ท่ามกลางหมอกจาง ๆในสถานที่แห่งหนึ่ง ร่างของใครคนหนึ่งค่อย ๆ เดินไปตามทางที่ไร้จุดหมายไร้ทางออกจากสถานที่แห่งนี้
ชายหนุ่มเดินวนไปวนมาจนทางข้างหน้าปรากฏร่างของใครคนหนึ่งที่กำลังเดินนำอยู่ช้า ๆ ชายหนุ่มเมื่อเห็นก็รีบเดินตามไปทันทีแต่ยิ่งเดิน ก็เหมือนคนข้างหน้า ยิ่งเดินไกลออกไป
“คุณครับ คุณครับ หยุดก่อนครับคุณครับ”
ชายหนุ่มทั้งวิ่ง ทั้งร้องเรียกอยู่อย่างนั้นจนเหมือนคนข้างหน้าจะได้ยินเสียงเรียก จึงหยุดเดิน และหันหลังกลับมามองคนที่ร้องเรียกอยู่ด้านหลัง
เมื่อคนะโเรียกวิ่งมาถึงคนที่หยุดรออยู่แต่กลับมองเห็นหน้าคนที่หยุดรอไม่ชัด เพราะหมอกตรงนี้หนามากรู้แต่คนตรงหน้าเป็ผู้ชายตัวสูงน่าจะ 180 เิเได้
“คุณครับ ที่นี่ที่ไหนครับผมเดินไปเดินมา หาทางออกไม่เจอเลย”
คนที่เดินหลงอยู่นานถามออกไปแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากชายตรงหน้าเลย แล้วอยู่ ๆ ร่างตรงหน้าก็หันหลัง และเดินจากไป
“อ้าว คุณ คุณครับ จะไปไหน รอผมด้วย”ยิ่งวิ่งก็ยิ่งไกลกันออกไป นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ
เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ปลุกร่างที่นอนหลับอยู่บนเตียงให้ตื่นจากฝันทันที เปลือกตาค่อย ๆ ลืมขึ้นก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบโทรศัพท์เพื่อกดปิดนาฬิกาตาสวยเหม่อมองเพดานห้องนอนอย่างใช้ความคิด
ร่างบนเตียงลุกขึ้นนั่งในหัวยังคงนึกถึงความฝันก่อนหน้านี้อยู่ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มฝันแบบนี้แต่มันเป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ในฝันเขาจะวิ่งตามผู้ชายคนหนึ่งอยู่ตลอดร้องเรียกให้คนในความฝันหันมา แต่พอคนคนนั้นหันมา แล้วก็เดินจากไปเป็แบบนี้อยู่ทุกครั้ง
ความฝันเกิดขึ้นหลังจากที่ชายหนุ่มประสบอุบัติเหตุเมื่อห้าเดือนก่อน แล้วเขาก็เริ่มฝันถึงคนคนนี้ตลอด
คนในฝันคือใคร ชายหนุ่มนึกยังไงก็นึกไม่ออกจำเื่ราวก่อนเกิดอุบัติเหตุบางเื่ไม่ได้ เขาลืมใครบางคนไปใช่เขารู้ว่าเขาลืมใครบางคนไป แต่นึกไม่ออก คำถามนี้ยังคงคอยหลอกหลอนเสมอเมื่อนึกถึง
ปัจจุบัน สิงหาคม ลมหนาวอยู่ ปี 2
