
(พระสนมชุนอี้ ซึ่งปัจจุบันเป็ไทเฮาไปแล้ว)
หลังจากที่เวิ่นกวงสยบพระสนมชุนอี้ด้วยเพลงทวย เอ๊ย! ทวนสกุลหยางจนนางหลงหัวปักหัวปำ แทบจะลืมลีลาของฮ่องเต้ไปจนสิ้น มันก็ได้กลับมาหากุ้ยอิงที่รออยู่ ซึ่งในวินาทีแรกเวิ่นกวงพบหน้ามารดาคงงาม มันก็โดนกุ้ยอิงเทศนาใส่ชุดใหญ่ราว ๆ หนึ่งชั่วยาม แต่เวิ่นกวงก็มิได้โต้เถียงแต่อย่างใด แถมมันยังทำตลก กลบเกลื่อนจนสุดท้ายกุ้ยอิงก็เหนื่อยใจ และเลิกบ่นไปเอง
"พี่สาวอย่าบ่นไปนักเลย บ่นมาก ๆ เดี๋ยวตีนกาจะขึ้นเอานะ เอ๊ะ! หรือว่า…ที่บ่นก็เพราะความทรงจำกลับของท่านแม่กลับมาแล้ว" เ้าเวิ่นกวงทำหน้าทำตายียวนก่อนจะกล่าวขึ้น ซึ่งนั้นทำให้กุ้ยอิงหน้าแดงก่ำ ด้วยความโมโห ก่อนที่นางจะเงื้อมือฟาดใส่เวิ่งกวงเพื่อสั่งสอน ซึ่งเ้าเวิ่นกวงเองก็มิได้มีท่าทางสลด แถมยังคิดที่จะถอยหนีอีกด้วย
ทว่า…ในเวลานั้นเหมือนเวิ่นกวงจะรีบร้อนจนลืมดูที่เท้า ตรงนี้มีหินก้อนใหญ่วางอยู่ มันจึงสะดุด ส่วนกุ้ยอิงเองก็พุ่งเข้ามาสุดแรง และเมื่อคนตรงหน้าเสียหลักนางเองก็ไม่ต่างกัน สองแม่ลูกจึงล้มลงไปนอนทับกันอยู่บนพื้นดิน
ฉากนี้ช่างเหมือนกับในนิยายรักหวานซึ้งเสียจริง ยามที่นางเอกล้มทับร่างพระเอก ใบหน้าทั้งสองใกล้ชิดชนิดรับรู้ได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย ดวงตาทั้งคู่มองสบกันราวกับอยู่ในภวังค์ ภาพของสองแม่ลูกในตอนนี้ก็เป็เช่นนั้น
ใบหน้าของกุ้ยอิงแดงก่ำขึ้นมาทีละนิด เวิ่นกวงเองก็มิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมา ก่อนที่มือของมันจะเริ่มััได้ถึงความนิ่มแน่นบางอย่างที่กำลังจับอยู่ จะเป็สิ่งใดไปไม่ได้นอกจากเนินอูมสล้างของมารดามันนั้นเอง และนั้นก็เป็สิ่งที่เรียกสติของกุ้ยอิงให้กลับคืนมา ก่อนที่นางจะพลันลุกขึ้นออกจากร่างของเวิ่นกวงด้วยความใ
เวิ่นกวงเองก็ใได้สติเช่นกัน มันรีบลุกขึ้นเพื่อจะเอ่ยปากขอโทษกุ้ยอิง ทว่า…ยังไม่ทันจะได้อ้าปาก ใบหน้าของมัน ก็ถูกฝ่ามือของมารดาคนงามตบเข้าอย่างแรง จนเกิดเสียงดัง เพียะ.! หันไปอีกด้าน
"เ้า..เ้าเด็กต่ำช้า…อย่าได้มาเข้าใกล้ข้าอีก มิเช่นนั้น เ้าได้กลายเป็ผีไร้ญาติแน่..!"
