ดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล]

    บทที่ 50 ประสาทรับกลิ่นอันน่าอัศจรรย์

    เจ้าหน้าที่คนนั้นยืนพึมพำกับตัวเองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะสะบัดหน้าหันมาพูดว่า “ยังไงนายก็ต้องโกงแน่ๆฉันแค่ยังดูไม่ออกเท่านั้นแหละ ให้เวลาฉันวิเคราะห์หน่อยต้องหาช่องโหว่ได้แน่!”

            เขาเชื่อว่าการวาดฝีไม้ลายมือครั้งนี้เป็นกลอุบายแค่ตอนนี้ยังมองไม่ออกเท่านั้น ขอเพียงเขาใช้เวลาสักหน่อยต้องหาช่องโหว่เจอแน่

            เจ้าหน้าที่คนนี้ชอบการเล่นไพ่นกกระจอกและไพ่โป๊กเกอร์ชอบการพนันขันต่อเป็นชีวิตจิตใจ อีกทั้งยังฉลาดมากด้วย ทักษะการเล่นพนันก็ดีด้วยประสบการณ์ด้านการพนันทำให้เขามั่นใจว่า 'การพนัน'นั้นหากต้องการชนะร้อยเปอร์เซ็นต์หรือมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์มีแต่ต้องโกงเท่านั้น!

            สวี่ตงพูดเสียงเรียบ “คุณก็ไม่ต้องโมโหไปหรอก ผมพูดไปแล้วนี่อย่าถือเป็นจริงเป็นจังเลย!”

            เจ้าหน้าที่คนนั้นกระอักกระอ่วนสุดๆ เหลือบมองโหมวซือฉิงก็เห็นว่าเธอกำลังทำหน้าดีใจมากใบหน้าประดับรอยยิ้มราวกับบุปผางามจับใจคนดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยวจับจ้องไปที่สวี่ตงเพียงคนเดียวซึ่งทำให้เขารู้สึกร้อนรนแม้จะรู้ตัวว่าเขาไม่มีทางจีบโหมวซือฉิงติด แต่พอเห็นโหมวซือฉิงมีผู้ชายที่เธอ 'ชอบ' แบบนี้ ความหึงหวงตามประสาบุรุษพลันปะทุ!

            หลงชิวเซิงลูบเคราพลางหัวเราะเฮฮา “สวี่ตงรอบนี้แสดงได้สมบูรณ์แบบมาก เดี๋ยวขอฉันคิดก่อนนะขอวิเคราะห์หน่อยว่าเธอใช้วิธีอะไร!”

            หลงชิวเซิงเป็นที่รู้จักในด้านสายตาอันเฉียบคมเป็นที่สุดพอมองเคล็ดลับของสวี่ตงไม่ออกเขาก็เกิดความรู้สึกเหมือนถูกแมวข่วนหากไม่พบคำตอบคืนนี้เขาคงนอนไม่หลับ!

            นั่นเป็นเพราะหลงชิวเซิงยังคิดว่าสวี่ตงกำลัง ‘เล่นกล’เพียงแต่กลนี้แยบยลมากจนเขาดูไม่ออกไปชั่วขณะ

            สวี่ตงส่ายหน้าพลางยิ้มให้หลงชิวเซิง “ผู้เฒ่าหลงผมพูดความจริงนะครับ ครั้งนี้ผมไม่ได้ใช้กลอุบายอะไรเลย ใช้แค่จมูกดมกลิ่นตั้งแต่เด็กๆ จมูกผมก็ไม่เหมือนใคร ต่อให้มีสิ่งกีดขวางหลายชั้นหรือระยะห่างมากๆผมก็ยังได้กลิ่น แน่นอนว่ามันไม่ใช่พลังพิเศษอะไรเป็นแค่สิ่งที่ผมฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆ ครับ!”

            หลงชิวเซิงตะลึงและถามอย่างประหลาดใจ “เธอฝึกมันจริงๆ เหรอทักษะรับกลิ่นนี่ฝึกกันได้จริงๆ เหรอ”

            เนื่องจากหลงชิวเซิงรู้จักสวี่ตงดีค่อนข้างดีต่อให้เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วันแต่คนอย่างสวี่ตงนั้นแค่ได้พูดคุยด้วยก็เข้าใจทันที สวี่ตงคนนี้ซื่อสัตย์และขยันขันแข็งไม่มีทางพูดโกหก ดูจากสีหน้าจริงจังที่เขาแสดงออกมาเมื่อครู่ก็ไม่เหมือนกำลังโกหกหรือว่าเขามีความสามารถประหลาดเช่นนี้จริงๆ