ชายหนุ่มเดินเร็ว ๆเข้าไปที่ใต้ตึกคณะเรียนอย่างรีบ ๆเพราะเวลานี้ใกล้ถึงเวลาอาจารย์จะเข้าสอนวิชาเรียนใน่เช้านี้แล้ว
ปีนี้เข้าปีที่ 2ที่ผมเข้ามาเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย K แห่งนี้ ผมเลือกเรียนในคณะบริหารเพราะคิดว่าเมื่อเรียนจบจะสามารถช่วยที่บ้านทำธุรกิจต่อได้ แต่ในใจลึก ๆ ผมก็ยังคงนึกอยากจะเรียนอีกคณะหนึ่งแต่ก็ได้แค่คิด เพราะความจริงแล้วเื่ราวบางอย่าง ผมก็ตัดสินใจเองไม่ได้
“หนาว ทางนี้”
เ้าของชื่อเมื่อเข้ามาในห้องเรียนก็มองหาเพื่อนที่มาก่อนหน้าตัวเอง จนเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนเรียก จึงก้าวเดินไปตรงที่นั่งแถวกลางข้างๆ หน้าต่างห้องเรียน ที่ประจำของพวกเขาเลยแหละ ไม่ข้างหน้าไป ไม่ข้างหลังไป
“ตังมานานแล้วเหรอ”ผมนั่งลงข้างเพื่อน แล้วนำชีทเรียนออกมาเตรียมไว้
“มาได้สักพักละ ตื่นสายเหรอมึงอะ กินข้าวยังกูมีแซนด์วิชนะ” ตังยื่นแซนด์วิชให้เพื่อน เพราะซื้อเผื่อไว้ กลัวหิวระหว่างเรียน
“ไม่เป็ไร เราก็ซื้อมา”ผมพูดพลางชูขนมปังในมือให้เพื่อนดู
“อ๋อ อือ” ตังเมื่อเห็นเพื่อนมีของกินก็หันไปเล่นโทรศัพท์ต่อ
ผมและตังเป็เพื่อนกันมาั้แ่เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายพอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ก็เลือกเรียนที่เดียวกัน คณะเดียวกัน จึงสนิทกันมากเมื่อก่อนตอนเรียนมัธยม ผมและตังความสูงไล่เลี่ยกัน แต่พอเวลาผ่านไป ตังก็สูงเอา ๆตอนนี้คาดว่าน่าจะแตะที่ 180 เิเ แล้วอย่างแน่นอนต่างจากผมที่เพิ่มมาไม่กี่เซน ตอนนี้อยู่ที่ 170 เิเคาดว่าคงไม่สูงไปกว่านี้แล้ว
“เลิกเรียนวันนี้มึงไปไหนป้ะ”ตังถามเพื่อน พร้อมกับเก็บอุปกรณ์การเรียนใส่กระเป๋า
“เราว่าจะไปตลาดนัดคนเดินว่ะ”ผมหันไปตอบเพื่อน
“ไปบ่อยจังวะ มีอะไรน่าสนใจกูไปกับมึงรอบนู้น ก็งั้น ๆ นะ” ตังทำหน้าเหมือนอยากรู้ว่าที่นั่นมีอะไรดีเพื่อนสนิทถึงชอบไปจัง
“ตังเคยไปตลาดนัดคนเดินกับเราด้วยเหรอไปตอนไหนอะ” ผมถามเพื่อนอยากแปลกใจ เพราะเมื่อก่อนผมชวนให้เพื่อนไปด้วยตลอดแต่ก็ไม่เคยไปด้วยเลย ผมเลยแปลกใจที่เพื่อนบอกว่า เคยไปด้วย