กุ้ยอิงแค่นเสียงดุ ก่อนที่นางจะลุกขึ้น และเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเวิ่นกวงก็ได้แต่นั่งอยู่ในท่าเดิมพร้อมกับความเ็ปที่เต้นตุบ ๆ อยู่บนแก้มซ้าย…
แต่ถึงกุ้ยอิงจะบอกเช่นนั้น สุดท้ายทั้งคู่ก็มิอาจแยกกันได้อยู่ดี มิรู้ด้วยความกะล่อน หรือฝีปากอันหอมหวานของเวิ่นกวงหรืออย่างไร สุดท้ายทั้งสองคนก็คืนดีกันในที่สุดก่อนจะออกเดินทางกันต่อ
ทุกสิ่งที่เวิ่นกวงทำไปก่อนหน้าดูเหมือนจะส่งดีเป็อย่างมากในยามนี้ มิมีคนของพระสนมชุนอี้มาก่อกวน สร้างความรำคาญให้สองแม่ลูกอีกแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังต้องพานพบกับพวกขุนนางกังฉิน และคนเลวอีกมากมายในทุก ๆ เมืองที่ผ่านไป ซึ่งเวิ่นกวงก็ไม่เคยคิดที่จะนิ่งดูดายปล่อยให้ชาวบ้านเหล่าถูกรังแกหรือ ไม่ได้รับความเป็ธรรมเลยสักครั้ง มันไม่สนใจด้วยซ้ำว่ากุ้ยอิงจะคิดเช่นไรด้วย และจุดนี้นี่เองที่ทำให้นางเกิดความประทับใจในเด็กหนุ่มผู้นี้ทีล่ะนิด อย่างไม่รู้ตัว…
จวบจนกระทั่งวันเวลาผ่านไป 1 ปี ความทรงจำของกุ้ยอิงก็ยังไม่กลับคืนมา หากแต่ความรู้สึกของนางนั้นกลับพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จากคนที่ไม่ชอบขี้หน้า แปรเปลี่ยนเป็ความรักอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเวิ่นกวงเองก็รับรู้ได้ แต่ก็นั่นแหละ ที่ยิ่งทำให้มันเกิดความลำบากใจเป็อย่างมาก เพราะในความเป็จริง มู่กุ้งอิงก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของมันอยู่วันยังค่ำ แถมนางยังหัวแข็งไม่ยอมเชื่อว่า เวิ่นกวงเป็บุตรชายมาั้แ่แรกอีกด้วย
เวิ่นกวงเองก็มิรู้จะทำฉันใดได้นอกจากเล่นตามน้ำไปเรื่อย ๆ และหวังว่าสักวันความทรงจำของมารดามันจะกลับคืนในสักวัน
ชื่อเสียงของจอมยุทธ์คุณธรรม พี่น้องสกุลหยางนั้นกลับโด่งดัง เลื่องลือไปทั่วยุทธภพ แถมยังล่วงรู้ไปถึงหูของ ฮ่องเต้องค์ใหม่ พระองค์จึงมีพระราชโองการให้ทั้งสองคนเข้าเฝ้า
ซึ่งเวิ่นกวงรู้สึกตื่นเต้นเป็ยิ่งนัก เพราะมันกำลังจะได้พบหน้าเมียรักทั้งสองคนอีกครั้ง แม้นว่าในความเป็จริง จะเป็เื่ที่น่าเสียดายอยู่ไม่น้อยเพราะยามนี้….ได้อภิเษกสมรสกับฮ่องเต้จนกลายเป็ฮ่องเฮาไปเรียบร้อย ส่วนพระสนมชุนอี้ก็ได้รับการสถาปนาเป็ไทเฮาไปเรียบร้อย
