เมื่อเป่ยจิน หยางคงและจินหลง กลับมาถึงห้องพักก็มานั่งล้อมวงกันทานอาหารมื้อเย็นในห้องของเป่ยจินมิได้ออกไปนั่งทานด้านนอก เพื่อสนทนาเื่ราวที่พบเจอมาในวันนี้ อีกทั้งยังพูดคุยกันในเื่ของกิจการที่้าจะทำหลังจากไปเหมาพื้นที่รอบๆ ป่าม่านหมอกมา
“คุณหนูขอรับ เื่ที่เคยคุยกัน จะให้จัดการเลยหรือไม่” หยางคงเอ่ยออกมาหลังจากที่ทั้งหมดทานข้าวไปได้สักพัก คราแรกหยางคงนั้นยึดถือธรรมเนียมเื่ของการไม่พูดในระหว่างมื้ออาหารเป็อย่างยิ่ง
เพียงแต่หลังจากเข้าไปอยู่ในบ้านของคนตระกูลเป่ยแล้วนั้น เป่ยจินได้เอ่ยออกมาว่า เวลาเดียวที่พวกเราจะได้พูดคุย พบปะ และใช้เวลาแห่งความสุขกันภายในครอบครัว นับแต่นั้นมา หากคราใดสามารถผ่อนปรนได้ พวกเขามักจะพูดคุยกันเช่นนี้เสมอ
“อืม พี่หยางเ้าคะ ติดต่อคนจากสำนักของเรามาสัก 20 คนนะเ้าคะ ขอเป็คนที่สามารถย้ายมาที่นี่ได้ ไร้ครอบครัวและมีระดับพลังขั้นต่ำสีเขียวทั้งหมดเ้าค่ะ”
แน่นอนว่าในตอนนี้ ปราณสีแดงเป็ปราณระดับต่ำสุดระดับเริ่มต้นในโลกใบนี้ ถัดมาคือปราณสีส้ม ปราณสีเหลือง ปราณสีเขียว ปราณสีน้ำเงิน ปราณสีครามคือท่านตาของเป่ยจินที่เมื่อก่อนเคยเป็หัวหน้าองครักษ์และสามารถฟื้นฟูพลังกลับมาได้แล้ว แน่นอนว่าปราณสีม่วงคือบิดาของเป่ยจิน
และเป่ยจินในตอนนี้คือปราณสีขาว เป็ปราณที่สูงที่สุดในดินแดนมนุษย์ ที่ยังไม่เคยมีใครมาถึง แต่เป็เพียงปราณเริ่มต้นในโลก์และปีศาจ
“ขอรับ เช่นนั้นข้าออกไปจัดการก่อนนะขอรับ” หยางคงออกไปจัดการงานที่ได้รับมอบหมายไว้
นอกจากที่หยางคงจะต้องออกไปส่งข่าวแล้ว ยังต้องสืบข่าวที่เป่ยจิน้าในแต่ละวันอีกด้วย เมื่อหยางคงออกไปแล้วเป่ยจินจึงเอ่ยถามจินหลงออกมา
“จินหลง ข้ามีเื่อยากถาม”
“อันใดกัน”
“เ้านายของเ้านะ ตายหรือยัง” ขณะที่เป่ยจินถามนั้น สีหน้าของนางคล้ายกับคนที่ถามไปเรื่อยเปื่อย
แน่นอนว่าสายตาที่แสดงออกมานั้นเป็ไปในทิศทางเดียวกัน จินหลงที่เห็นท่าทาง น้ำเสียงและสายตาของอีกฝ่ายถึงกลับต้องหันไปจ้องหน้าอีกฝ่ายทันที เพื่อย้ำว่า สิ่งที่เป่ยจินเอ่ยออกมานั้น เื่จริงหรือล้อเล่น
และเป่ยจินคนดีคนเดิม มิเคยทำให้ใครผิดหวังอยู่แล้ว แม้ชีวิตนี้จะมีเื่ให้นางต้องคิดมากมายแต่หากสิง่ที่ถามออกไป ก็เพียงแค่อยากรู้ แต่หากมิมีคำตอบก็ช่างปะไร
“….” นาง้าคำตอบอันใดกัน เห่อ เ้ารีบกลับมาตอบคำถามนางเถิด เทียนหลง
“จะเงียบไปอีกนานแค่ไหนกัน มีใช่ว่าแอบไปมีลูกมีเมียที่ใดกระมัง” เป่ยจินยังคงเอ่ยออกไปอย่างเรื่อยเปื่อย
“ฮุบ ฮ่าๆๆ ข้าอยากให้เ้านั้นมาได้ยินสิ่งนี้จริงเชียว ฮ่าๆ”
