สิบเอ็ดนาฬิกาเวลาที่ควรจะอยู่ที่ฟิตเนสแต่เข้มกำลังนั่งอยู่ในบ้านไม้ทรงโบราณ ฟังเสียงลมเสียงนกแว่วมาจากสวนนอกหน้าต่างเบื้องหน้าคือโต๊ะเตี้ยคั่นกลางระหว่างตัวเองกับชายแก่แปลกหน้าและความนิ่งงันจนได้ยินเข็มวินาทีนาฬิกาแขวนเดินวินาทีต่อวินาทีสำหรับเข้มการอยู่ในบ้านของคนแปลกหน้าได้กระตุกสัญชาตญาณความระแวงภัยของเขาให้ตื่นตัวไม่นับว่านี่เป็นบ้านของตำรวจแม้จะเป็นตำรวจนอกราชการที่เกษียณไปแล้วและอ่อนแอขนาดโดนลมรถเฉี่ยวยังล้มจนลุกขึ้นเองไม่ได้แต่ตำรวจก็คือตำรวจ สิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ในโลกคนละใบกับเขา
“ขอโทษทีนะทำหนุ่มลำบากเลย” ชายชราเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งเงียบๆกับชายหนุ่มแปลกหน้าระหว่างรอเด็กสาวแปลกหน้าอาสาเข้าครัวทำอาหารให้ที่หลังบ้าน
เข้มพยักหน้าน้อยๆแทนคำตอบ เขาสงบปากสงบคำตั้งแต่ก้าวเข้ามาในบ้านนี้สายตาลอบสำรวจทางหนีทีไล่ด้วยความเคยชินสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น
ชายชรามองอากัปกิริยานั้นมันตื่นตัวและระแวดระวังภัยในแบบที่จมูกของตำรวจเฒ่าบอกว่าชายหนุ่มคนนี้มีบางอย่างผิดซึ่งแกคุ้นเคยมาตลอดชีวิตทำงานนี่ไม่ใช่กลิ่นของคนธรรมดา แต่กลิ่นที่ผิดและท่าทางราวกับแมวจรที่หลงเข้ามาในบ้านนั้นไม่ได้อยู่ในความสนใจของแกเท่ากับใบหน้าซึ่งเหมือนกับลูกชายที่เสียไปแม้จะรู้ว่าเบื้องหน้าเป็นเพียงความบังเอิญที่คล้ายคลึงเท่านั้นไม่ใช่ปาฏิหาริย์อย่างใดทว่าหัวใจของชายชราก็ยังอดอุ่นขึ้นมาไม่ได้
“หนุ่มอยู่แถวนี้เหรอ”ชายชราชวนคุย
เข้มยังคงตอบคำด้วยพยักหน้าน้อยๆที่น้อยเท่าเดิม ไม่เป็นมิตร แต่ชายชราเป็นมิตร อ่อนโยนและอดทน
“เป็นคนที่นี่เลยรึเปล่า”
คราวนี้เข้มส่ายหน้า
“แล้วเป็นคนที่ไหนล่ะลูกเต้าเหล่าใคร เผื่อลุงจะรู้จักพ่อแม่เรา”
เข้มส่ายหน้าเขาเป็นเด็กกำพร้าโดยสมบูรณ์ เริ่มจำความได้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่เคยเห็นหน้าผู้ให้กำเนิดไม่ว่าจะเจ้าของสเปิร์มหรือเจ้าของรังไข่คนที่เขาเรียกว่าแม่มีอยู่สี่คน ทุกคนคือเจ้าหน้าที่ทั้งหมดและไม่มีใครมีความเป็นแม่ในความหมายของแม่แบบที่เด็กต้องรู้จักเขาโตมาที่นั่นโดยการเอาตัวรอดด้วยตัวเอง เด็กที่นั่นโตด้วยกันแต่ไม่ใช่พี่น้องกันไม่มีอะไรสวยหรูอย่างมิตรภาพน้ำหนึ่งใจเดียวของคนหัวอกเดียวกันด้วยปริมาณเด็กล้นมือเจ้าหน้าที่ที่นั่นเลยกลายเป็นบ่ออนุบาลของการดิ้นรนในสังคมจริง ปลาใหญ่กินปลาเล็กและเข้มคือปลาเล็ก เขามีสถานะเป็นลูกไล่จากตัวที่เล็กกว่าเด็กอื่นและนิสัยเงียบๆกินไม่เคยอิ่ม ถูกรังแกจากทุกคนเด็กชายรับสภาพนั้นถึงอายุสิบสามก่อนจะหมดความอดทนแล้วก็หนีออกมา หนีทั้งๆที่ไม่รู้จะไปไหน และกลายเป็นเด็กเร่ร่อนก่อนจะได้มาเจอกับเสี่ยสองที่รับเขามาดูแลและมีสถานะใกล้เคียงกับความเป็นพ่อที่สุด เข้มใช้เวลาสิบกว่าปีหลังจากนั้นเติบโตโดยการอบรมของเสี่ยสองเขาอาจจะไม่ได้เรียนหนังสือสูงๆ แต่ขวบปีเหล่านั้นเด็กชายได้รู้จักการยิงปืน วิธีใช้มีดอนาโตมีของร่างกายมนุษย์ และการต่อสู้ เข้มเติบโตมาในวิถีนั้นก่อนจะเทิร์นโปรกลายเป็นมืออาชีพและรับงานให้กับเสี่ยสองอย่างทุกวันนี้เขาไม่ใช่ปลาเล็กอีกแล้ว