“เคยไปตอนก่อนที่มึงจะเกิดอุบัติเหตุอะจำไม่ได้เหรอ” ตังทำหน้าสงสัย
“เราจำไม่ได้อะ แย่จังเล่าให้ฟังหน่อยสิ เราไปทำอะไรบ้าง” ผมมองหน้าเพื่อนด้วยสายตาที่อ้อนวอนเพื่อให้เพื่อนเล่าให้ฟัง
ตังทำท่าคิดนิดหนึ่ง
“ก็ไม่มีอะไรเป็พิเศษนะ ก็แค่ซื้อของกินเล่นเดินดูนั่นดูนี่ ก็ตลาดคนเดินทั่ว ๆ ไปนะ”
“แค่นั้นเองเหรอ”ผมทำหน้าสิ้นหวังทันที
“อือ...จำได้แต่หลังจากนั้นไม่นานมึงเคยบอกกูว่า ซื้อต้นแคคตัสมาต้นหนึ่งจากตลาดนั่นน่ะพูดให้กูฟังแล้วก็ยิ้มเหมือนคนบ้า ชวนให้กูดูรูปต้นแคคตัสนั่นด้วยแล้วมึงก็บอกว่า น้องน่ารักไหมอยู่นั่นแหละ แล้วก็บอกว่าน้องสำคัญกับมึงมาก ๆอะไรประมาณนี้” ตังทำท่าครุ่นคิด แล้วพูดออกมา
“ใช่ต้นที่อยู่ตรงระเบียงห้องไหมนะ”ผมนึกถึงเ้าต้นกระบองเพชร ที่อยู่ริมระเบียงคอนโดขึ้นมา
“ใช่มั้งกูก็ไม่รู้ที่ห้องมีกี่ต้นล่ะ” ตังพูดพร้อมรูดซิปกระเป๋า เตรียมตัวเดินทางไปตามนัดสังสรรค์
“มีต้นเดียว น่าจะต้นนั้นแหละ ก็ว่าอยู่ว่าซื้อมาตอนไหน” ผมคิดว่าน่าจะเป็ต้นนี้แหละ
“เออ งั้นกูไปก่อนนะ นัดกับพวกไอ้บาสไว้”ตังลุกขึ้นสะพายกระเป๋าบนหลัง
“ดื่มอีกละ พักตับบ้าง”ผมบ่นให้เพื่อน เพราะเห็นไปบ่อย
“มึงก็หัดไปเจอเพื่อน ๆ บ้างโลกส่วนตัวสูงจริง ๆ เลย ไอ้พวกนั้นบ่นหาอยู่”
ตังนึกถึงเพื่อน ๆในกลุ่มที่อยู่ต่างคณะ เวลานัดเจอกันก็ชอบถามหาเพื่อนตัวเล็กคนนี้ตลอดแต่เ้าตัวกลับไม่ค่อยชอบไปเท่าไหร่
“อือ ๆ ถ้าว่างเดี๋ยวไปตอนนี้ยังไม่มีอารมณ์ว่ะ” ผมรับปากเพื่อนแบบส่ง ๆ เพราะไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้เท่าไหร่แต่ก็มีไปร่วมแจมบ้างบางครั้ง
“อือ ไปละ” ตังโบกมือลาเพื่อนแล้วเดินมุ่งไปทางที่จอดรถยนต์ส่วนตัวไว้
“บาย” ผมโบกลาตอบกลับ เมื่อแยกกันแล้วผมก็มุ่งหน้าไปยังจุดมุ่งหมายทันที
ผมยังคงนึกถึงคำที่ตังถามว่าที่นั่นมีอะไรดีถึงชอบไปจัง ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน คงอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย และมีของกินเยอะมั้งเลยชอบไป
ตลาดนัดคนเดิน
