ตอนที่ 3 เกินกว่าที่คาดไว้
“อ่าว มาทำอะไรกันพวกเธอ 3 คน” หลีจิ่งถามทันทีที่เห็นพวกเสี่ยวลู่
“สวัสดีค่ะ คุณหลี คุณนาย ฉันพาพวกเด็ก ๆ มาหาอะไรกินกันค่ะ” ป้าหยานตอบไปตามมารยาท อย่างไรเธอก็เคยทำงานให้พวกหลีจิ่งมาก่อน
“พี่หยานสวยขึ้นนะคะ เด็ก ๆ พวกเธอย้ายไปอยู่ที่ไหนกัน” อาสะใภ้ทักป้าหยานก่อนจะมองมาทางพวกเด็ก ๆ เธอคล้ายเกิดคำถามขึ้นภายในใจ แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป แต่ไม่นานป้าหยานก็ได้ให้คำตอบกับเธอ
“คุณนายก็… ฉันก็แค่โชคดีถูกหวยเล็กน้อยเองค่ะ เด็ก ๆ เลยบังคับให้ฉันแต่งตัว พวกเราย้ายไปแถวชานเมืองค่ะ วันนี้ก็เลยพาพวกเด็ก ๆ มาฉลองหาอะไรกินกันเล็กน้อย” ป้าหยานตอบไปอย่างชาญฉลาด เธอคงไม่มีทางบอกว่าเงินทั้งหมดนี้เธอได้มาจากการเล่นหุ้นและเงินปันผลจากการร่วมระดมทุน เพราะมันจะเป็เื่ยุ่งยากจนสาวมาถึงเสี่ยวลู่ได้
“โชคดีจริง แล้วซื้อของอะไรเยอะแยะ” หลีจิ่งถามขึ้นหลังจากสังเกตเห็น เสี่ยวลู่และเสี่ยวลี่ถือของเต็มไม้เต็มมือคนละสองข้าง
“ไหนดูหน่อย” ยังไม่ทันที่จะมีคนตอบ ลูกสาวของหลีจิ่ง หลีจูจีก็เดินไปกระชากถุงจากมือเสี่ยวลี่ออก จนถุงหลุดมือของภายในหล่นออกมาเผยให้เห็นชุดสวย ๆ ของเด็กหญิง
“พ่อดู! นี่มันเสื้อชุดแบรนด์เนมที่กำลังดังของเหล่าลูกคุณหนู” หลีจูจีพูดด้วยความใ จากนั้นก็หยิบของขึ้นมาดูอย่างอิจฉา
“จูจี นั่นของพี่ ขอคืนด้วย” เสี่ยวลี่พูดด้วยน้ำเสียงอึดอัด เพราะเธอรู้ว่าประโยคถัดมาคงไม่พ้นการเบียดเบียนเธอ
“พี่เสี่ยวลี่ พี่เป็พี่สาวหนู ไม่ให้ของขวัญน้อยหน่อยเหรอ” หลีจูจีพูดอย่างไม่รู้สึกผิด เสี่ยวลี่หันไปมองหน้าเสี่ยวลู่เพื่อขอความเห็น
“ให้เขาไป” เสี่ยวลู่ตอบเสียงเย็น พอหลีจูจีได้ยินก็ยิ้มอย่างมีชัย
“จูจีเอาไปหนูก็ใส่ไม่ได้ ตัวมันใหญ่ไปหนูใส่ไม่สวยหรอกลูก คืนพี่เขาไปเถอะ เดี๋ยวพวกเราค่อยไปซื่อใหม่นะ” อาสะใภ้เองก็รู้สึกไม่ดี เพราะเหมือนเธอไปเบียดเบียนป้าหยาน ชุดพวกนี้เธอน่าจะเป็คนซื้อให้เด็ก ๆ
“คุณนายไม่เป็ไรหรอกค่ะ ให้คุณจูจีไปเปลี่ยนที่ร้านได้ค่ะ นี่ค่ะใบเสร็จ” ป้าหยานเมื่อได้ยินเสี่ยวลู่พูดไปก่อนหน้านี้แล้ว เธอก็เข้าใจว่าเด็กชายไม่อยากมีปัญหา เธอจึงรีบยื่นใบเสร็จให้อาสะใภ้ของเสี่ยวลู่ไป แต่ก่อนที่อาสะใภ้จะปฏิเสธ หลีจิ่งก็เป็ฝ่ายรับใบเสร็จนั้นมาถืออย่างพอใจ