ถึงแม้นสองแม่ลูกจะมียศถาบรรดาศักดิ์ที่เปลี่ยนไป แต่ความรู้สึกที่เวิ่นกวงเคยมอบให้เมื่อสมัยก่อนนั้นยังคงตราตรึงอยู่เช่นเดิม แถมพวกนางยังแอบหวังลึก ๆ ว่าจะได้ลิ้มรสเพลงทวยของเวิ่นกวงอีกสักครา ชุนอี้ กับ…จึงได้ช่วยพูดจาหว่านล้อมฮ่องเต้ให้มีพระเมตตากับสองแม่ลูกสกุลหยางมากขึ้น จนสุดท้ายฮ่องเต้จึงตัดสินพระทัยว่าจะ รื้อคดีที่สกุลหยางถูกใส่ร้ายออกมาไต่สวนใหม่อีกครั้ง เพื่อล้างมลทินให้พวกเขาทุกคน ทว่า…การทำเช่นนี้มันก็ได้สร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าขุนนางอีกหลายคน จนฮ่องเต้เกิดความลำบากพระทัยเป็อย่างมาก…
ณ ศาลาส่วนพระองค์กลางสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ในวังหลวง ยามนี้ ไทเฮาชุนอี้ ได้เรียกหยางเวิ่นกวงมาเข้าเฝ้าด้วยเหตุผลบางอย่าง
"ไทเฮาเรียกหม่อมฉันมาพบเป็การส่วนพระองค์ในที่แห่งนี้ มีเื่ใดจะสนทนาหรือพ่ะย่ะค่ะ" เวิ่นกวงเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้างุนงงสงสัย ก่อนที่ไทเฮาชุนอี้จะแย้มยิ้ม และหัวร่อออกมาเบา ๆ ในลำคอ
"ดูเ้าทำหน้าเข้าสิ จะใอันใดหนักหนา ข้ามิมีกิจอันใดสำคัญหรอกก็เพียงแค่…." ไทเฮาชุนอี้ปรายตามองเวิ่นกวงด้วยท่าทางยั่วยวน แถมนางยังเอามือมาจับที่ต้นขาของมันอีก ซึ่งนั้นก็ทำเวิ่นกวงพลันใเป็อย่างยิ่ง มันรีบลุกขึ้น และลงไปคุกเข่าที่พื้นทันที
"ไทเฮาขอทรงอย่าทำเช่นนี้! หากมีผู้ใดเห็นเข้า ข้าเกรงว่าพระองค์จะเสื่อมเสียพระเกียรติเอาได้ แถมมิหนำซ้ำข้าอาจจะโดนตัดหัวเอาด้วย" เวิ่นกวงก้มหน้าลงกับพื้น ก่อนที่มันจะรีบเอ่ยออกมาด้วยท่าทางหวาดกลัว เมื่อเห็นเช่นนั้นไทเฮาชุนอี้จึงพ่นลมหายใจยาว ๆ ออกมา และพูดขึ้นบ้าง
"เ้าอย่าได้วิตกกังวลไปเลยเวิ่นกวง ข้าได้สั่งพวกทหารกับนางกำนัลไว้หมดแล้ว ว่าอย่าได้เข้ามาในบริเวณนี้หากไม่ได้รับคำอนุญาตจากข้า เ้าลุกขึ้นเถิด"
พอเวิ่นกวงได้ยินที่ไทเฮาชุนอี้รับสั่งเช่นนั้น มันจึงรู้สึกเบาใจขึ้นมาก ก่อนที่จะลุกขึ้น และมานั่งบนเก้าอี้หินหยกเช่นเดิม จากนั้นไทเฮาชุนอี้จึงตรัสกับมันถึงความรู้สึกของนางั้แ่เวิ่นกวงจากไป และทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมา ล้วนแต่ไม่สมควรเอ่ยออกมาเป็อย่างยิ่ง เพราะถ้ามันหลุดรอดออกไปแม้แต่ประโยคเดียว หัวของเวิ่นกวง ไม่สิหัวของคนในสกุลหยาง 7 ชั่วโคตรคงไม่พอให้ตัดเล่นเป็แน่
แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ถ้อยคำพลอดรัก ต้องห้าม ไทเฮาชุนอี้ยังตรัสถึงเื่ของเหล่าขุนนางที่คัดค้านการรื้อฟื้นคดีของสกุลหยาง นางบอกกับเวิ่นกวงว่าไม่ต้องเป็กังวล เพราะสุดท้ายแล้ว ด้วยอำนาจที่นางมีบวกกับอำนาจของเจียงหลี้ บิดา ขุนนางคนอื่น ๆ จะต้องยอมแพ้ในที่สุด
พอเวิ่นกวงได้ฟังเช่นนั้น มันก็มิว่าควรจะรู้สึกเช่นไรดี การที่ชุนอี้ กับบิดาของนางทำเช่นนี้ ก็มิได้ต่างจากเมื่อครั้งอดีต ที่ใช้อำนาจไปในทางที่ผิด เวิ่นกวงก็ได้แต่หวังว่านางก็จะไม่ทำอะไรรุนแรงจนเกินไปนัก ไม่งั้นเองก็ต้องรู้สึกไปด้วยตลอดชีวิตเป็แน่
"เ้าไม่ต้องห่วงไปหรอก ข้านั้นมีวิธีบีบบังคับพวกขุนนางหัวแข็งให้โอนอ่อนตาม โดยไม่ใช้ความรุนแรงเหมือนอย่างในอดีต.." ไทเฮาชุนอี้ตรัสขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม ประหนึ่งว่านางสามารถมองเข้าไปในหัวของเวิ่นกวง และรู้ว่ามันกำลังคิดสิ่งใดอยู่
"ชะ..เช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"ใช่แล้วข้าจะทำแบบนั้นแหละ แต่ว่านะ…จะให้ข้าช่วยเ้าช่วย ๆ มันก็ดูกระไรอยู่"
ไทเฮาชุนอี้ตรัสออกมาเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์บนใบหน้าคล้ายนางประสงค์บางสิ่งจากเวิ่นกวงตอบแทน
"ฝ่าาจะให้หม่อมฉันทำสิ่งใดโปรดรับสั่งมา ไม่ว่าจะบุกน้ำลุยไฟ หยางเวิ่นกวงผู้นี้ก็พร้อมจะพลีกายถวายชีวิตทำอย่างสุดความสามารถ" เวิ่นกวง ลงไปคุกเข่าที่พื้น ก่อนที่มันจะเอ่ยออกมาด้วยวาจาหนักแน่น
"เ้าดูองอาจสมชายชาตรี สมกับที่เป็ลูกหลานของขุนศีกสกุลหยางจริง ๆ แต่ข้าไม่คิดจะให้ไปพลีกายในสนามรบหรอกนะ สิ่งที่ข้า้าก็แค่ให้คืนนี้….." ไทเฮาชุนอี้เอ่ยขึ้นก่อนที่นางจะหยุดชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงย่อตัวมากระซิบที่ข้างหูของเวิ่นกวงเบา ๆ ว่า
"เ้าแค่มาพลีกายถวายบทรัก ร่ายรำเพลงทวนสกุลหยางให้ข้าชมบนเตียง เฉกเช่นตอนอยู่ในวัดร้างเหมือนอย่างตอนนั้นก็พอ…" เมื่อไทเฮาชุนอี้ตรัสเสร็จขนทั่วสรรพางค์ของเวิ่นกวงก็ลุกซู่ จากนั้นนางจึงลุกขึ้น และเดินออกจากศาลาส่วนพระองค์ไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้เวิ่นกวงนั่งนิ่งอยู่ท่าเดิมพร้อมกับหัวใจที่เต้นระรัวราวกับจะะเิออกมานอกอกเสียให้ได้
"คะ…ค่ำคืนนี้ข้าจะได้เสพสมกับนางอีกครั้งกระนั้นรึ? มะ…มันก็ดีอยู่หรอก แต่ทว่า..นางไม่ใช่แค่พระสนมแล้วนี่สิ แต่เป็ถึง ไทเฮามารดาของคนทั่วทั้งแผ่นดินเชียวนะ..!"
จบบทที่ 31