ผมเดินไปโดยไม่ได้เร่งรีบอะไรมากใช้เวลาเดินทางจากมหาวิทยาลัยมาถึงตลาดประมาณ 15 นาทีตอนนี้เวลาก็ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว คนที่มาเดินตลาดเริ่มเยอะส่วนมากก็จะเป็นักศึกษาเสียส่วนใหญ่
ผมเดินดูของที่ขายข้างทางไปเรื่อย ๆแวะซื้ออะไรกินบ้าง อยู่ ๆ ผมก็คิดถึงคำพูดของเพื่อนอย่างตังขึ้นมาผมก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปทางโซนขายต้นไม้ของตลาดทันที
เมื่อผมเดินมาถึงโซนนี้ สองข้างทางมีแต่ร้านขายต้นไม้ทั้งนั้นผมเดินดูต้นไม้แต่ละร้านไปเรื่อย ๆมีหลายร้านที่ขายแคคตัสเหมือนที่ระเบียงคอนโดของผมแต่ผมก็จำไม่ได้ว่าซื้อมาจากร้านไหน
ผมกลับมาถึงคอนโดเวลาสองทุ่มครึ่งหลังจากอาบน้ำแล้ว ผมก็เดินไปที่ระเบียงคอนโด ยืนมองเ้าต้นกระบองเพชร หรือแคคตัสที่ซื้อมาตอนที่จำไม่ได้
“ก็น่ารักดีนะเ้าต้นนี้ คล้าย ๆ ดาวเลยมีชื่อยังเราอะ”
ผมคุยกับต้นแคคตัสเหมือนกับมันฟังผมรู้เื่อย่างนั้น พร้อมกำลังนึกตั้งชื่อของมันในใจ
“งั้นแกชื่อ โฮชิละกันนะเข้าใจไหมเ้าโฮชิ”
ผมตั้งชื่อให้มันว่า โฮชิที่แปลว่า ดาว ในภาษาญี่ปุ่น เพราะลักษณะของมันคล้ายดาวห้าแฉก
ลมหนาวนำเ้าแคคตัสที่เพิ่งตั้งชื่อใหม่ๆ เข้ามาในห้อง แล้ววางลงที่โต๊ะรับแขก แล้วเดินเข้าไปในห้องนอน ผ่านไปสักพัก ก็เดินออกมาพร้อมกับกล้องถ่ายรูปโพลารอยด์เมื่อจัดมุม จัดองศาของเ้าโฮชิเรียบร้อยแล้ว นิ้วเรียวก็กดชัตเตอร์ทันทีรอจนรูปเลื่อนออกมา ลมหนาวก็หยิบรูปออกมาสะบัดเบา ๆ จนรูปเริ่มปรากฏภาพขึ้นมา ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องนอนหยิบปากกามาเขียนรูปที่เพิ่งถ่ายออกมาจากกล้องโพลารอยด์ ด้วยข้อความว่า
สวัสดีโฮชิ
เมื่อเขียนข้อความลงบนรูปแล้ว เขายังไม่ลืมที่จะใช้กล้องโทรศัพท์ถ่ายรูปโพลารอยด์ใบนั้น แล้วอัปลงแอปไอเจ ที่มีผู้ติดตามอยู่ไม่กี่ร้อยคนทันที
แคปชันเดียวกับสิ่งที่เขียนลงบนรูป สวัสดีโฮชิ
ลมหนาวยิ้มน้อย ๆให้กับรูปที่เพิ่งอัปลงโซเชียล แล้วนำเ้ารูปถ่ายใบน้อย ไปติดไว้กับกระดานแม่เหล็กของเขา