“ขอบใจ พวกเธอกินอะไรกันหรือยัง นี่กำลังจะไปกินข้าวร้านฮ่องเต้ ไปกินด้วยกันได้นะ” หลีจิ่งบอกชื่อร้านดังแสนแพง ให้ทั้งสามคนได้ยิน ที่เขาพูดเช่นนี้ก็แค่ตามมารยาท เพราะน้ำเสียงหลีจิ่งนั้นไม่ได้จริงใจจนเห็นได้ชัด
“ไม่เป็ไรค่ะ คุณหลี พวกเรากินกันมาแล้ว” ป้าหยานตอบไปตามตรง
“ดี ๆ ไว้พบกันใหม่” จากนั้นหลีจิ่งก็เดินออกไปพร้อมครอบครัวของพวกเขาจนพ้นสายตา
“พี่ชาย ทำไมพวกเราต้องยอมเขาด้วย ตอนนี้พวกเราไม่ได้ใช้เงินของเขาแล้วนะ” เสี่ยวลี่หันไปถามทันทีที่เห็นคนพวกนั้นไปไกลแล้ว
“ให้เขาไปเถอะ ถือว่าทำทาน เราไปซื้อใหม่ก็ได้ พี่บอกแล้วนี่จะซื้ออะไรซื้อได้เลย จะซื้อเสื้อทั้งร้านก็ได้นะ” เสี่ยวลู่ตอบด้วยรอยยิ้ม อย่างไรเขาก็ไม่อยากเจอหน้าอาของเขาเท่าไร เขาหวังแค่ว่าพอเกิดเื่ขึ้นอาของเขาจะลำบากบ้างก็ยังดี
“พี่ใหญ่ ก็มันเจ็บใจนี่” เสี่ยวลี่บ่นงอนพี่ชาย
“อย่างที่เสี่ยวลู่บอกนั่นละ ให้เขาไปเหอะของนอกกายตอนนี้พวกเรามีเงินแล้ว จะซื้อกี่ตัวก็ได้จริงไหม ถือว่าทำทานได้บุญด้วย” ป้าหยานปลอบเด็กหญิง
“ค่ะ ไปดูเสื้อร้านนู้นกัน…” จากนั้นเด็กหญิงก็วิ่งนำออกไป ราวกับเื่ก่อนหน้าไม่เคยเกิดขึ้น
ป้าหยานกับเสี่ยวลู่ได้แต่หันมามองหน้ากันพร้อมส่ายหัว แต่ก่อนที่จะเดินตามทั้งสองสาวไปนั้น เสี่ยวลู่ได้หันไปมองทางครอบครัวหลีจิ่งอีกรอบ ทำให้เขาพบเห็นสายตาของหลีจีหยวนที่สื่อความได้ว่าเขารู้สึกผิดและขอโทษ แน่นอนว่าเสี่ยวลู่แค้นหลีจิ่งมาก แต่เมื่อเห็นสายตาคู่นั้นของหลีจีหยวนแล้ว เขาก็ได้แต่หวังให้ผลกรรมลงโทษอาจิ่งคนเดียวก็พอ
พอตกเย็นหลังจากที่พวกเสี่ยวลู่ไปช้อปปิ่ง บริษัทส่งของได้มาส่งพร้อมกล่องมากมายที่ไม่รู้ว่าอะไรคืออะไรบ้าง แต่มีถึงสามคันรถบรรทุก พนักงานที่นำมาส่งก็ได้แต่แอบสงสัยว่าบ้านหลังนี้ซื้ออะไรมาเยอะแยะ หลังจากที่นำส่งของพวกนั้นแล้วเสร็จ เสี่ยวลู่ก็เป็คนนำของพวกนี้ไปเก็บด้วยตัวเอง มีป้าหยานและเสี่ยวลี่ช่วยบ้างตามแรงที่พอทำได้ คงหลายวันกว่าจะขนย้ายเสร็จ ของพวกนี้ถึงจะเยอะและหนักบ้าง แต่ของพวกนี้ก็ไม่อาจให้คนอื่นรู้ได้ว่าคืออะไร เพราะมันจะกลายเป็ที่สนใจเกินไป โดยของพวกนี้เสี่ยวลู่นำมันไปเก็บไว้ในชั้นใต้ดินที่เสี่ยวลู่ต่อเติมมาไม่นานนี้ ซึ่งสามารถเข้าออกจากภายในบ้านเท่านั้น มันก็คือคลังเสบียงดี ๆ นี่เอง เพราะภายในคลังใต้ดินนี้มีของสำคัญทั้งนั้นซึ่งเป็ปัจจัยในการดำรงชีพหลังเกิดพายุสุริยะ