            “ขี้โม้!”กลับมีเพียงเจ้าหน้าที่คนนั้นที่ยืนกรานไม่เชื่อจนแค่นเสียงใส่อีกครั้ง

            สวี่ตงตอบอย่างอารมณ์ดี “ผู้เฒ่าหลงคุณว่าผมเหมือนคนกำลังโกหกเหรอครับ ไม่งั้นลองกันอีกรอบก็ได้”

            “เอาสิ ฉันจะลองอีกรอบ!” หลงชิวเซิงสนอกสนใจจ้องหน้าสวี่ตงพลางครุ่นคิด มาดูกันว่าจะหาวิธีอื่นมาทดสอบความสามารถในการดมกลิ่นอันเหนือจินตนาการนี้ได้หรือไม่

            ก่อนหน้านี้รู้เพียงทักษะ ‘การประเมิน’ ของเขาน่าทึ่งมากคิดไม่ถึงว่าเขายังมีทักษะแปลกประหลาดยิ่งกว่า นี่มัน ‘ยอดคน’ ชัดๆ !

            ในสามคนนี้มีเพียงโหมวซือฉิงที่เชื่อในความสามารถของสวี่ตงที่สุดเพราะเธอเคยเห็นการแสดงอันน่าอัศจรรย์ของสวี่ตงมาแล้วหลายครั้งและเธอก็คิดไม่ออกมาตลอดว่าสวี่ตงใช้วิธีอะไร ตอนนี้เขาบอกว่า ‘ประสาทรับกลิ่น’ของเขาแข็งแกร่งขนาดนี้ คำถามทั้งหมดก่อนหน้านี้จึงได้คำตอบแล้ว!

            ชั่วขณะนั้นเองโหมวซือฉิงก็เกิดแรงกระตุ้นอันแรงกล้า ‘ถ้าสวี่ตงมีประสาทรับกลิ่นน่าเหลือเชื่อขนาดนี้คงเป็นอาวุธท้าทายสวรรค์เวลาไขคดีอาชญากรรมแน่เลย!’

            เวลานี้โหมวซือฉิงมี ‘ความเห็นแก่ตัว’ อยู่ในใจหากปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดที่นำโดยทีมปราบปรามยาเสพติดในคืนนี้ หากตรวจค้นไม่เจออะไรเลยก็ดีจากนั้นเธอจะพาสวี่ตงไป ‘ทำการแสดง’ เมื่อกี้ที่สวี่ตงเพิ่งซ้อมการแสดงค้นหายาเสพติดไปนี่มัน ‘มืออาชีพ’ ชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ

            ชั่วขณะหนึ่ง โหมวซือฉิงมีความสุข หลงชิวเซิงประหลาดใจเจ้าหน้าที่ตำรวจหึงหวง สามคนสามสีหน้า สามคนสามอารมณ์!

            หลงชิวเซิงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามสวี่ตง “สวี่ตงเธอคิดว่าของทุกอย่างมีกลิ่นเฉพาะและประสาทรับกลิ่นของเธอก็แยกออกได้ทุกอย่างใช่ไหม”

            “ตามทฤษฎีเป็นแบบนั้นครับ แต่ผมไม่มั่นได้ใจร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก!”สวี่ตงตอบด้วยรอยยิ้ม

            ความหมายของประโยคนี้ฟังดูเหมือนหมายความตามนั้นแต่เขาเสริมทับไปว่า ‘ไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์’หากมีอะไรผิดพลาดก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้!

            เจ้าหน้าที่คนนั้นครุ่นคิดก่อนจะหยิบไฟแช็กแบบใช้แล้วทิ้งออกมาจากกระเป๋าแล้วพูดกับสวี่ตงว่า“ได้ งั้นฉันจะให้นายหาไฟแช็กอันนี้ หันหลังไป...”

            สวี่ตงพยักหน้าและจ้องไฟแช็กอันนั้นก่อน ออร่าของไฟแช็กค่อนข้างพิเศษเหมือนเป็นการผสมสองสามชนิดเข้าด้วยกันไฟแช็กประกอบด้วยพลาสติกและโลหะชิ้นเล็กๆ ด้านในเป็นก๊าซธรรมชาติที่ปิดผนึกไว้‘ออร่า’ ของทั้งสามอย่างผสมรวมกัน แม้จะสีจางมาก แต่เขาก็มองเห็น!

            “คุณยื่นมือมาให้ผมดมก่อน!”