ที่กระดานมีรูปที่ถ่ายจากกล้องโพลารอยด์อยู่หลายใบลมหนาวชอบใช้กล้องนี้ถ่ายรูป เพราะรู้สึกว่า มันให้อารมณ์ที่ค่อนข้างมีเสน่ห์ เขาอธิบายไม่ถูกรู้แต่ว่าชอบ อีกอย่างพอกดชัตเตอร์ รูปก็เลื่อนออกมาทันทีไม่ต้องไปรอล้างภาพตามร้าน เมื่อลมหนาวยืนชื่นชมรูปถ่ายฝีมือตัวเองอยู่สักพักก็คิดว่าคงต้องเข้านอนแล้ว เพราะเริ่มง่วงนิด ๆ
มหาวิทยาลัย K
เช้านี้ก็เป็อีกวัน ที่ผมต้องตื่นไปเรียนแต่เช้าเหมือนอย่างเคยมีไหมเรียนตอนสาย ๆ เหมือนคณะอื่น ผมก็ได้แต่บ่นไปอย่างงั้นแต่การก้าวขาไปห้องเรียนก็ยังไม่ลดลง
“ไงตัง ไหวป้ะเนี่ย” ผมดูสภาพเพื่อนที่แทบจะฟุบไปกับโต๊ะเรียนอย่างห่วงใยคนอะไรดื่มหนักแค่ไหนก็มาเรียนตอนเช้าได้ แม้สภาพจะไม่เต็มร้อยก็เถอะนับถือมันจริง ๆ เลยเื่นี้
“ไม่ไหวก็ต้องไหวว่ะใกล้สอบแล้วกูต้องมาให้ได้” ตังผงกหัวขึ้นมามองเพื่อน แล้วก็ฟุบลงไปต่อ
“เบา ๆ บ้าง่นี้ ยิ่งใกล้ ๆสอบอยู่” ผมเอ่ยเตือนเพื่อน ที่ไม่รู้ว่าฟังผมพูดอยู่ หรือเฝ้าพระอินทร์ไปแล้ว
“อือ ๆ จารย์มาแล้วเรียกด้วยนะ”ตังยังไม่หลับ เพราะห่วงว่าอาจารย์จะเข้ามาเห็นตัวเองนอนในห้อง
“เออ เดี๋ยวเรียกนอน ๆ ไป”ผมส่ายหน้าให้เพื่อน แม้จะเมาแค่ไหน แต่เื่เรียนก็สำคัญกับมันเสมอ
ต่องต๊อง ๆ
เสียงออดหมดเวลาเรียนคราบสุดท้ายของวันนี้ลมหนาวบิดขี้เกียจไปมา แล้วเตรียมตัวเก็บของลงกระเป๋า
“เก็บของได้แล้วมึง ไปหาอะไรกินกันปะ”ผมตบไหล่เพื่อนเบา ๆ เป็เชิงกระตุ้นให้เพื่อนตื่นตัว
“อือ..ปะกูพร้อมละ พลังชีวิตฟื้นคืนแล้ว”ตังชูแขนสองข้างบิดขี้เกียจไปมา แล้วทำท่าทางกระตือรือร้นทันที
“อือไปกันปะ ไปห้างนะฟิล์มกล้องเราหมด” ผมบอกเพื่อนถึงจุดประสงค์ ในการไปครั้งนี้
“ครับ ไปไหนไปกันแล้วแต่คุณลมหนาวเลยครับ”ตังพูดหยอกเพื่อน เพราะดูเหตุผลจริง ๆ คงไม่ได้อยากไปหาอะไรกินหรอกคงอยากไปซื้อฟิล์มมากกว่า
ห้างสรรพสินค้า AC
“กินไรกันดีมึง” ตังถามลมหนาว ที่เมื่อเข้ามาในห้างสรรพสินค้าก็เอาแต่เดินตรงไปที่ร้านกล้องถ่ายรูปทันที เขาต้องรอมันให้ซื้อของเสร็จก่อนถึงจะได้หาอะไรกิน
“กินปิ้งย่างป้ะ”เมื่อผมได้สิ่งที่้า เื่อื่นยังไงก็ได้
“อือ เลือกร้านเลย”ตังพูดให้เพื่อนเลือกร้าน เพราะน้ำย่อยในกระเพาะเริ่มทำงานแล้ว
เมื่อทั้งสองเข้ามาในร้านปิ้งย่างก็เริ่มสั่งสิ่งที่อยากกินทันที
“นี่หนาว สอบเสร็จแล้วไปเจอเพื่อน ๆหน่อยนะ พวกไอ้บาสบ่นคิดถึงมึงจะแย่”