แต่นี่คืออัตชีวประวัติที่เข้มไม่ประสงค์จะให้ใครรับทราบโดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงวัน
“แล้วนี่ทำงานทำการอะไรกันเหรอมาอยู่เฝ้าคนแก่อย่างนี้เสียงานเสียการกันแย่”
คำถามของชายแก่ไร้พิษภัยและธรรมดาสามัญสำหรับการทำความรู้จักกันแต่สำหรับเข้มมันละลาบละล้วงเสียยิ่งกว่าคำถามที่แล้ว
“รับจ้าง”เข้มตอบปัดๆ ที่คลุมเครือจนหาอะไรไม่เจอในนั้นไม่มีการขยายความต่อว่าประเภทไหนหรืออย่างไรเป็นเพียงคำตอบเพื่อยุติบทสนทนาที่ไม่อาจใช้การพยักหน้าหรือส่ายหน้าได้เท่านั้น
“รับจ้าง”ชายแก่ทวนคำเบาๆ พยักหน้าน้อยๆ ที่ขัดตาเข้มเขาไม่ชอบการทวนคำนั้นและไม่ชอบความเข้าใจบางอย่างที่เจืออยู่ในใบหน้าของแกมันทำให้เขารู้สึกเหมือนผู้ใหญ่กำลังเข้าใจเด็กหน้าโง่ที่คิดว่าโกหกได้สำเร็จระหว่างเขากับตาแก่มีบางสิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าหากันจากคนละโลกราวกับแม่เหล็กขั้วตรงข้ามที่ดึงดูดกันจนไม่อาจปกปิดชายหนุ่มเกลียดสายตานั้น ไม่นับความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจนรู้สึกอึดอัดเขามีชีวิตอยู่ในโลกใต้ดินและเย็นเยียบ เขาไม่เคยเห็นแสงสว่างโลกของเขาสีดำอึมครึม เขาชินกับความมืดนี้จนความสว่างแม้เพียงเปลวเทียนก็เจิดจ้าเกินไปจนทำให้เขาแสบตาและร้อนผ่าวมือปืนไม่รู้จักความรู้สึกนี้จนกลัว และหวาดระแวง
“ลุงชื่อเผด็จ?” เข้มเอ่ยปากออกมาครั้งแรก หน้านิ่ง เสียงนิ่ง ไร้อารมณ์
ลุงเผด็จพยักหน้ารับชื่อเผด็จปรากฏอยู่ให้รู้ได้จากห้องรับแขกนี้หากช่างสังเกตเสียหน่อย ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอดู
“ผมไม่รู้จักลุง”เข้มเอ่ยเย็นชา เย็นเยียบจนแทบจะควบแน่นอากาศรอบๆ ให้เป็นเกล็ดน้ำแข็งยิ้มของชายชราค้างแข็งอยู่บนใบหน้าบ้านตกสู่ความเงียบจนได้ยินเสียงลิลลี่ฮัมเพลงทำครัวลอยออกมาจากด้านใน
“นั่นสิเราเพิ่งเจอกัน ก็เพราะอย่างนั้นลุงเลยอยากทำความรู้จักกันไว้”
“ทำไม?”
“อย่างน้อยก็ได้รู้จักคนที่มีน้ำใจช่วยกันไว้”
“ไม่จำเป็น”
ลุงเผด็จหัวเราะ“หนุ่มดูเกร็งไปหน่อยนะ ทำตัวให้สบายกว่านี้หน่อยก็ได้”
ไม่มีวี่แววของความขุ่นเคืองใดๆชายเฒ่าดูเบาสบายกับท่าทางแข็งกร้าวไม่เป็นมิตรของชายหนุ่มคนนี้ก่อนจะหยิบรีโมตขึ้นมาเปิดโทรทัศน์ยุติความสนใจที่จะต่อบทสนทนากับชายรุ่นลูกคนนี้ ป้อมปราการแข็งแกร่งเกินไปเกินกว่าจะทำลายด้วยการชวนคุยในชั่วเวลาสั้นๆ การทำความรู้จักหมาลำบากสักตัวหากมันไม่ตอบรับความเป็นมิตรก็ต้องทำให้มันรู้สึกปลอดภัยเสียก่อน ปล่อยให้มันหลบอยู่ในมุมเล็กๆมืดๆ ซ่อนตัวเองใต้ความระแวดระวังจนกว่ามันจะรู้สึกผ่อนคลายและเมื่อนั้นมันถึงจะไว้ใจจนยอมเดินออกมาให้ทำความรู้จักเอง
ระหว่างนี้ก็นั่งดูรายการเกษตรสิบเอ็ดโมงชมวิธีการปลูกโรงเรือนเพื่อเพาะเห็ดไปจนได้ยินเสียงลิลลี่เรียกกินข้าว