ถ้าถามว่าเสี่ยวลู่วิตกเกินไปไหมบอกเลยว่าไม่เกิน เพราะเื่ที่พวกเสี่ยวลู่สืบค้นพบมานั้นมันนับว่าเป็เื่ร้ายแรง พวกเขาต้องลุ้นว่าพวกเขาสามคนจะอยู่หรือตายในวันที่เกิดพายุสุริยะ ถ้ารอดไปได้เศรษฐกิจของโลกจะล่ม จะเกิดการจลาจล ข้าวยากหมากแพง ค่าเงินตกจนอาจไร้ค่า การเป็อยู่ความปลอดภัยอาจมีผลกระทบ เพราะเื่ที่เสี่ยวลู่สืบมาได้คือ ‘การล้มตายของมนุษยชาติ’ แน่นอนว่ามันย่อมเกิดความโกลาหลขึ้น
ทำไมเสี่ยวลู่ถึงรู้เื่พวกนี้ เพราะเสี่ยวลู่คาดการณ์ไว้ว่า เื่ทุกอย่างนี้เกี่ยวโยงกันมาั้แ่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา จากการะเิของสถาบันวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ เพราะสถาบันนั้นทดลองเกี่ยวกับไวรัสนอกโลกและไวรัสโบราณ ในครั้งนั้นมีสัตว์ทดลองหายไป และที่สำคัญสัตว์เ่าั้เป็สัตว์ที่ควรถูกกำจัด โดยปกติแล้วสัตว์พวกนี้ หลังจากการทดลองกับพวกมันเสร็จจะมีการกำจัดเชื้ออย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสู่ภายนอก แต่เพราะพวกสัตว์เหล่านี้หลุดหายไป จึงก่อให้เกิดการแพร่เชื้อบางชนิด จนต่อมาไม่นานก็มีผู้คนถูกสัตว์เหล่านี้กัดและถูกทำร้ายจนติดเชื้อบางชนิดมา แต่เนื่องจากชุมชนที่โดนสัตว์เหล่านี้กัดนั้นเป็ชุมชนเล็ก ๆ ใน่แรกจึงไม่เกิดผลกระทบให้เห็นมาก ถึงมีการรักษาไปแล้วเพราะคิดว่าเป็เชื้อพิษสุนัขบ้า แต่กลายเป็ว่าเชื้อเ่าั้กดอาการและฟักตัวจนเกิดการเปลี่ยนแปลงจนพัฒนาสายพันธุ์ไป ในท้ายที่สุดก็มีผู้คนติดเชื้อมากขึ้นทั่วเมืองจนออกข่าวดัง ถึงในตอนแรกรัฐบาลจะควบคุมป้องกันได้ดีแล้ว แต่ไวรัสเ่าั้กลับกดตัวเองจนเหมือนหายดีอีกครั้ง ซ้ำร้ายพายุสุริยะจากนอกโลกเป็ตัวไปทำให้เชื้อเ่าั้พัฒนาอีกครั้งจากพายุสุริยะ จนแพร่ขยายต่อไปโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว พอพายุสุริยะครั้งที่ 2 