“ช่างเถิด จะหายหัวไปไหนก็เื่ของเขาเถิด” เหอะ หายไปนานขนาดนั้น
“จินหลง”
“หืม”
“์ส่งข้ามาที่แห่งนี้ เพื่อเหตุใดกัน” เหตุใดกัน ทุกวันนี้ ข้ากำลังทำอันใดอยู่
“มิใช่ว่า์ได้บอกเ้าแล้วหรือ” จินหลงรับรู้ได้ถึงห้วงอารมณ์ความรู้สึกของเป่ยจิน ไม่เคยหายไปเลยสินะ ความรู้สึกลึกๆ ในใจของนาง ความรู้สึกที่ติดกายนางมาจากโลกก่อน ความรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว่าง
“พวกตาแก่พวกนั้นนะหรือนอกจากสร้างปัญหาให้ข้าแล้ว จะทำอันใดได้” เป่ยจินยังคงไว้ซึ่งการตอบคำถามที่ทำให้คล้ายว่าตนเองมิเป็ไรอยู่เสมอ
“หึหึ ข้าตอบเ้าไม่ได้หรอก แต่อีกไม่นานเ้าจะรู้เอง เช่นนั้นจงทำสิ่งที่เ้าอยากทำ ใช้ชีวิตของเ้าให้ดี แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว” ใช่แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว อีกไม่นานคำตอบที่เ้า้าก็จะวิ่งเข้ามาหาเ้าเอง รออีกหน่อยเถิดจินเออร์ ข้ามิอาจบอกเ้าในตอนนี้ได้
“อืม ข้าก็ว่างั้นแหละ ไม่รู้สิ ความรู้สึกของข้า ั้แ่จากที่นั้นมา ข้ารู้สึกว่าตนเองรอคอยอะไรบางอย่างมาตลอด บางครั้งข้าก็ชักสงสัย เหตุถึงมาอยู่ในโลกใบนี้ เหตุใด เหตุใดกันจินหลง” เป่ยจินเองก็ใช่ว่าจะมิรู้ บางคราความลับ์ก็ควรเป็ความลับต่อไป
“จินเออร์”
“อีกแล้วงั้นหรอ ช่างเถอะ ข้าเบื่อจะถามเ้าแล้วเช่นกัน แต่อย่าให้รู้ว่าพวกตาแก่พวกนั้นเล่นตลกอะไรใส่ข้าละกัน ต่อให้ต้องเวียนวายตายเกิดอีกสิบรอบร้อยรอบ ข้าไม่ยอมแน่”
“ว่าแต่เ้าจะนำคนจากสำนักมาตั้งหลายคนทำไมกัน”
“ในคราแรกข้าคิดว่าจะเปิดสำนักคุ้มภัยซีจ้าว เช่นเดียวกับที่แคว้นของเรา แต่ดูๆ ไปแล้ว คนที่แคว้นนี้คงมิจำเป็ต้องใช้คนคุ้มภัยสินค้าสักเท่าไหร่นัก เ้าว่าข้าควรทำอันใดดี”
“คนส่งของ คนคุ้มกัน เหลาอาหาร ไม่ก็โรงประมูลไปเลยเช่นไร”
“ทั้งหมดที่เ้าพูดมาข้าี้เี”
“อ้าว เ้ากำลังกวนอารมณ์ข้าหรือไม่”
“อิอิ ข้าคิดออกแล้วนะสิว่าจะทำอันใด”
“ทำอันใด”
“ข้าอยากช่วยเหลือเด็กเ่าั้” ขอทานที่ไร้ทางเลือก
“ด้วยการ…เปิดสำนักยุทธ์อีกงั้นหรือ มิใช่ว่าในแคว้นแห่งนี้ก็ส่งเสริมคนที่มีพลังอยู่แล้ว ส่วนเด็กเ่าั้หรือขอทานก็เป็แค่คนกลุ่มน้อยในแคว้นแห่งนี้หรอกหรือ เช่นนั้นเ้ามิต้องช่วยชาวเมืองไปทุกเมืองเลยหรือไงกัน”
“โถ่ จินหลง ข้ามิได้หวังเพียงแค่ช่วยเหลือคนไปเรื่อยเปื่อยเสียหน่อย ข้าเบื่อนี่น่า ชีวิตข้านอกจากการเฝ้าคอยแล้ว มีเื่อันใดให้น่าตื่นเต้นเช่นนั้นหรือ การทำอะไรใหม่ๆ ก็เป็อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ข้าอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างมีจุดหมายต่างหาก หรือเ้ามิคิดเช่นนั้น”