ตังบอกเพื่อนที่นั่งย่างเนื้ออยู่ข้างหน้าทันทีเมื่อนึกออกเพราะเมื่อคืนที่ไปนัดสังสรรค์กับเพื่อนมา มีแต่คนถามหา เขาไม่อยากให้เพื่อนตัวเล็กค่อย ๆ ห่างจากกลุ่มเพื่อนเท่าไหร่ เพราะตังยังอยากให้เพื่อนสนิทสนมกันเหมือนเมื่อก่อน
“ได้สิ สอบเสร็จก็นัดวันมาอีกทีแล้วกันไม่เจอพวกมันนานละ”
ผมตอบรับคำของเพื่อน พอมาคิด ๆ ดูผมก็ไม่ได้ไปตามนัดกับเพื่อนนานแล้ว นึก ๆ ไปก็คิดถึง่เรียนมัธยมปลายไปไหนไปกัน เป็กลุ่มเป็แก๊ง
ผมจำได้ว่า่นั้น ผมมีความสุขมาก ๆ
“โอเค เดี๋ยวนัดกันอีกที”ตังพยักหน้าอย่างพอใจ เมื่อเพื่อนตรงหน้าตอบมาอย่างที่ตัวเองหวัง
“เออหนาว กูถามหน่อยตอนนี้มึงยังส่งรูปให้ไอ้คุณดวงอาทิตย์อยู่ป้ะ” อยู่ ๆ ตังก็นึกได้ว่า ไอ้เ้าเพื่อนตัวดีมันแอบมีความรักกับบุคคลปริศนา
“คุณดวงอาทิตย์ไหนวะ” ผมทำหน้างง ๆกับสิ่งที่ตังถาม เพราะจำได้ว่า ไม่เคยรู้จักคนชื่อนี้
“อ้าวเื่นี้มึงก็จำไม่ได้ด้วยเหรอ” ตังทำหน้าสงสัย และนึกไม่ถึงว่าเพื่อน จะจำคนที่ตัวเองถ่ายรูปส่งไปให้ตลอดไม่ได้ด้วย
“ยังไงตัง เล่ามาซิ”ผมวางตะเกียบที่กำลังคีบเนื้ออยู่ลงที่จาน แล้วรอคอยฟังคำบอกเล่าจากปากของเพื่อน
ชักอยากรู้ขึ้นมาแล้วว่า ใครคือ คุณดวงอาทิตย์ที่ตังพูดถึง
“ก็ตอนนั้นน่ะ ที่กูเปิดกระเป๋ามึงว่าจะยืมปากกาซะหน่อย แล้วกูก็ไปเจอซองใส่รูป กูก็เลยแอบดูนิดหน่อย”
ตังพูดไปพร้อมกับดูสีหน้าของเพื่อนว่าจะโกรธไหมที่เขาค้นกระเป๋าโดยไม่บอกก่อน
“แล้วไงต่อ อย่าหยุดพูดสิ”ผมอยากรู้เื่ที่เพื่อนจะเล่า มากกว่าโกรธ ที่เพื่อนค้นกระเป๋า โดยไม่ขออนุญาต
“กูก็เจอรูปโพลารอยด์ในซองอะเป็รูปต้นไม้แหละมั้ง ถ้าจำไม่ผิด”
“แล้วตังรู้ได้ยังไง ว่าเราส่งให้กับคุณดวงอาทิตย์”ผมยังสงสัยถึงสิ่งที่เพื่อนบอก
“ก็มึงเขียนไว้ที่ข้างหลังรูปไงเขียนว่า...” ตังคิดอยู่แป๊บหนึ่ง
“อ๋อ นึกออกละ มึงเขียนประมาณว่า ถึงคุณดวงอาทิตย์มีคนเคยบอกไว้ว่า การอยู่กับธรรมชาติ จะทำให้เราผ่อนคลายประมาณนี้แหละ”
“เราเนี่ยนะเขียนแบบนี้” ผมไม่อยากจะเชื่อเลย
“ก็ใช่น่ะสิ หลังจากที่มึงรู้ก็งอนกูอยู่พักใหญ่เลย กูนี่ตามง้ออยู่ตั้งนาน”