ถึงจะเห็นผลที่เกิดขึ้นจากการล้มตายของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องจากการแพร่ของไวรัสก่อนหน้า แต่มันก็สายไปแล้ว เพราะเวลานี้เชื้อได้ลอยในอากาศกระจ่ายไปทั่ว มนุษย์ สัตว์ พืช ต่างได้รับเชื้อเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าเกิดพายุสุริยะอีกครั้ง มนุษยชาติก็ต้องรอลุ้นว่าจะอยู่หรือตายกันหมด เพราะในรอบที่ผ่านมานั้น ผู้ที่เคยติดเชื้อไปนั้นมีคนรอดมากถึง 30% จากผู้ที่เคยติดเชื้อ หรือกล่าวในอีกทางคือ 70% ของผู้คนอาจจะต้องตายหลังการเกิดพายุสุริยะในครั้งต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี่ล้วนเป็การประเมินสถานการณ์จากองค์ความรู้ทุกอย่างจากเสี่ยวลู่ที่ได้รับการศึกษามา ถึงจะไม่มีหลักฐานยืนยันแต่ทุกอย่างมันได้แสดงแบบแผนเป็ไปตามข้อสันนิษฐานของเสี่ยวลู่ มีเพียงรอเวลาเท่านั้นว่าจะเป็เื่จริงหรือแค่เื่เข้าใจผิด
เพื่อความไม่ประมาทเสี่ยวลู่ได้เตรียมรับมือไว้แล้วในระดับหนึ่ง ใน่ที่จะเกิดพายุสุริยะพวกเสี่ยวลู่จะไปอยู่ในชั้นใต้ดินอีกห้องที่พึ่งถูกสร้างต่อเติมขึ้นมา พวกมันได้ติดตั้งฉนวนป้องกันคลื่นพายุสุริยะและคลื่นแม่เหล็กเอาไว้ ถึงอาจจะไม่ป้องกันได้ 100% แต่อย่างน้อยก็ช่วยได้อยู่บ้าง ทางรัฐบาลของแต่ละประเทศก็ได้สร้างหลุมหลบภัยแบบนี้ไว้เหมือนกัน แต่มีการป้องกันที่แ่าปลอดภัยกว่ามาก ดูเหมือนว่าหลุมหลบภัยเ่าั้จะมีไว้เพื่อผู้คนที่ให้เงินทุนและผู้มีอำนาจของแต่ละประเทศ แต่เสี่ยงลู่ก็มั่นใจว่าหลุมหลบภัยของเขาก็จะช่วยได้เช่นกัน อีกทั้งเหล่าเพื่อนในกลุ่มลับทั้งสี่คนที่เหลือ ก็ติดตั้งหลุมหลบภัยเช่นนี้แล้ว เพื่อความปลอดภัยต่อผู้คนที่พวกเขาดูแล
จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2032 ทุกคนที่รู้เื่ว่าจะเกิดพายุสุริยะ ต่างย้ายไปอยู่ในหลุมหลบภัย ผู้นำประเทศ ผู้มีอิทธิพล บุคคลสำคัญต่างถูกนำตัวไปยังที่หลบภัยกันหมด แน่นอนว่าย่อมต้องสร้างความตื่นใต่อผู้คน ถึงจะปกปิดเป็ความลับ แต่ก็ไม่อาจพ้นความสงสัยไปได้ สำนักข่าวและสื่อท้องถิ่นเริ่มทำการสืบค้นที่มาว่าเกิดอะไร แต่มันก็สายเกินไปแล้ว
