ภารกิจพิชิตสามี
บทที่ 16 พ่อค้า
ทางด้านสามพี่น้องนักกู้ภัย
"เร็วๆเข้าหน่อยสิพวกเ้าจะอู้หรือยังไง"
เสียงแหลมเล็กของสตรีดังขึ้นบอกให้เหล่าบุรุษรีบทำงานให้เร็วขึ้น สตรีนางนี้คือมามาผู้ดูแลเื่วัตถุดิบภายในวังหลวง นายใหญ่แห่งวังหลวงอย่างฮ่องเต้ และนายใหญ่แห่งวังหลังอย่างฮองเฮา ต่างก็เป็คนพิถีพิถันเื่อาหารการกินเป็อย่างมาก ดังนั้นทุกวันต้องมีการขนส่งวัตถุดิบสดใหม่เข้าไปในวัง
ั้แ่เด็กหนุ่มกู้ภัยทั้งสามได้รู้จักกับจินเยว่ พวกเขาก็ร่วมมือกันวางแผนแทรกซึมเข้าสู่วังหลวง แม้จะช่วยอะไรไม่ได้มาก อย่างน้อยก็อาจช่วยให้คุ้นชินเส้นทาง จินเยว่จึงไปขอให้นายทหารในวังหลวงแขกประจำของนางช่วยหาเส้นสายฝากคนทั้งสามเข้าทำงาน
ก่อนหน้านี้จินเยว่ได้ไปเจรจาและอธิบายถึงที่มาที่ไปของทั้งสามคนอย่างน่าเชื่อถือ เหล่าทหารไม่มีใครติดใจเื่เด็กหนุ่มทั้งสามคนนี้อีก ทำให้ตอนนี้สามหนุ่มสามารถหางานทำเพื่อเป็สายลับในการเข้าสู่วังหลวง
ใครจะไปคิดว่าการเป็สายลับช่างหนักหนาสาหัส หนักมากจริงๆ ไม่หนักได้อย่างไร ทุกเช้าพวกเขาต้องแบกข้าวครั้งละยี่สิบกิโล แบกผักอีกเป็สิบๆกิโล ยังไม่นับรวมวัตถุดิบประเภทอื่นๆอีกหลายชนิด ตอนแรกที่ได้งานพวกเขาต่างก็รู้สึกดีใจ แม้จะสงสัยว่าทำไมงานในวังหลวงที่แสนเข้มงวดถึงรับพวกเขาเข้าทำงานได้ง่ายๆ แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอก ขอเพียงพวกเขาสามารถกลับบ้านได้ ต่อให้งานหนักแค่ไหนพวกเขาก็จะทำ แต่ในเวลานี้ทั้งสามคนกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
"พี่ใหญ่ เราลาออกกันเถอะ ข้าชักจะไม่ไหวแล้ว"
เต็ก น้องชายคนกลางเอ่ยกับพี่ชายของเขาด้วยเสียงสั่นเครือ ขณะกำลังแบกของอยู่บนหลัง ตึ๊งน้องชายคนเล็กได้แต่สนับสนุนคำพูดนี้ แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา เพราะของบนหลังหนักเกินกว่าที่เขาจะพูดออกมาได้
"ถ้าเราไม่ทำงานนี้ แล้วเราจะรู้ช่องทางแอบเข้าวังหลวงได้อย่างไร"
ป่อ ผู้เป็พี่ชายคนโตเอ่ยขึ้น ทั้งสองที่ได้ฟังต่างเงียบเสียงลง วังหลวงไม่ใช่ที่ที่ใครจะเข้าก็จะสามารถเข้าได้ง่ายๆ ที่พวกเขาได้มายืนอยู่ที่นี่ เพราะไม่มีใครอยากรับงานจับกังแบบนี้ จังหวะนั้นเองตึ๊งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาวางของที่แบกบนหลังลงก่อนจะะโบอกมามาที่ควบคุมการขนสินค้าขึ้นว่า
"มามาคนสวยขอรับ ข้าน้อยขอไปทำธุระส่วนตัวก่อนนะขอรับ"
มามาที่ได้ยินเช่นก็ทำสีหน้ารังเกียจก่อนจะบอกว่า
"ไปๆ รีบไปอย่ามาทำให้อาหารเปรอะเปื้อนนะ"
ตึ๊ง ที่ได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งออกไปทันที สบายแล้วทีนี้ ไม่ต้องขนของแถมยังแถมยังได้เดินเล่นสบายใจเฉิบ งานหนักๆแบบนั้นฝากพวกพี่ๆทำไปก่อนก็แล้วกัน ตัวเขาเป็น้องเล็กออกแรงมากไม่ไหว เขาจะเป็คนไปสืบเส้นทางในวังหลวงเอง