“แล้วตังรู้ไหม ว่าคุณดวงอาทิตย์คือใคร”
“กูไม่รู้หรอกถามมึงตอนนั้นมึงก็ไม่ตอบ เอาแต่บอกว่า ความลับ ๆ ”
“ตัง เราจำไม่ได้ว่ะว่าเราเคยทำอะไรแบบนั้นด้วย”
“เอางี้นะ กินนี้เสร็จแล้วกลับไปที่ห้อง ไปหา ๆ ค้น ๆ ดูเผื่อเจออะไร มึงอะชอบถ่ายรูปไว้เยอะเผื่อมีเขียนอะไรไว้”
“ได้ กลับไปเราจะไปหาดู”ผมมาดหมายไว้ในใจ
“อือ รีบกินจะได้รีบกลับไม่ต้องคิดมากล่ะ เดี๋ยวกูจะช่วยนึกอีกทีละกัน เผื่อตอนนั้นเสือก เอ๊ย! รู้อะไรบ้าง”
“โอเค ขอบใจมากนะ ตังน่ารักที่สุดเลย”ผมพูดพร้อมทำหน้าตากรุ้มกริ่มหยอกล้อเพื่อน
“ไอ้หนาว อย่าพูดแบบนี้นะ ขนแขนกูลุกเลย”ตังทำท่าลูบขนแขน ทั้งที่มันยังไม่ได้ลุกขึ้นมาเลย
“ไปเข้าห้องน้ำไป ฮ่า ๆ ๆ ”
“ไม่ใช่ลุกแบบนั้นเว้ย” ตังรีบแก้ตัว
คอนโด SSK
เมื่อลมหนาวกลับมาถึงคอนโด ชายหนุ่มก็ตรงเข้าห้องนอนเพื่อไปที่มุมกระดานแปะรูปโพลารอยด์ทันที สายตาค่อย ๆไล่ดูรูปที่แปะอยู่ที่กระดานไปเรื่อย ๆ จนมาสะดุดที่รูปรูปหนึ่ง เป็รูปดอกเดซีมีตัวอักษรเขียนไว้ใต้รูป ด้วยลายมือที่คุ้นตา
เดซี
ผมดึงรูปนั้นออกมาดูใกล้ ๆผมเห็นข้อความมีเท่านี้ ก็เลยพลิกกลับด้านหลังรูปดู ที่ด้านหลังของรูป มีข้อความที่เขียนถึงบุคคลปริศนาอยู่ผมไล่สายตาอ่านข้อความตรงหน้าทันที
ถึงคุณดวงอาทิตย์
มีคนเคยบอกไว้ว่า
เมื่อมองดอกไม้สวย ๆ
จะทำให้มีความสุข
อย่าเครียดนะครับ
จาก วิน
ผมเขียนถึงคุณดวงอาทิตย์จริง ๆผมจำลายมือของตัวเองบนรูปได้ แล้วชื่อที่ผมเขียนถึงคุณดวงอาทิตย์คือ วินผมคงใช้ชื่อนี้ในการเข้าหาคนคนนั้น
ลมหนาวยืนครุ่นคิดอยู่ตรงนั้นพักใหญ่พยายามค้นหาความทรงจำที่ตัวเองลืมไป แต่ยิ่งพยายามนึกก็ยิ่งหงุดหงิดเพราะมันว่างเปล่า ไม่ปรากฏความทรงจำเื่นี้เลย
คนที่ผมเขียนถึงคือใครนะใช่คนที่ผมเห็นในฝันบ่อย ๆ ไหม คิดยังไงก็ว่างเปล่ามันน่าหงุดหงิดมาก และหน่วงในใจแปลกๆ
ผมก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุกำลังชอบคนคนนี้อยู่ใช่ไหม ถึงได้ส่งอะไรแบบนี้ไปให้
แล้วถ้าผมได้เจอคนคนนี้อีกครั้งผมจะยังคงจดจำเขาได้ไหม และความรู้สึกชอบอีกฝ่ายที่ผมมีอยู่ก่อนหน้านี้จะแสดงให้ผมรับรู้อยู่ไหม
***************