ในวันที่ 1 กันยายน 2032 เสี่ยวลู่เสี่ยวลี่และหลงหยานฉุ่ย เวลานี้นั่งดูทีวีอยู่ในหลุมหลบภัยด้วยหวาดหวั่นอย่างมาก ถึงพวกเขาจะมีการเตรียมตัวมาแล้วแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะแสดงความรู้สึกออกมา พวกเขาได้แต่รอลุ้นว่าเื่เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นจริงเป็เพียงเื่เข้าใจผิด จนเวลา 11:27 น. เป็เวลาที่พายุสุริยะจะเคลื่อนผ่านมาถึงโลก พายุนี้จะกินเวลานานถึงสามนาที ซึ่งใน่สามนาทีนี้สัญญาณโทรทัศน์ วิทยุและสัญญาณดาวเทียมถูกรบกวนอย่างมาก จนสามารถสังเกตเห็นได้จากภาพของจอทีวีที่สั่นไหวจากการถูกคลื่นรบกวน ในสามนาทีนี้ให้ความรู้สึกยาวนานเหมือนเป็ปี จนในที่สุดจอภาพกลับมาคมชัด เป็อันรู้ได้ทันทีว่าพายุสุริยะได้ผ่านโลกของพวกเขาไปแล้ว เสี่ยวลู่รีบติดต่อเพื่อนของเขาทันที
“พี่หลีออนไลน์แล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้นบอกให้คนอื่น ๆ รับรู้
“พวกนายออนไลน์กันอยู่ก่อนแล้วหรอ” เสี่ยวลู่ถาม
“ครับพวกผมวิตกกันเกินไป เลยออนไลน์มาคุยเล่นกันอยู่ก่อน” อีกเสียงตอบ
“คุณชิง ผมขอคนที่ไว้ใจได้ 2 คนที่มีความสามารถในการป้องกันตัวทีครับ มาตามที่อยู่นี่”
จากนั้นเสี่ยวลู่ได้ส่งที่อยู่ไปในข้อความส่วนตัวกับเพื่อนที่เสี่ยวลู่เรียกเขาว่าคุณชิง คุณชิงคนนี้เสี่ยวลู่คาดเดาไว้ว่าเขาเป็คนที่มีอำนาจพอตัวมีเส้นสายมากมาย และมีคนอยู่ภายใต้บังคับบัญชาอยู่พอสมควร ที่ยืนยันได้เป็อย่างดีก็ตอนที่เขากำจัดคนที่วางแผนกับพ่อแม่ของเขา ไม่นานเื่ที่เป็ข่าวก็ถูกระงับก่อนที่จะมีการสืบหาความจริง ซึ่งในครั้งนั้นคนที่รู้ว่าเสี่ยวลู่เป็คนลงมือก็มีแค่คุณชิง
“ได้ครับคุณหลี ผมจะส่งมือดีที่สุดไปให้ จากที่อยู่ 2 ชั่วโมงน่าจะถึงครับ” คุณชิงตอบไปอย่างใจเย็น
“ถึงตอนนี้พายุจะผ่านไปแล้ว พวกนายก็อย่าพึ่งออกจากหลุมหลบภัยกันละ รอดูหลังจากนี้ 5 ชั่วโมง ปัญหาก็จะเริ่มเกิดขึ้น” เสี่ยวลู่เตือนเพื่อนทั้งสี่อีกครั้ง
หลังจากนั้นสองชั่วโมงก็มีคนมากดออดหน้าบ้าน เสี่ยวลู่กดอินเตอร์คอมพูดคุยกับคนที่มาโดยรู้ว่าพวกเขาคือใคร เพราะก่อนหน้านี้คุณชิงได้ส่งข้อมูลของบอดี้การ์ดที่เขาส่งมาให้เสี่ยวลู่แล้ว หนึ่งชายหนึ่งหญิงชื่อ “หลินต้วนปิง” กับ “หลินชิงเหมย” สองสามีภรรยา อายุ 30 และ 27 ปี มีความสามารถทั้งการต่อสู้ระยะประชิดและระยะไกล