เมื่อคิดได้อย่างนั้นตึ๊งก็ออกเดินทางเข้าสู่วังหลวงโดยไม่มีใครผ่านมาพบเห็น ่เช้าทุกคนต้องทำงานส่วนตัวของตัวเอง ทำให้ไม่มีใครเดินผ่านสวนแห่งนี้ เขาเดินเข้าเรื่อยๆจนพบว่าวังหลวงแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก เขาไม่สามารถจดจำทางได้ สุดท้ายแล้วเขาจึงหลงทาง
ขณะที่เดินไปเดินมาอยู่ในสวนแห่งวังหลวง เขาก็พบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง บุรุษผู้นั้นแต่งตัวราวกับขุนนางชั้นสูงหน้าตาหล่อเหลา สวมชุดสีน้ำเงินเข้มทั้งตัว คลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเคยเห็นหน้าบุรุษผู้นี้มาก่อนแต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน บุรุษผู้นั้นจ้องมองมาทางตึ๊งด้วยความสงสัยแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า
"เ้าเป็ใครเหตุใดถึงมาเดินเกะกะอยู่แถวนี้"
"ข้าน้อยเป็คนขนวัตถุดิบทำอาหารมาส่งให้ที่วังหลวง ข้าน้อยมาปลดทุกข์หนักแล้วหลงทาง หาทางกลับไม่เจอขอรับ"
พวกสามัญชนพวกนี้ช่างโง่เขลาจริงๆ บุรุษหนุ่มไม่คิดสนใจชายหนุ่มตรงหน้า เขามองด้วยหางตาอีกครั้งหนึ่งก่อนจะสะบัดแขนเดินจากไป ปล่อยให้ตึ๊งมองตามด้วยความสงสัย ไม่ว่าอย่างไรเขาก็รู้สึกคุ้นหน้าบุรุษผู้นี้อยู่นะ สงสัยครั้งหน้าเขาต้องชวนพี่ๆมาดูด้วยกันแล้วว่าบุรุษผู้นี้เป็คนรู้จักหรือเปล่า
หลังหาทางกลับมาหาพี่ๆของเขาได้ ตึ๊งก็ต้องกลับมาขนของจนกว่าจะเสร็จแล้วจึงกลับไปรวมตัวกันอีกครั้งที่บ้านของจินเยว่ พี่ๆทั้งสองของเขาบ่นอุบอิบไม่หยุดว่าเขากินแรง ทำให้ทั้งสองคนต้องยกของหนักกว่าเดิม แต่ตึ๊งไม่ยอมแพ้ เขาได้บอกเล่าเื่ราวที่ได้เจอให้พี่ชายของเขาฟัง พี่ชายทั้งสองที่ได้ฟังก็หยุดบ่นทันทีแล้วหันมาคิดตามคำบอกเล่าของน้องชาย หรือคนที่เ้าน้องชายจอมอู้เจอจะเป็คนจากต่างแดนเหมือนพวกเขา
"แต่มันไม่น่าจะเป็ไปได้นะ หากเป็คนจากต่างแดนทำไมถึงใส่ชุดเหมือนขุนนางชั้นสูงอยู่ในวังหลวง"
"นั่นสิน้องเล็กเ้าดูผิดไปหรือเปล่า บางทีคนคนนั้นอาจจะหน้าโหลก็ได้นะ"
ระหว่างที่ทั้งสามกำลังนั่งปรึกษาหารือกัน จินเยว่ได้กลับมาถึงบ้าน วันนี้นางออกไปทำงานเหมือนเช่นทุกวันและดูเหมือนว่าจะได้เงินมากกว่าปกติ ทำให้นางอารมณ์ดีเป็พิเศษ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มทั้งสามนั่งสุมหัวกันอยู่นางก็เอ่ยทักทายขึ้นว่า
"พวกเ้ากำลังทำอะไรกันอยู่รึ"
"พวกเรากำลังคุยกันถึงเื่ที่ตึ๊งไปเจอวันนี้ขอรับ"
หลังจากนั้นตึ๊งก็เล่าเื่ทั้งหมดเหมือนกับที่เล่าให้พี่ๆของเขาให้จินเยว่ได้ฟัง จินเยว่ที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วขึ้น ก่อนจะครุ่นคิดตามคำพูดของตึ๊ง ก่อนหน้านี้จู่ๆก็มีหมายจับคนจากต่างแดน ซึ่งนางเคยสงสัยว่าเหตุใดถึงมีคนรู้เื่นี้ได้เร็วนัก เมื่อได้ฟังคำพูดของตึ๊งก็ประจวบเหมาะกับสิ่งที่นางสงสัย หรือว่าบุรุษผู้นั้นคือคนที่นำเื่ของพวกเราไปบอกให้คนในวังหลวงรับรู้ แต่ทำไมเขาต้องทำแบบนั้นล่ะ เขาไม่้ากลับโลกของตัวเองแล้วหรือ หากเป็เช่นนั้นจริงเกรงว่าพวกเราเจอศึกหนักเข้าเสียแล้ว