“เห่อออ แล้วแต่เ้าเถิด อยากทำอันใดก็ทำ ว่าแต่สรุปแล้วเ้าอยากทำอันใด”
“ข้าอยากเปิดคาเฟ่” ใช่แล้ว ข้าเป่ยจินอยากเปิดคาเฟ่
ส่วนสาเหตุที่เป่ยจินอยากเปิดคาเฟ่ นั้นเราเพราะว่ากิจการเกี่ยวกับสำนักยุทธ์ น่าจะสร้างความหวาดระแวงให้กับคนในแคว้นนี้ นางมิอยากแก้ปัญหาใดๆ ในตอนนี้ และคาเฟ่ของนางก็มิธรรมดาเช่นกัน เพราะนางจะขายอาหารที่ทำมาจากสมุนไพรและพืชที่มีพลังปราณทั้งหมด
“คา คาเฟ เฟ่ งั้นหรือ” ภาษาแปลกๆ ของนางอีกแล้วกระมัง
“อืมใช่ คาเฟ่”
“มันคืออันใดกัน”
“คาเฟ่มันคือร้านอาหารหรือร้านขนมในโลกก่อนของข้า ที่จะเปิดประสบการณ์ในการบริการ ให้ ลูกค้าทุกคน กลายเป็ ท่านชาย ท่านหญิง กับ สาวใช้ในชุดเมด อืม แบบชุดน่ารักๆ
โดยในร้านอาหาร ข้ารับใช้ทุกคนจะต้องแต่งกายน่ารักๆ และมีความแปลกตา เพื่อดึงดูดลุกค้า ในโลกของข้ามักจะใช้หญิงสาวน่ารักๆ ในชุดสวย ๆ มาเสิร์ฟและบริการ แล้วการบริการก็มี หลายระดับ ส่วนจำนวนเงินที่ต้องจ่ายก็แตกต่างกันไปตามรปแบบที่ลูกค้า้าอย่างไรละ ที่ข้าจำได้ก็จะมีสามระดับด้วยกัน
แบบแรก แบบคลาสสิค คือการอดทนรออาหารและเครื่องดื่ม ความสนุกค่อยๆ เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่้าประสบการณ์เมดคาเฟ่เต็มรูปแบบ
แบบที่สอง แบบเอนเตอร์เทน นอกจากกินข้าวน่ารักแล้ว ยังคุยกับสาวใช้น่ารักอีกด้วย มีการโชว์ศิลปะกับอาหาร พร้อมด้วยการแสดงความสามารถอื่นๆ ที่มี หากให้เปรียบในโลกนี้คงเป็การแสดงพลังปราณเล็กๆ น้อยๆ กระมัง
แบบที่สาม บาร์อิซากายะ มักจะเหมือนกับแบบที่หนึ่งและสอง แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือสาวใช้จะแต่งกายน่ารักๆ และจัดเต็มทุกรูปแบบ นอกจากนี้อาจจะมีห้องส่วนตัวได้
แต่กฏเหล็กของข้าคือ ห้ามแตะต้องเมดหรือข้ารับใช้ทุกคน มิเช่นนั้นข้าอาจต้องทำการลงโทษตามข้อกำหนดของร้านเรา
“อืม หากเป็จริงดั่งเ้าว่าก็น่าสนใจนะ”
“ใช่มั๊ยละ อิอิ อีกทั้งอาหารและของกินของข้ายังสามารถเพิ่มพลังปราณได้อีกด้วยนะ”
“เพราะเช่นนี้ เ้าจึง้าคนของเรา”
“ฉลาดเสียจริง หากมีเพียงเ้าและหยางคงแล้ว คงจัดการอะไรยากขึ้น อีกทั้งข้ามิไว้ใจใครนอกจากคนของเราเอง”
“แล้ว…”
“แล้วยังมีเื่ที่ข้าจะทำให้กิจการคาเฟของข้ากลายเป็หอขายข่าวของแคว้นนี้อีกด้วย”
“เ้าจะไหวหรือ”
“เ้ามิต้องห่วง”
“ข้ามิได้ห่วงเ้า แต่ห่วงกิจการต่างหาก คนี้เีแบบเ้าจะทำได้เรอะ หึหึ”
“เ้ากระต่ายอัปลักษณ์ มาให้ข้ากัดหูเ้าดีหรือไม่”
“หึึหึ”