“เชิญเข้ามาครับคุณหลิน คุณนายหลิน พอถึงห้องนั่งเล่นแล้วรอตรงนั้นก่อนนะครับเดี่ยวผมออกไปหา” เสี่ยวลู่บอกกล่าวอีกฝ่าย
แต่เสียงนั้นเป็เสียงเด็กผู้ชายที่ยังสดใสไม่แตกพาน สร้างความแปลกใจให้ 2 คนนี้อย่างมาก เพราะก่อนมาบ้านหลังนี้หัวหน้าของพวกเขาบอกเพียงว่า ต้องไปประจำการอารักขาเพื่อนของหัวหน้าอย่างเร่งด่วน จึงทำให้พวกเขารู้สึกแปลกเมื่อได้ยินเสียงเด็กชายคนหนึ่ง พอพวกเขาขับรถเข้ามาจอดภายในรั่วบ้าน ประตูรั่วก็ปิดตัวอย่างแ่าแปลกไปจากบ้านทั่วไป พอลงจากรถทั้งสองคนก็เขาไปในบ้านโดยเปิดประตูเข้าไปได้เลย พอมาถึงห้องนั่งเล่นก็ยืนรอเด็กชายเ้าของเสียงไม่นานนัก จากนั้นกำแพงด้านหนึ่งก็เปิดออกเป็ช่องทางลับ เผยให้เห็นเด็กชายตัวเล็กราวเด็กประถมที่อายุดูไม่ถึง 10 ปี แต่มีแววตาสดใสใบหน้าสุขุม อีกทั้งแผ่ออร่าชนชั้นสูงออกมาอย่างน่าประหลาด ดูเหมือนลูกคนใหญ่คนโตคนหนึ่งก็ว่าได้
“เชิญนั่งก่อนครับ คุณหลินคุณนายหลิน ผมหลีชิงลู่เรียกเสี่ยวลู่ก็ได้นะครับ คุณชิงบอกแล้วใช่หรือเปล่าครับว่าพวกคุณมีหน้าที่อะไร” เสี่ยวลู่พูดอย่างกันเอง
“ทราบแล้ว ครับ/ค่ะ” ทั้งสองตอบพร้อมกันอย่างมั่นใจ
“ก่อนอื่นพวกคุณพอจะทราบมากันแล้วใช่ไหมครับว่า เมื่อครู่เกิดพายุสุริยะ แล้วอีกไม่นานจะมีคนล้มตายจำนวนมาก”
“ครับ/ค่ะ”
“ดีครับ พวกคุณคงพอจะเดาได้ว่าอีกไม่นานผมคง้าความช่วยเหลือจากพวกคุณ นี่ครับคีย์การ์ดสำหรับเปิดห้องพักส่วนตัวและห้องหลบภัยใต้ดิน” เสี่ยวลู่พูดพร้อมส่งคีย์การ์ด
“ขอบคุณครับ/ค่ะ”
“ฮ่า ๆ ทั้ง 2 คน ทำตัวตามสบายได้เลยครับ ผมก็แค่เด็กอายุ 12 คนหนึ่ง ส่วนพวกของที่ติดรถมาเอาไปเก็บไว้ที่ห้องได้ดินได้เลยนะครับ อีกไม่นานข่าวใหญ่คงจะเริ่มแล้ว”
สามชั่วโมงต่อมาข่าวด่วนจากทุกช่องทางได้ประกาศออกสื่อกันถ้วนหน้า ซึ่งสื่อต่าง ๆ กล่าวโดยสรุปคือผู้คนมากมายมีอาการตัวร้อนและหนาวสั่นสลับไปมา หนักหน่อยก็เกิดอาการชักจนหมดสติก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา โรงพยาบาลและหน่วยแพทย์ต่าง ๆ บอกตรงกันว่าเป็สภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน การเสียชีวิตในครั้งนี้เกิดขึ้นแทบจะพร้อมกัน สถานพยาบาลในหลายพื้นที่ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้หมด จนมีผู้เสียชีวิตในเวลาต่อมาเพิ่มขึ้นจนยากจะรับมือได้ทัน จากการคาดเดาของนักวิชาได้กล่าวไว้ว่าในประเทศเขตตะวันตกมีการเสียชีวิตมากถึงร้อยละ 50 ถึง 70 ของประชากรภายในประเทศ ส่วนในประเทศทางตะวันออกอยู่ที่ร้อยละ 5 ถึง 10 นอกจากนี้นักวิชาการยังเห็นพ้องตรงกันว่า ผู้นำประเทศรู้เื่การแผ่ระบาดของไวรัสนี้อยู่ก่อนแล้ว ว่าพวกมันมีผลเชื่อมโยงกับการเกิดพายุสุริยะ พวกนั้นจึงเลือกที่จะรักษาชีวิตตัวเอง โดยเลือกคัดกรองกลุ่มคนบางกลุ่มเข้าที่หลบภัยจากพายุเพื่อเตรียมก่อตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งการปล่อยผ่านละเลยประชาชนให้ตายเช่นที่พึ่งเกิดขึ้นนี้ สร้างกระแสความโกรธเคืองต่อรัฐบาลของแต่ละประเทศอย่างมาก นอกจากนี้ระบบเศรษฐกิจของโลกเกิดความเสียหายอย่างหนัก ตลอดจนบางประเทศเกิดการจลาจลทำลายสถานที่สำคัญของภาครัฐ โดยเฉพาะในประเทศที่มีกลุ่มพวกหัวรุนแรงยิ่งแล้วใหญ่ เกิดการแบ่งฝ่ายปกครองประเทศจนมีผู้คนล้มตายเพิ่มมากขึ้น
ณ บ้านของเสี่ยวลู่ ทั้งห้าคนที่นั่งดูข่าวได้แต่สลดใจ โชคดีที่ประเทศของพวกเขาอยู่ไกลจากศูนย์กลางการแผ่ระบาดของไวรัส อีกทั้งเป็ประเทศอยู่สุดขอบตะวันออกของทวีปในภูมิภาคตะวันออกนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้คนล้มตายมากถึงร้อยละห้า ทั้งยังเกิดการจลาจลในบางพื้นที่ ซึ่งในเวลานี้รัฐบาลกำลังเร่งควบคุมสถานการณ์ ถ้ายังเป็แบบนี้ต่อไปเชื้อโรคที่ลอยมาตามอากาศจะทั่วถึงในอีกไม่เกินครึ่งปี อีกทั้งพายุสุริยะรอบถัดไปจะมาในอีก 6 เดือนข้างหน้า เมื่อถึงตอนนั้นมันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกครั้ง ถ้ายังไม่พบหนทางรักษา
รัฐบาลของจินหลิงประเทศที่พวกเสี่ยวลู่อยู่อาศัยนั้น เวลานี้พวกเขาเร่งเก็บกวาดเผาทำลายซากศพที่ล้มตายอย่างเร่งด่วน มีทั้งสัตว์และมนุษย์ที่ล้มตาย เพราะหากปล่อยละเลยอาจเกิดเชื้อโรคอื่นตามมาอีก แต่ในระหว่างเร่งเก็บกวาดศพคนตายอยู่นั้น ในวันถัดมาศพเหล่านี้ได้ขยับและลุกขึ้นมาเดินได้ ก่อนจะออกทำร้ายผู้คนราวหนังสยองขวัญในวันสิ้นโลก.