            หลังจากเห็นออร่าชัดๆ แล้ว สวี่ตงก็ยื่นหน้าเข้าไปพูดเพื่อสังเกตออร่าจากไฟแช็กก่อนจะแสร้งทำเป็น ‘ดม’ เพื่อใช้ประสาทรับกลิ่นช่วยค้นหา

            ความสามารถในการมองเห็น ‘ออร่าสมบัติ’นั้นอธิบายไม่ได้และเหลือเชื่อเกินไปจริงๆสวี่ตงก็ไม่ใช่คนโง่ย่อมรู้ดีว่าความสามารถแบบนี้ไม่สามารถพูดออกไปให้ใครรู้ได้เด็ดขาดแต่ ‘ประสาทรับกลิ่น’ จะทำให้คนอื่นเข้าใจได้มากกว่า อีกอย่างความสามารถนี้ย่อมอธิบายได้ว่า‘ฝึกฝนมา’ ไม่ไร้ที่มาที่ไปเหมือนการมองเห็น ‘ออร่าสมบัติ’

            หลังจากจดจำออร่าของไฟแช็กได้แล้วสวี่ตงก็หันหลังและเอาหมวกปิดหน้าและปิดช่องว่างเองเช่นเคย

            เจ้าหน้าที่คนนั้นมองซ้ายมองขวาหาที่ซ่อนไฟแช็กคิดไปคิดมาก็นึกขึ้นได้ว่าสู้ถือมันไว้ในมือจะดีกว่า จากนั้นค่อยให้สวี่ตงมา 'ดมกลิ่น' คาดว่ารอบนี้เขาไม่มีทางโกงหรือหลอกกันได้แน่นอน!

            แต่ก็คิดอีกว่าซ่อนไว้ในมือตัวเองไม่ได้แน่สวี่ตงอาจจะทายถูกทันทีเลยก็ได้

            เจ้าหน้าที่คนนั้นขบคิดเร็วจี๋ พอหันไปเห็นโหมวซือฉิงที่กำลังยิ้มก็ใจกระตุกเขายื่นไฟแช็กไปทางเธอเป็นนัยว่าให้เธอถือมันไว้

            โหมวซือฉิงอยาก ‘ทดสอบ’ความสามารถของสวี่ตงมากกว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นเสียอีกจึงรับมาถือไว้อย่างอารมณ์ดีก่อนจะดึงแขนเสื้อลงเล็กน้อย หดมือซ้ายที่กำไฟแช็กอยู่เข้าไปในแขนเสื้อเกือบทั้งหมด

            เจ้าหน้าที่คนนั้นยังจงใจทำเสียงตึงตังที่ชั้นวางของด้านหลังราวกับกำลังซ่อนไฟแช็กไว้บนชั้นวาง

            หลังจากรออยู่สักพัก เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ส่งเสียงดัง “เอาละหันมาได้!”

            หลังจากได้ยินเสียง สวี่ตงก็ค่อยๆ ลดหมวกลงเมื่อหันกลับมาสิ่งแรกที่เขาเห็นคือออร่าของไฟแช็กที่เปล่งออกมาจากมือซ้ายของโหมวซือฉิงส่วนเจ้าหน้าที่คนนั้นก็จงใจชำเลืองสายตาไปด้านข้างราวกับชี้นำว่าของซ่อนอยู่ทางนั้นหลงชิวเซิงชมการแสดงอย่างอารมณ์ดี เขาแค่อยากหา ‘ช่องโหว่’ ของสวี่ตงหากหาไม่เจอเขาก็เริ่มคิดว่าสวี่ตงอาจมีความสามารถแปลกประหลาดนั้นจริง

            สวี่ตงไม่อยาก ‘เปิดเผย’สีหน้าว่าเขารู้ที่ซ่อนเร็วเกินไปจึงไม่เหลือบมองไปทางมือของโหมวซือฉิงแต่สอดส่ายสายตาไปรอบๆ ก่อนจะหลับตาดมกลิ่น!

            โหมวซือฉิง หลงชิวเซิง และเจ้าหน้าที่คนนั้นต่างจ้องสวี่ตงเขม็งเพื่อดูว่าเขาจะทำอย่างไร

            สวี่ตงสูดดม ‘อย่างแรง’ สองสามครั้ง ก่อนจะ ‘ทำการแสดง’ลองไปทางซ้ายบ้างไปทางขวาบ้างจากนั้นนานกว่าสิบวินาทีเขาก็หยุดกะทันหันแล้วลืมตาขึ้น

            เจ้าหน้าที่คนนั้นเห็นว่าสวี่ตงไม่ปริปากพูดอะไรอยู่นานก็รีบถามเขา“หึๆ ...หาเจอไหมล่ะ”

            ดูจากสีหน้าของสวี่ตงแล้วอาจจะหาไม่เจอ แต่ก็ไม่มีทางหาเจออยู่แล้วใช่ไหมล่ะ

            ขณะกระหยิ่มยิ้มย่อง สวี่ตงก็คลี่ยิ้มก่อนจะชี้ไปที่มือข้างซ้ายของโหมวซือฉิง "ไฟแช็กอยู่ที่มือซ้ายของคุณ!"

