญิงสาวจอมมารก็ผายมือให้หนี่เหยาออกจากห้องใต้ดินที่เก็บดาบเอาไว้ ทั้งคู่ยอมทิ้งดาบเอาไว้ที่นั่น ระหว่างทางขึ้นบันไดหนี่เหยาก็เล่าเรื่องให้ฟังต่อ
    “ลำพังข้าไม่สามารถทำให้เทพมารยอมตกอยู่ใต้อำนาจข้าได้”
    ซูหยางหยุดยืนที่ประตูสุดทางของบันไดหิน ทิ้งความมืดให้อยู่เบื้องหลังพร้อมกับดาบเล่มนั้น หญิงสาวกำชับให้คนเฝ้าประตูปิดตายห้องนี้เอาไว้จนกว่าชิว เหวินเจี้ยนจะฟื้นขึ้นมาและจัดการดาบเล่มนั้นด้วยตนเอง
    “ชิว เหวินเจี้ยนก็เลยช่วยเจ้าสินะ” ซูหยางรีบสานต่อเรื่องราวจากการคาดเดาของนางเอง หญิงสาวหันมามองชายหนุ่มข้างกายและก็ได้รับการพยักหน้าแทนคำตอบ “ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะจัดการเทพมารลงได้”
    ซูหยางก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง รอยแดงยังคงมีให้เห็นอยู่จางๆ ช่วยย้ำให้รู้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง
    “ข้าก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่ท่านชิว เหวินเจี้ยนมีมากกว่าที่เราเห็นยิ่งนัก” หนี่เหยาบอกกล่าวกับจอมมารข้างกายก่อนจะผงกหัวให้ทหารนายหนึ่งที่เปิดประตูให้เขาเข้าไปด้านใน ห้องนั้นเป็นห้องของเขาที่ตอนป่วยใช้พักรักษาตัว ชายหนุ่มนั่งลงที่เก้าอี้เบาะหนาส่วนซูหยางนั้นยังคงยืนอยู่ที่ธรณีประตู
    “เทพมารที่คนนับร้อยคนต้องรวมตัวกันผนึกน่ะหรือที่ชิว เหวินเจี้ยนทำให้ยอมศิโรราบได้” ซูหยางยังคงครุ่นคิด
    “ถูกแล้ว” หนี่เหยาช่วยยืนยันอีกเสียงก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ชายหนุ่มบอกกับหญิงตรงหน้าเสียงราบเรียบหากแต่สายตาเช่นนั้นนางรู้ดี หนี่เหยาไม่ได้โกหกเขาที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์มากับชิว เหวินเจี้ยนไม่นานยังคงจดจำได้ทุกสิ่งอย่าง “เทพมารดูเหมือนจะรู้จักเขา”
    ซูหยางขมวดคิ้วเป็นปมยิ่งกว่าเก่า “รู้จัก?”
    “ใช่ ก่อนที่เขาจะเอาข้าออกมาจากมิติ ข้าจำได้ดีว่าเทพมารพูดคุยเหมือนรู้จักชิว เหวินเจี้ยนมาก่อน หากแต่เรียกด้วยชื่ออื่น”
    ซูหยางขยับเข้าไปใกล้สุดท้ายแล้วก็นั่งลงตรงเก้าอี้ตัวฝั่งตรงกันข้าม พยายามสดับฟังให้ดีว่าได้ยินชื่อนั้นผิดไปหรือไม่
    “ชื่ออื่นงั้นหรือ”
    “หนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอ”

    ขอโทษที่ปล่อยให้รอนานครับ จะพยายามอัพให้บ่อยกว่านี้ :)

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2) ที่คุณอ่าน