จินเยว่ไม่ได้บอกข้อสงสัยของตัวเองให้แก่เด็กหนุ่มทั้งสามเพราะกลัวว่าทั้งสามอาจจะทำเสียเื่ นางได้แต่เก็บเื่ราวเหล่านี้ไว้ในใจก่อนจะชวนทั้งสามพูดคุยเื่อื่นต่อ
--------------
ภายนอกเกมวังั ณ บ้านตระกูลเฟย
"ตอนนี้ระบบยังไม่สามารถเข้าได้ ขอให้ผู้เล่นทุกคนกรุณารอสัญญาณจากเราอีกครั้งค่ะ"
เสียงประกาศในโทรทัศน์ดังขึ้น คุณนายเฟยที่นั่งดูโทรศัพท์อยู่ก็รู้สึกแปลกใจ นี่มันเกมที่ลูกชายของเธอชอบเล่นไม่ใช่หรอ ในเมื่อไม่สามารถเข้าเกมได้ เขาก็น่าจะโทรกลับมาหาเธอแล้วสิ ก่อนหน้านี้เธอโทรหาลูกชายแต่เขาไม่รับโทรศัพท์ เธอเลยโทรหาลูกสะใภ้และฝากบอกให้ลูกชายของเธอโทรกลับด้วย นี่ก็ผ่านมาเป็ชั่วโมงแล้วนะเกมก็เข้าไม่ได้ ทำไมเขาถึงยังไม่โทรหาเธออีกล่ะ เธอลองโทรไปอีกครั้งก็ไม่มีคนรับไม่ว่าจะเป็ลูกชายหรือลูกสะใภ้ เฮ้อ
"เรากำลังอยู่กับหนึ่งในทีมผู้ผลิตเกมวังันะคะ คุณหยุนค่ะ ตอนนี้เกมเกิดปัญหาอะไรขึ้นค่ะ"
"ตอนนี้เกมอยู่ระหว่างพัฒนาระบบเกมให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น ขอให้ทุกคนรอเวอร์ชันใหม่ของเกมวังัได้เลยครับ"
"แล้วทำไมถึงไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าล่ะคะ?"
"ทางเราอยากให้เป็เื่เซอร์ไพรซ์สำหรับผู้เล่นทุกคน จึงไม่ได้แจ้งล่วงหน้าครับ"
เสียงโทรทัศน์ยังคงดำเนินต่อไป คุณนายเฟยได้แต่คิดถึงลูกชาย ว่าทำไมยังไม่โทรหาเธอสักที เธอ้าคุยกับเขาเื่การผ่อนบ้านหลังที่เขาอาศัยอยู่ เธอกลัวว่าเขาจะไม่มีเงินเพียงพอและไม่กล้าบอกเธอ
ตอนนี้เป็เวลาหัวค่ำ ท้องฟ้าเริ่มมืดลง สามีของเธอน่าจะนอนหลับไปแล้วเพราะเขาขึ้นนอนั้แ่่เย็น ดังนั้นเธอจึงได้แต่นั่งพะว้าพวงค์เกี่ยวกับลูกชายอยู่เพียงลำพัง
---------------
เหตุการณ์อีกด้านหนึ่งของคนที่คุณนายซูคิดว่าหลับไปแล้ว
"อัญมณีสีเหลืองอำไพ ราคาถูกๆทางนี้เลยขอรับ"
"โอ้แม่นางคนงามปิ่นนี้เหมาะกับท่านเหลือเกิน ท่านสนใจไหมขอรับ ข้าจะลดราคาให้เป็พิเศษ"
พ่อค้าผู้หนึ่งในตลาดส่งเสียงเชิญชวนลูกค้าให้มาเลือกซื้อข้าวของที่ร้านของเขา พ่อค้าผู้นี้คือนายพลเฟยผู้อยากเป็พ่อค้า เขาคือหนึ่งในคนที่หลุดเข้ามาในเกมพร้อมกับซูฉี ในเวลานั้นเขารู้สึกใเป็อย่างมากแต่เมื่อเวลาผ่านไปเขากลับรู้สึกคุ้นชินและสนุกกับมัน จะเป็อย่างไรนะหากเขาได้อยู่ในเกมตลอดไป นี่คือความคิดชั่วแว๊บหนึ่งของเขา แต่มันเป็เพียงความคิดชั่วครู่เท่านั้น เขายังคงมีภาระหน้าที่ที่ต้องไปจัดการทั้งยังมีภรรยาและลูกคอยอยู่ ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องหาทางออกจากที่นี่ให้ได้
ก่อนหน้าที่จะติดอยู่ในเกมตัวเขาเข้าเกมมาด้วยความหวังที่อยากจะเป็พ่อค้า ทำให้เขาเลือกมีอาชีพนี้ แต่เมื่อถึงเวลาติดอยู่ในเกมทำให้เขารู้สึกเสียใจที่ตัวเองเลือกอาชีพผิด เพราะพ่อค้านั้นไม่สามารถต่อสู้แนวหน้าได้ เขาเคยคิดจะเปลี่ยนอาชีพแต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมุ่งมั่นตั้งใจขายของให้ได้เงินทุนเพื่อรวบรวมพลไปสู้กับลู่เสียนผู้เป็บอสใหญ่ในเกม