            รอยยิ้มบนใบหน้าโหมวซือฉิงกดลึกขึ้น และยิ่ง ‘โล่งใจ’ มากขึ้นดูเหมือนว่าความสามารถของสวี่ตงจะน่าทึ่งจริงๆ เธอคงคิดไม่ผิดแน่!

            ส่วนหลงชิวเซิงนั้นประหลาดใจจนกระดกลิ้นดังเต๊าะคิดไม่ถึงว่าสวี่ตงจะมีความสามารถโดดเด่นเช่นนี้ประสาทรับกลิ่นของมนุษย์สามารถฝึกได้เหมือนสุนัขจริงเหรอเนี่ย

            มีเพียงเจ้าหน้าที่คนนั้นที่ตะลึงงันไปอีกครั้ง เขาเริ่มรู้สึกสับสนหนัก!

            หรือว่าเจ้าเด็กนี่มีประสาทรับกลิ่นพิเศษจริงๆ

            จมูกของมนุษย์สามารถฝึกฝนให้ไวต่อความรู้สึกได้เหมือนสุนัขเขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก!

            หลงชิวเซิงเริ่มเชื่อว่าสวี่ตงมีประสาทรับกลิ่นอันน่าอัศจรรย์จริงๆเพราะเขาดูไม่ออกว่าสวี่ตงใช้ ‘เคล็ดลับ’ ใดในเมื่อไม่ได้ใช้เคล็ดลับอื่นใดก็แสดงว่าสวี่ตงมีความสามารถนั้นจริงหากมีความสามารถแบบนี้จริงก็นับว่ามีประโยชน์มากทีเดียว!

            หลงชิวเซิงนึกภาพสวี่ตงใช้ความสามารถในการค้นหา ‘สุสานโบราณ’ หรือไม่ก็‘ที่ซ่อนมรดกทางวัฒนธรรม’ ใดๆ ขึ้นมาได้

            ถึงแม้เจ้าหน้าที่คนนั้นจะรู้สึกหึงหวงใน ‘ความสัมพันธ์’ ของสวี่ตงกับโหมวซือฉิง แต่เวลานี้กลับตกตะลึงกับความสามารถด้าน'ประสาทรับกลิ่น' ของสวี่ตงไปแล้ว!

            ตะลึงงันอยู่นาน จู่ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้าก้าวเข้าไปหาพร้อมฉีกยิ้มเต็มใบหน้า “เยี่ยมมากๆ เสี่ยว…เสี่ยว…”

            พูดถึงตรงนี้เขาก็หันไปถามโหมวซือฉิง “ซือฉิง เขาชื่อ…ชื่อ…”

            “สวี่ตง สวี่จากสวี่เซียน ตงจากตงหนานซีเป่ย!”โหมวซือฉิงตอบเจ้าหน้าที่คนนั้นด้วยรอยยิ้มถึงแม้เพื่อนตำรวจของเธอจะไม่ได้อธิบายชัดๆ แต่เธอก็รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร

            เจ้าหน้าที่คนนั้นรีบยื่นมือให้สวี่ตงแล้วพูดอย่างกระตือรือร้น“อ้อ เสี่ยวสวี่สินะ ประสาทรับกลิ่นของนายยอดเยี่ยมมาก ฉันไม่เคยเจอ ‘คน’ ที่มีประสาทรับกลิ่นเก่งกาจเท่านายมาก่อนสุนัขทหารที่ฝึกมาโดยเฉพาะยังไม่เก่งเท่านายเลย!”

            เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่ได้โกหก สุนัขทหารที่ใช้ ‘ค้นหา’สิ่งของโดยเฉพาะได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ แต่สุนัขประเภทนี้มี ‘เป้าหมาย’ที่เฉพาะเจาะจงมาก อย่างเช่นขอบเขตการค้นหาจะจำกัดอยู่แค่ ‘ยาเสพติด’ หรือ‘ระเบิด’ เท่านั้น การแสดงของสวี่ตงจึงเพียงพอที่จะ ‘เอาชนะ’ สุนัขทหารได้แล้ว!

            ‘ประสาทรับกลิ่น’ของสวี่ตงมุ่งเป้าไปที่สิ่งของทุกประเภทซึ่งหากเปลี่ยนเป็นสุนัขทหารพวกมันจะดมกลิ่นก้อนหินธรรมดาได้เหรอ หรือแม้กระทั่งไฟแช็กธรรมดาอันหนึ่ง

            คำตอบคือไม่ได้อยู่แล้ว!

            สิ่งของธรรมดาที่ไม่มีสีและกลิ่น สุนัขทหารยังจนปัญญาจะดมเจอแต่สวี่ตงกลับทำได้ สามารถค้นหาตำแหน่งของมันได้อย่างแม่นยำภายในระยะเวลาสั้นๆ !